รายงาน Archives - สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/category/reports-th/ Wed, 17 Sep 2025 04:10:05 +0000 th hourly 1 รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/2024-human-rights-report-thailand-th/ Wed, 17 Sep 2025 00:50:29 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=25604

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทย

รายงานสรุป

ในช่วงปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และการจำกัดเสรีภาพในการสมาคมของผู้ใช้แรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทางการดำเนินขั้นตอนการสืบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่

ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีฝ่ายความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ทั้งนี้ทางการได้สืบสวนและดำเนินคดีการกระทำดังกล่าว


For the English version, please see the Department of State’s website.

หมวดที่ 1 ชีวิต

ก. วิสามัญฆาตกรรม

ในปีที่ผ่านมา ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมาย

มีรายงานการสังหารทั้งโดยรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน รอนิง ดอเลาะ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ถูกซ้อมทรมาน ถูกยิงเสียชีวิตโดยมือปืนไม่ทราบตัวตนที่บ้านของเขาในจังหวัดปัตตานี วันต่อมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ แต่ไม่ได้ประกาศการสืบสวนสอบสวนกรณีการฆาตกรรมนี้โดยละเอียด ในวันที่ 3 กรกฎาคม กลุ่มด้วยใจ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และภคมน ศิริวัฒน์ ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงความกังวลว่า เหตุการณ์การสังหารรอนิงอาจเป็นการตอบโต้การทำงานเพื่อสนับสนุนด้านสิทธิของเขา แต่จนถึงเดือนพฤศจิกายน ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการสืบสวนสอบสวนการฆาตกรรมดังกล่าวหรือไม่


ข. การบังคับควบคุมประชากร

ไม่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้บุคคลทำแท้งหรือทำหมัน


ค. อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และหลักฐานการกระทำที่อาจเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบในการจัดการปัญหาความขัดแย้ง

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การโจมตีโดยผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นประจำเพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวไทยพุทธในพื้นที่

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนบางส่วนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ตลอดจนมอบหมายอำนาจด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศบางประการแก่กองทัพ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ในปี 2547 ยังคงให้อำนาจอย่างมากแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า กองกำลังของรัฐบาลกระทำการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลหลายคนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมว่า กองกำลังฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติการตรวจค้น 72 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่กลุ่มด้วยใจรายงานว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเสียชีวิต 7 ราย และเจ้าหน้าที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐเสียชีวิต 1 นาย เจ้าหน้าที่รัฐยืนกรานว่า ผู้ต้องสงสัยในแต่ละคดีขัดขืนการจับกุม จึงจำเป็นต้องใช้กำลังรุนแรงจนถึงแก่ความตาย แต่ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโต้แย้งประเด็นข้ออ้างดังกล่าว

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า ณ เดือนกันยายน เกิดเหตุความไม่สงบ 475 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 รายและได้รับบาดเจ็บ 272 ราย เป้าหมายหลักของการโจมตีโดยผู้ก่อความไม่สงบคือ กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครฝ่ายความมั่นคงที่ติดอาวุธ แต่พลเรือนก็ถูกโจมตีไปด้วย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยิงสังหารผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ 3 รายในอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี หลังจากปิดล้อมนาน 6 วัน โดยบรรดาผู้ต้องสงสัยยังมีหมายจับที่ค้างอยู่เนื่องจากคดีก่อความไม่สงบ โฆษก กอ.รมน. ประจำภูมิภาคกล่าวว่า ในระหว่างการปิดล้อม ผู้นำทางศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ได้พยายามโน้มน้าวผู้ต้องสงสัยให้มอบตัว

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบโจมตีด้วยการลอบวางระเบิดและซุ่มยิงใส่ขบวนรถของหน่วยปฏิบัติการทหารขณะเดินทางในอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส การโจมตีครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 2 นาย ทั้งนี้กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่งเดินทางกลับมายังฐานปฏิบัติการหลังจากเข้าตรวจสอบเหตุการณ์โจมตีในวันที่ 2 มีนาคม ณ ฐานปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง

หมวดที่ 2 เสรีภาพ

ก. เสรีภาพของสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สอดส่องสื่อและอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปิดกั้นเว็บไซต์

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับหรือจำคุกต่ำสุด 3 ปี และสูงสุด 15 ปี ต่อความผิด 1 กระทง นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้หากพบเห็นผู้ใดกระทำการดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้มีการลงโทษทางอาญา

เมื่อวันที่ 17 กันยายน สุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนผู้มีชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่ายุยงปลุกปั่นและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากเหตุแชร์คลิปวิดีโอจากเพจไอลอว์ (iLaw ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ) ในเรื่อง “10 ข้อที่คนไม่รู้เกี่ยวกับมาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)” ผู้แจ้งความคดีนี้เป็นสมาชิกของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน

ณ เดือนสิงหาคม มีคดีที่รอพิจารณาในชั้นศาลจำนวนทั้งสิ้น 37 คดีจากที่มีผู้แจ้งความดำเนินคดีภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ซึ่งในจำนวนนี้มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 8 คดีที่รอการพิจารณาในศาลจังหวัดทางภาคเหนือ อีก 4 คดีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงคดีของทนายความอานนท์ นำภา ซึ่งมีการรายงานจากสื่ออย่างกว้างขวาง

การทำร้ายร่างกาย การจำคุก และการกดดัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของพรรคการเมือง ทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งด้วยการตบศีรษะ เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามว่าได้ดูการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอและมีการสืบสวนสอบสวนเมื่อสิ้นปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคุกคามทางดิจิทัลส่งผลเชิงลบต่อการทำงานของพวกเขาเนื่องจากการกระทำนี้มีผลต่อชีวิตส่วนตัวและสุขภาพจิตของผู้สื่อข่าว

การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่โดยรัฐบาล กองทัพ หน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานตำรวจ องค์กรอาชญากรรม หรือกลุ่มหัวรุนแรงติดอาวุธหรือกลุ่มกบฎ

รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดในการแพร่ภาพกระจายเสียงและให้ผู้ดำเนินการสื่อเอกชนเช่า ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อสื่อได้ กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ถือว่าเป็นเท็จ หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ทางการสอดส่องข้อมูลที่สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอ รวมทั้งสื่อต่างชาติด้วย สื่อในประเทศมีแนวโน้มที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนเองก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจถูกมองว่าวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

รายงานของสื่อมวลชนระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน กอ.รมน. พยายามที่จะระงับการจำหน่ายหนังสือ ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย ที่เขียนโดยพวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งเดิมได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการในปี 2564 กอ.รมน.วิจารณ์ว่า หนังสือนี้ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและเป็นเท็จ โดยอ้างว่าผู้เขียนขาดคุณสมบัติและไม่เชี่ยวชาญในเรื่องความมั่นคง และสั่งให้ระงับการจำหน่าย ต่อมาในวันที่ 23 กันยายน สื่อรายงานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ยกเลิกการจัดงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 กันยายน พวงทองได้แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้จัดงานเปิดตัวหนังสือได้และจะมีการจัดเสวนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ในวันที่ 27 กันยายน

ผู้สังเกตการณ์ในวงการสื่อตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างระหว่างวัยของคนทำงานในแวดวงสื่อในเรื่องการตรวจสอบเนื้อหาของตนเองที่เกิดขึ้นเป็นปกติทั่วไปในบรรดาผู้สื่อข่าวรุ่นอาวุโส ซึ่งลังเลที่จะรายงานประเด็นละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากคนทำงานสื่อรุ่นใหม่ ๆ

ผู้สร้างภาพยนตร์มีความกังวลว่าจะถูกตอบโต้เมื่อสร้างภาพยนตร์และรายการบันเทิง จึงนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการ “ห้ามการตีพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก หรือมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อมูล” และยังให้อำนาจในการตรวจกรองข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย


ข. สิทธิของคนงาน

เสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์การ ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยกฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจบางส่วนในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานอิสระได้ กฎหมายอนุญาตให้มีสหภาพแรงงาน 2 ประเภทคือ สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกัน และสภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกัน สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน ขณะที่สหภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องอยู่ในภาคธุรกิจเดียวกัน แต่อาจทำงานให้นายจ้างคนละคนกัน สมาชิกคณะกรรมการของสหภาพแรงงานทั้งหมดต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย แรงงานตามฤดูกาลที่ไม่มีนายจ้างถาวรไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วม แต่ไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน ข้าราชการพลเรือนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มได้ ตราบใดที่การรวมกลุ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ อีกทั้งวัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

กฎหมายกำหนดให้มีข้อบังคับเพื่อให้การเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มมีผลบังคับกับภาคเอกชน แต่ไม่ใช่กับข้าราชการพลเรือน กฎหมายให้สิทธิในการนัดหยุดงาน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากนายจ้าง ภาครัฐ และกลุ่มพนักงาน) มีหน้าที่ปกป้องพนักงานจากการเลือกปฏิบัติโดยมีสาเหตุมาจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพ และการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพได้แม้จะทำงานในโรงงานเดียวกันและทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเต็มเวลา เนื่องจากคนงานตามสัญญาจ้างจัดว่าเป็นพนักงานประเภทอุตสาหกรรมบริการ ในขณะที่ลูกจ้างเต็มเวลาจัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมการผลิต การที่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงและลูกจ้างเต็มเวลาไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพเดียวกันได้อาจลดผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มใหญ่ คนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้นยังมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมสหภาพน้อยกว่าลูกจ้างประเภทอื่นเพราะกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากการต่อต้านสหภาพด้วยการไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ผู้สนับสนุนด้านแรงงานกล่าวอ้างว่า มีบริษัทหลายแห่งที่จ้างแรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อบั่นทอนความพยายามในการจัดตั้งสหภาพของลูกจ้าง

แรงงานต่างด้าวมีส่วนร่วมในสหภาพแรงงานกันน้อยเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาและการรู้หนังสือ ความเข้าใจที่จำกัดในเรื่องสิทธิตามกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงสถานภาพการจ้างงานที่เกิดขึ้นบ่อย ค่าธรรมเนียมสมาชิก ระเบียบของบังคับของสหภาพแรงงานที่เข้มงวด และการแยกคนงานที่เป็นคนไทยออกจากแรงงานต่างด้าวโดยอิงตามอุตสาหกรรมและตามเขตพื้นที่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดนและพื้นที่ริมชายฝั่ง) รวมทั้งแรงงานต่างด้าวมักกลัวจะตกงานหรือไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หากพวกเขาสนับสนุนสหภาพแรงงาน อุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมประมง และพื้นที่ที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ อำเภอแม่สอดและจังหวัดตาก ล้วนไม่มีสหภาพแรงงาน ความไม่ไว้วางใจของสังคมโดยทั่วไปที่มีต่อแรงงานต่างด้าว รวมถึงในบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานที่เป็นคนไทย และในบรรดาผู้ที่มีตำแหน่งสูงในองค์กร คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างด้าวไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นได้

ในการจดทะเบียนสหภาพหนึ่ง ๆ จะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนร่วมกันยื่นรายชื่อของตนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงแรงงาน สหภาพแรงงานหลายแห่งมีสมาชิกเพียงพอที่จะจัดตั้งสหภาพแต่ไม่เพียงพอที่จะต่อรองแบบกลุ่มกับนายจ้างได้ กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกภาพจำนวนร้อยละ 20 จึงจะสามารถร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มได้ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองสมาชิกสหภาพจากการการเลือกปฏิบัติของนายจ้าง โดยมีสาเหตุมาจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพ จนกว่าสหภาพนั้นจะได้รับการจดทะเบียน องค์กรนอกภาครัฐอธิบายว่า นายจ้างมักใช้ช่วงเวลาระหว่างที่ลูกจ้างยื่นขอจดจัดตั้งสหภาพแรงงานต่อกระทรวงแรงงาน และกระทรวงฯ ติดต่อนายจ้างเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นลูกจ้างของลูกจ้างดังกล่าว ปลดพนักงานเหล่านั้นออกจากการเป็นลูกจ้าง

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า มีสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนมากกว่า 1,000 แห่งในไทย แต่ประมาณครึ่งหนึ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เนื่องจากนายจ้างได้ไล่ผู้นำสหภาพออก กฎหมายยังกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สหภาพต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามมีเจ้าหน้าที่ถาวรประจำสหภาพ

ในกรณีรัฐวิสาหกิจ กฎหมายอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น และหากสมาชิกภาพของสหภาพรัฐวิสาหกิจใดมีจำนวนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีสิทธิเข้าร่วม สหภาพนั้นจะต้องถูกยุบตามข้อบังคับแรงงาน กฎหมายห้ามมิให้สหภาพรัฐวิสาหกิจกับสหภาพภาคเอกชนของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจประเภทเดียวกันเข้าอยู่ในเครือเดียวกัน เนื่องจากสหภาพทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับ ทั้งนี้รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการในหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ การธนาคาร การขนส่งทางรางและทางอากาศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และบริการไปรษณีย์

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานในสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพสามารถยื่นข้อเรียกร้องร่วมได้ หากว่าพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 15 ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว ในเดือนกันยายน แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงในจังหวัดสมุทรสาครพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง แต่มีรายงานว่าพวกเขาต้องเผชิญปัญหาเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาและเกรงว่าจะถูกดำเนินการตอบโต้จากนายจ้าง นอกจากนี้ กิจการที่มีแรงงานจำนวนมาก (พนักงานรวมทั้งสิ้น 20,000-30,000 คน) ยังทำให้ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานต้องขอลายมือชื่อรับรองจากคนงานหลายพันคนเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่ร้อยละ 15 ตามที่กำหนดไว้

พนักงานในบริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” หรือ “คณะกรรมการสวัสดิการ” ได้ โดยพนักงานหรือนายจ้างสามารถเสนอชื่อสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิการ แต่กฎหมายมิได้คุ้มครองพวกเขาจากการถูกปลดออกจากตำแหน่ง ส่วนคณะกรรมการลูกจ้างได้รับการเสนอชื่อจากสภาพแรงงานหรือโดยการเลือกตั้ง และการให้พ้นจากตำแหน่งจะสามารถทำได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งศาล กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ ทั้งนี้ผู้นำสหภาพแรงงานมักเข้าร่วมในคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อให้ตนเองได้รับการคุ้มครองจากศาลเพิ่มเติม องค์กรนอกภาครัฐให้ข้อมูลว่า แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วมในคณะกรรมการสวัสดิการได้ ซึ่งได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายน้อยกว่า

กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานจัดการประชุมทั่วไป และนัดหยุดงานได้ต่อเมื่อมีสมาชิกสหภาพอย่างน้อยร้อยละ 50 ให้ความยินยอมในการนัดหยุดงานแต่ละครั้ง สหภาพหลายกลุ่มอ้างว่า กฎหมายดังกล่าวจำกัดการนัดหยุดงานเนื่องจากโรงงานหลายแห่งใช้คนงานที่ทำงานเป็นกะ ส่งผลให้ครบองค์ประชุมได้ยาก

รัฐบาลอาจห้ามมิให้มีการชุมนุมประท้วงของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ กฎหมายห้ามมิให้มีการประท้วงและปิดงานในรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายให้ความคุ้มครองพนักงานและสมาชิกสหภาพจากการดำเนินคดีอาญาหรือคดีแพ่งอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ริเริ่มการนัดหยุดงาน จัดชุมนุมประท้วง หรืออธิบายข้อพิพาทแรงงานต่อสาธารณชน ยกเว้นในกรณีที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งนี้มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อข่มขู่สมาชิกสหภาพและลูกจ้าง และนายจ้างใช้การฟ้องร้องคดีเพื่อข่มขู่หรือปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ในหลายกรณีด้วยกัน

ศาลแรงงานหรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้ออกจากงานหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมได้ และอาจเรียกร้องให้พนักงาน รวมถึงผู้นำสหภาพ ได้รับเงินชดเชยหรือกลับเข้าทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์เหมือนเช่นที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น สมาคม องค์กรชุมชน หรือกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนมักเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว แต่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในการต่อรองกับนายจ้างแทนแรงงานต่างด้าวได้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ข้อเรียกร้องแบบกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

บริษัทต่าง ๆ ขัดขวางการมีสหภาพแรงงานและกิจกรรมการเรียกร้องของพวกเขา ด้วยการปลดหัวหน้าสหภาพและกระทำการตอบโต้บรรดาสมาชิก ในเดือนมิถุนายน หัวหน้าสหภาพแรงงานของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแห่งหนึ่งได้ยื่นฟ้องร้องคดีต่ออดีตนายจ้างที่ไล่เธอและหัวหน้าสหภาพคนอื่น ๆ ออกเพื่อตอบโต้ความพยายามของพวกเขาในการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นในโรงงาน หลังจากนั้น ทางบริษัทยังได้ดำเนินการต่อเนื่องด้วยการกำหนดให้แรงงานต้องทำข้อสอบข้อเขียนหลังจากเข้าร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงาน ซึ่งแรงงานเข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีในการขัดขวางไม่ให้พวกเขาเข้าร่วมสหภาพแรงงาน จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานจึงลดลงโดยทันทีหลังบริษัทดำเนินการดังกล่าวและอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

นายจ้างยังกระทำการตอบโต้ที่คล้ายกันนี้อีกหลายครั้งเพื่อขัดขวางการรวมกลุ่มกันของลูกจ้าง แม้แต่ในสถานการณ์อื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมทางการของทางสหภาพ ตัวอย่างเช่น หัวหน้าแรงงานคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่ศาลแรงงานแห่งหนึ่งเล่าว่า มีหลายกรณีที่นายจ้างไล่คนงานออกหรือโยกย้ายตำแหน่งไปยังสถานที่ทำงานที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อตอบโต้การที่คนงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม หรือขอให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน

ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ผู้พิพากษาและพนักงานตรวจแรงงานระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยกรณีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายก็ตาม ในปี 2566 บริษัทผลิตรถบัสแห่งหนึ่งไล่สมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน 2 คนออก และต่อมาคณะกรรมการไตรภาคีสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้พิจารณาตัดสินว่าการให้ออกจากงานนี้เป็นการกระทำการตอบโต้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างยื่นอุทธรณ์คดี แต่แทนที่ศาลจะออกคำสั่ง กลับทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยการฟ้องร้องคดีระหว่างคู่ความ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าไม่เป็นการบังคับให้นายจ้างคืนสถานะของผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน แต่ขัดขวางมิให้พวกเขาขอรับการแก้ไขเยียวยาในกรณีดังกล่าว ต่อมาในเดือนสิงหาคม การไกล่เกลี่ยส่งผลให้มีการทำข้อตกลงที่ว่านายจ้างจะจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน แต่จะไม่ว่าจ้างพวกเขากลับมาทำงานอีก ซึ่งส่งผลให้แรงงานคนอื่นไม่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานอีก หลังจากกรณีนี้ มีรายงานว่า จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานลดลงจากประมาณ 400 คนเหลือเพียง 75 คน

มีรายงานจากสหภาพแรงงานและองค์กรนอกภาครัฐว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งของศาล นายจ้างพยายามที่จะต่อรองเงื่อนไขในการรับกลับเข้าทำงานด้วยการเสนอให้สิทธิประโยชน์ชดเชยสำหรับผู้ที่สมัครใจลาออก ปฏิเสธไม่ให้ผู้นำสหภาพที่ได้รับกลับเข้าทำงานแล้วเข้ามาในสถานประกอบการ หรือลดตำแหน่งของลูกจ้างให้ไปทำงานที่มีค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์น้อยลง

บางครั้งนายจ้างยื่นฟ้องต่อผู้นำสหภาพและพนักงานที่นัดหยุดงานในความผิดฐานบุกรุกสถานที่ หมิ่นประมาท และทำลายทรัพย์สิน บริษัทเอกชนหลายแห่งยังคงข่มขู่หรือดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาต่อองค์กรนอกภาครัฐ สื่อมวลชน และแรงงาน

มีรายงานว่า บรรดานายจ้างและกลุ่มธุรกิจได้คุกคามความปลอดภัยส่วนตัวของหัวหน้าสหภาพแรงงานและผู้สนับสนุนด้านแรงงาน จากการที่พวกเขาได้พยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานขึ้น ตัวอย่างเช่น หลังจากการสัมภาษณ์แรงงานเรือประมงต่อเนื่องหลายครั้ง ผู้สนับสนุนด้านแรงงานคนหนึ่งได้รับคำขู่หลายครั้งผ่านทางเฟซบุ๊ก มีรายงานว่า สมาชิกคนหนึ่งของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้เชิญผู้สนับสนุนด้านแรงงานคนนี้ให้มาร่วมประชุมแบบตัวต่อตัวที่สมาคม และได้ข่มขู่เอาชีวิตผู้สนับสนุนคนดังกล่าว

ในเดือนกันยายน สมาคมการประมงได้เผยแพร่หนังสือเวียนทางออนไลน์เพื่อเตือนสมาชิกให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลแก่องค์กรนอกภาครัฐ เนื่องจากพบว่า องค์กรเหล่านี้มักนำข้อมูลที่ได้รับจากสมาชิกไปใช้ในทางมิชอบเพื่อโจมตีอุตสาหกรรมประมง

บางครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ สมรู้ร่วมคิดกันปราบปรามการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน

แรงงานบังคับหรือการเกณฑ์แรงงาน

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงการทำงาน

ค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด โดยมีอัตราสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลคำนวณไว้ในทุกจังหวัด แต่ไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ แรงงานดิจิทัล เช่น พนักงานขับรถและบริการจัดส่งสินค้าที่ให้บริการตามคำสั่งผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล ในเดือนเมษายน กระทรวงแรงงานได้ออกระเบียบข้อบังคับใหม่เพื่อขยายความคุ้มครองให้แก่ แรงงานตามบ้าน สำหรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ข้อจำกัดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน และการลาคลอดโดยได้รับเงินเดือนบางส่วน จากที่ก่อนหน้านี้แรงงานเหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองดังกล่าว

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “อันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน

กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า มักพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องค่าจ้างแรงงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน และการทำงานล่วงเวลาในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และการประมง เรือประมงต้องเดินทางอยู่เสมอและความไม่แน่นอนของเวลาในการจับปลาทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องทำงานล่วงเวลาเป็นปกติ กลุ่มผู้สนับสนุนด้านแรงงานรายงานว่า แรงงานในภาคนี้มักต้องทำงานวันละ 18 ชั่วโมงและได้หยุดพักเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเรือประมงเทียบท่า แรงงานประมงบนชายฝั่ง เช่น พนักงานทำความสะอาดโกดังสินค้า มักได้รับค่าจ้างตามปริมาณผลงานที่ทำได้ ส่งผลให้รายได้ต่อวันต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย แรงงานประจำท่าเทียบเรือมักต้องทำงานวันละ 10 ถึง 12 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา

พื้นที่ทำการเกษตรและกสิกรรมในชนบทห่างไกลทำให้การตรวจสอบด้านแรงงานทำได้ยากขึ้น มีรายงานว่า ในพื้นที่เกษตรกรรมบางแห่ง เช่น ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แรงงานต้องทำงานติดต่อกันนานถึง 90 วันโดยไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ ยังพบว่า มีปัญหาแรงงานบังคับที่ได้รับค่าแรงต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำในอุตสาหกรรมประมงและกสิกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวเป็นสำคัญ

การกล่าวอ้างถึงการละเมิดกฎหมายว่าด้วยค่าจ้างแรงงานและชั่วโมงการทำงานนี้ยังเกิดขึ้นบ่อยในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นกัน ในเดือนมกราคม แรงงานชาวพม่าในกิจการสิ่งทอมากกว่า 130 คน ได้ยื่นฟ้องร้องคดีการละเมิดกฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ การทำงานล่วงเวลา และข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งที่พักที่ไม่ปลอดภัยซึ่งทางนายจ้างจัดหาให้ และการที่ผู้บริหารกิจการมักเก็บยึดเอกสารการเดินทางของแรงงานเอาไว้ เมื่อสิ้นปี คดีความดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

ในเดือนเมษายน รัฐบาลได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเพื่อให้การสนับสนุนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานที่บ้าน และกำกับดูแลข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกจ้างจะสามารถเข้าถึงประกันสังคมและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานประกอบการ ยังมีสิทธิ “ตัดการเชื่อมต่อ” ซึ่งหมายถึง สิทธิในการปฏิเสธการติดต่อสื่อสารกับนายจ้างหลังจากสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติแล้ว

ความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย

กฎหมายกำหนดให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน (OSH) ตามความเหมาะสมในอุตสาหกรรมหลัก ๆ รวมทั้งกำหนดให้สถานประกอบการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่บ้าน ต้องมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย กฎหมายห้ามสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างถึงสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายตั้งแต่ก่อนจ้างงาน ทว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน รัฐบาลดำเนินการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามา หากพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยทั่วไปพวกเขาจะมีคำสั่งไปยังนายจ้างและกำหนดโทษปรับ

กฎกระทรวงแรงงานจัดให้มีโครงการกองทุนเงินทดแทนครอบคลุมอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานประกอบการ แต่ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานค้าเร่แผงลอยและแรงงานทำงานบ้าน ผู้นำสหภาพแรงงานรายงานว่า แรงงานมักไม่ได้รับเงินทดแทนสำหรับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เนื่องจากการพิสูจน์ความเชื่อมโยง ระหว่างอันตรายจากการทำงาน (เช่น สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร) และอาการเจ็บป่วยของคนงานนั้นมักทำได้ยาก

กลุ่มภาคประชาสังคมอธิบายว่า สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวของรัฐบาลในการสืบสวนสอบสวนเพื่อรับรองความปลอดภัย หรือการขาดการตรวจติดตามความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นและตกเป็นข่าวใหญ่

การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รวมทั้งสามารถออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด พนักงานตรวจแรงงานมีหน้าที่ส่งต่อกรณีนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไปและอาจกำหนดโทษปรับ ค่าปรับสำหรับการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย เทียบเท่าค่าปรับสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฉ้อโกง หรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม บทลงโทษทางอาญา (โทษจำคุก) อาจน้อยกว่าโทษสำหรับการฉ้อโกงหรือการประมาทเลินเล่อ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐได้จัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐจัดการสัมมนาด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยขึ้นหลายครั้งทางภาคตะวันออกของประเทศโดยเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน

กลุ่มภาคประชาสังคมระบุว่า มีพนักงานตรวจแรงงานไม่เพียงพอสำหรับการบังคับให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด และการบังคับใช้ตามคำแนะนำจากการตรวจสอบยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยบ่งชี้ถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จำนวนของผู้เชี่ยวชาญและการตรวจสอบด้านดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการร้องเรียนเท่านั้น กระทรวงแรงงานไม่ได้ติดตามการบังคับใช้บทลงโทษผ่านทางศาล และไม่มีข้อมูลว่า มีการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่

กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า ในปี 2566 รัฐบาลไม่ได้ติดตามข้อมูลตัวเลขที่จำเป็นในการรับรองถึงความปลอดภัยในการทำงาน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลไม่ได้รายงานข้อมูลอย่างเป็นระบบในแง่ของตัวเลข ลักษณะ หรือสถานที่ทำงานที่เกิดการบาดเจ็บ และจำนวนเงินที่นายจ้างจำเป็นต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้คนงานที่ได้รับบาดเจ็บได้รับเงินทดแทน กฎหมายกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกหากนายจ้างไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา และค่าจ้างสำหรับวันหยุดอย่างมีประสิทธิผล ทั้งในบริษัทขนาดเล็ก พื้นที่บางแห่ง (โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทหรือบริเวณชายแดน) หรืออุตสาหกรรมบางประเภท (โดยเฉพาะภาคการเกษตร ก่อสร้าง และประมงน้ำเค็ม) นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย ส่งผลให้มีกรณีต่อไปนี้โดยแพร่หลาย ได้แก่ การจ่ายเงินค่าจ้างไม่เป็นเวลาหรือล่าช้า การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย การคิดค่าธรรมเนียมการจัดหางานให้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนเงินที่ผิดกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่าการบังคับใช้ยังขาดประสิทธิผล เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดหางานใต้ดิน ค่าธรรมเนียมเอกสาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเข้าเมือง

นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังเผชิญปัญหาการถูกเก็บยึดเอกสาร และการจัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นภาษาไทยซึ่งแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เข้าใจได้ไม่ดีพอ มีเฉพาะในภาคการประมงเท่านั้นที่นายจ้างต้องจัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรและมอบให้แก่ลูกจ้าง

สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศรายงานว่า จากแบบสำรวจเกี่ยวกับแรงงานประมงในประเทศไทย พบว่า การตรวจสอบเรือประมงนั้นไม่เพียงพอต่อการระบุ รายงาน และตรวจแก้การละเมิด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และพบว่า การสัมภาษณ์ลูกเรือประมงต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่มีล่าม สหพันธ์ฯ กล่าวว่า ลูกเรือประมงเผชิญกับการละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อคับต่าง ๆ อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ และระยะเวลาการทำงานในทะเลที่ยาวนานซึ่งผิดกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมประมงสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพและประกันสังคม อีกทั้งกำหนดให้เรือประมงบางประเภทต้องจัดสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน จนถึงเดือนพฤศจิกายน การบังคับใช้ระเบียบข้อบังคับหลักที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและเกณฑ์จำกัดอายุยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ข้อบังคับของรัฐกำหนดให้แรงงานประมงต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนต้องซื้อประกันสุขภาพ และให้เจ้าของเรือประมงจ่ายเงินสมทบในกองทุนเงินทดแทน แรงงานประมงต่างด้าวที่ถือบัตรผ่านแดนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนเมื่อประสบอุบัติเหตุ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกจ้างแบบจ้างเหมาหรือจ้างเหมาช่วง และแรงงานต่างด้าว ไม่มีชื่อในระบบประกันสังคม หรือไม่ได้รับการคุ้มครองจากโครงการกองทุนเงินทดแทน เพราะนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเหล่านี้หรือไม่ได้จ่ายเงินเข้าไปในระบบประกันสังคม

แรงงานของแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งให้บริการส่งของ ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน เพราะถือว่าเป็น “พาร์ทเนอร์” ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการของไทยมีสัดส่วนประมาณกึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กฎหมายแรงงานมักไม่ครอบคลุมถึงภาคธุรกิจนี้


ค. การหายสาบสูญและการลักพาตัว

การหายสาบสูญ

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยหรือในนามของเจ้าหน้าที่รัฐ

ครอบครัวของพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมเมื่อปี 2557 ได้ยื่นฟ้องร้องคดีใหม่ต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 4 เมษายน หลังจากที่ศาลได้ยกฟ้องคดีฆาตกรรมนายพอละจีในปี 2566

การคุมขังเป็นเวลานานโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา

รัฐธรรมนูญห้ามมิให้จับกุมและคุมขังบุคคลใดตามอำเภอใจ รวมถึงให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายเมื่อถูกจับกุมหรือคุมขัง โดยทั่วไป รัฐบาลจะปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะมีการจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจในคดีความมั่นคงและการเมือง

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ยังมีผลบังคับใช้อยู่ใน 15 อำเภอ

บทบัญญัติในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจทางการในการคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ จึงทำให้ยากต่อการร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งการกักขัง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่าผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน สำนักข่าววาตานีและกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทางการได้เข้าจับกุมชาวบ้านที่เป็นมุสลิม 4 คนระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน จึงได้ปล่อยตัว รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการไม่ได้สอบสวนผู้ถูกจับกุมหรือแจ้งเหตุผลของการคุมตัวครั้งนี้

ผู้ต้องขังมักถูกคุมขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยเฉพาะในคดีการเมืองที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในระหว่างปีนี้ ศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง แม้ว่าผู้ต้องขังจะได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายทุกประการแล้วก็ตาม ขณะที่บรรดานักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวก็มักต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัวที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงคำสั่งห้ามโพสต์ข้อความใด ๆ ทางออนไลน์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีการยื่นขอประกันตัวผู้ถูกคุมขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมทั้งสิ้น 109 ครั้ง แต่มีเพียง 5 คนที่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

ทนายความแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหลายฉบับควบคู่กันในคดีความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยคดีก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกกักขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี

เนติพร “บุ้ง” เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกฟ้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมขณะถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 27 มกราคม หลังจากไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว บุ้งเริ่มอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 110 วัน เธอเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากยุติการอดอาหาร วันที่ 15 พฤษภาคม กรมราชทัณฑ์ให้สัญญาว่า จะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาที่ว่าทางกรมราชทัณฑ์ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีหรืออย่างเหมาะสมต่ออาการป่วยที่ทรุดลงและนำไปสู่การเสียชีวิตของบุ้ง ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่าต้องมีการชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนภายใน 30-90 วันหลังจากเสียชีวิต กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงถึงสาเหตุการชีวิตครั้งนี้ว่า มาจากสาเหตุทางธรรมชาติ แต่ไม่ได้เปิดเผยผลการชันสูตรศพต่อสาธารณะ การเสียชีวิตของบุ้งได้สร้างความสะเทือนใจและจุดกระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งปฏิเสธการประกันตัวนักเคลื่อนไหวและคุมขังผู้ถูกกล่าวหาเป็นเวลานานก่อนการพิจารณาคดี แม้ว่าจะเป็นการกระทำความผิดที่ไม่ใช้ความรุนแรงก็ตาม


ง. การละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนานานาชาติ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https://www.state.gov/international-religious-freedom-reports/


จ. การค้ามนุษย์

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

หมวดที่ 3 ความมั่นคงปลอดภัยของบุคคล

ก. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่น ๆ

รัฐธรรมนูญระบุว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” อย่างไรก็ดี มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการดังกล่าว พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลบังคับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา นราธิวาส และปัตตานี ตั้งแต่ปี 2548 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากการกระทำในระหว่างปฏิบัติตามหน้าที่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้รับการยกเว้นใน 11 อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2566 (ซึ่งอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังระบุข้างต้น และอีก 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) แต่ยังคงบังคับใช้ใน 15 อำเภอในพื้นที่นี้

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้ให้แนวทางในการป้องกันและลงโทษผู้กระทำการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย

ตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรด้านกฎหมายรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานคดีหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ ใช้ความรุนแรง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ต้องขัง คำร้องเรียนแทบจะไม่นำไปสู่การลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีตัวอย่างให้เห็นเป็นจำนวนมากที่การสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้เวลานานหลายปีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุป

มีรายงานอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม คณะกรรมการสอบสวนร่วมที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานอัยการสูงสุดได้สรุปผลการสอบสวนต่อข้อกล่าวหาที่ว่า ปัญญา คงแสนคำ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจจังหวัดสระแก้ว ซ้อมทรมาน เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นผู้สังหารภรรยาของตนในเดือนมกราคม มีการระบุตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่เป็นผู้ต้องสงสัยกระทำการดังกล่าว และมีการส่งผลการสอบสวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการสอบสวนหลังจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม บรรดาผู้เสียหายและครอบครัวใกล้ชิดร่วมกันยื่นฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนต่อศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเชื่อมโยงกับการสลายการชุมนุมในอำเภอตากใบในปี 2547 ที่ทำให้บรรดาผู้ชุมนุมประท้วง 78 คนเสียชีวิต และอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ ศาลมีกำหนดนัดสอบปากคำพยานในวันที่ 12 กันยายน แต่ไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล และในวันที่ 25 ตุลาคม คดีดังกล่าวหมดอายุความ จึงทำให้ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้อีกต่อไป เมื่อวันที่ 18 กันยายน สำนักงานอัยการสูงสุดได้ประกาศเสร็จสิ้นการพิจารณาเบื้องต้นและส่งต่อคดีที่สองที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทั้งแปด ซึ่งเป็นนายทหารระดับล่างผู้มีหน้าที่ควบคุมในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ถูกกล่าวหาว่าเจตนาฆ่า โดยนายเฉลิมชัย วิรุฬเพชร อดีตพลตรีกองพลทหารราบที่ 5 ถูกตั้งข้อหาในทั้งสองคดี ทั้งนี้ไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุว่า หลังจากที่ได้ปรึกษากับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า คดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์การออกพระราชกำหนดเพื่อต่ออายุความได้ นายกฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้และแสดงความเห็นใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และกล่าวขอโทษต่อผู้เสียชีวิต “ในนามของรัฐบาลไทย” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บิดาของเธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม สื่อมวลชนรายงานว่าข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกออกหมายจับภายใต้คำสั่งให้ดำเนินคดีของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กลับมาทำงานตามปกติหลังจากที่ลาพักร้อน


ข. การคุ้มครองเด็ก

แรงงานเด็ก

สามารถอ่าน Findings on the Worst Forms of Child Labor (รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้ที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/resources/reports/child-labor/findings/

การแต่งงานในวัยเด็ก

กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะแต่งงานต้องมีอายุอย่างน้อย 17 ปี โดยผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีแต่งงานได้ รัฐบาลสามารถบังคับใช้กฎหมายนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอนุญาตให้เด็กหญิงแต่งงานได้หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหากได้รับการยินยอมจากบิดามารดา แม้ว่ากฎหมายได้กำหนดอายุขั้นต่ำในการสมรสไว้ที่ 17 ปี แต่ชาวมุสลิมที่อายุน้อยกว่า 17 ปีสามารถแต่งงานได้หากมีหนังสืออนุญาตจากศาลหรือหนังสือแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิเศษ 3 คนที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายอิสลาม โดยต้องเป็นสตรีอย่างน้อย 1 คน


ค. การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติ และบุคคลในความห่วงใย (Person of Concern) อื่น ๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดหลายประการก็ตาม

ประเทศไทยให้ที่พำนักแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงกว่า 95,000 คน และโดยทั่วไปแล้ว ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเพื่อไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศ ทางการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงบางคนโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามได้ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบบุคคลบางคนที่เพิ่งจะพลัดถิ่นเนื่องจากการต่อสู้หรือความรุนแรงอื่น ๆ ในพม่า ด้วยเหตุนี้ UNHCR จึงไม่อาจทราบได้ว่ากลุ่มคนที่เดินทางกลับประเทศเหล่านี้เต็มใจหรือไม่

การจัดหาที่พักพิงแห่งแรกให้แก่ผู้ลี้ภัย

กฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย และรัฐบาลไม่มีระบบให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย

ในระหว่างปี รัฐบาลได้นำระบบคัดกรองระดับประเทศที่เป็นระบบใหม่มาใช้กับพลเมืองต่างชาติหรือบุคคลไร้สัญญาติที่พำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ซึ่งต้องการความคุ้มครอง ระบบนี้จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยที่ผ่านการคัดกรองเพื่อให้ไม่ต้องถูกผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย แต่ไม่ได้รับรองสถานะทางกฎหมาย ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวสามารถเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ได้หรือไม่

UNHCR ได้คัดกรองผู้แสวงหาที่พักพิง และได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับผู้แสวงหาที่พักพิงในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองซึ่งมีจำนวนหลายร้อยคนโดยประมาณ ในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อสัมภาษณ์พิจารณาสถานภาพและสอดส่องดูแลผู้แสวงหาที่พักพิงที่เพิ่งมาถึง ทั้งนี้การเข้าถึงผู้แสวงหาที่พักพิงแตกต่างกันไปตามความพอใจของหัวหน้าศูนย์กักกันฯ แต่ละแห่ง ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลกลางในการห้ามไม่ให้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเปราะบางทางการเมืองบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวพม่า

ทางการอนุญาตให้ประเทศที่รับผู้แสวงหาที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่ศูนย์กักกัน และองค์กรด้านมนุษยธรรมจัดบริการด้านสาธารณสุข อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ รัฐบาลอนุญาตเป็นครั้งคราวให้ UNHCR สอดส่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 88,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่า รัฐบาลร่วมกับ UNHCR ดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ขึ้นทะเบียนกับค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งดังกล่าว

รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ตลอดจนผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงอื่น ๆ ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม รวมถึงการได้รับการอุปถัมภ์จากภาคเอกชนไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศ


ง. การต่อต้านชาวยิวและการยุยงปลุกปั่นให้ต่อต้านชาวยิว

ชาวยิวในไทยมีจำนวนประมาณ 200-1,000 คน และไม่มีรายงานที่เป็นทางการเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว อย่างไรก็ตาม สมาชิกชุมชนรายงานว่า พวกเขาเลือกที่จะไม่แจ้งความหลังเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่การแสดงพฤติกรรมหรือคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยาม ไปจนถึงการสะกดรอยตามและทำลายทรัพย์สิน เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านยิวที่เพียงพอจะดำเนินการตอบสนองต่อการแจ้งความดังกล่าวอย่างเหมาะสม


จ. กรณีการกดปราบข้ามชาติ

ในปีนี้ไม่มีรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อน ๆ แต่สื่อมวลชนรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในการอำนวยความสะดวกให้กับการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ

การวิสามัญฆาตกรรม การลักพาตัว หรือการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกรายงานผลการตรวจสอบกรณีผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนไทย 9 รายที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิตในต่างประเทศ ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวไทยดังกล่าวอาศัยอยู่ในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนามในระหว่างปี 2560- 2564 และในรายงานดังกล่าวสรุปว่า บุคคลเหล่านี้ทั้งหมดถือเป็นกรณีของการถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งต่อมาพบว่ามี 2 รายที่เสียชีวิตแล้ว กสม.ระบุว่า ทางหน่วยงานเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว รวมทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการสืบสวนสอบสวนที่ไม่มากพอและขาดการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิด

การให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในการอำนวยความสะดวกให้กับการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ

ในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากเวียดนามเดินทางมาเยือนพื้นที่ 2 แห่งในไทยที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ รวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงบางคนที่มาจากเวียดนาม มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาเจ้าหน้าที่ของเวียดนามไปยังที่พักอาศัยของบุคคลเหล่านี้เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาเดินทางกลับเวียดนาม

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/2024-trafficking-in-persons-report-th/ Wed, 31 Jul 2024 08:27:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22855

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย

ประเทศไทย (กลุ่มที่ 2)

รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่ได้พยายามดำเนินการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ในภาพรวม รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้ประเทศไทยคงอยู่ในกลุ่มที่ 2 ความพยายามเหล่านี้ ได้แก่ การเพิ่มจำนวนการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์และการดำเนินคดีค้ามนุษย์ รวมถึงจำนวนการระบุผู้เสียหายและการส่งต่อเพื่อรับบริการต่าง ๆ รัฐบาลเริ่มกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 20 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ถูกแสวงประโยชน์ในภาคการประมง ศาลพิพากษาตัดสินเพิ่มการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและจัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายขึ้นอีก 13 แห่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในหลายด้านที่สำคัญ การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไร้ประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานและการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย ส่งผลให้ไม่สามารถระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากได้ จึงทำให้ผู้เสียหายเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแล โดยเฉพาะผู้ถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน ทางการไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน โดยรวมถึงพลเมืองไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศหลังจากถูกแสวงประโยชน์ และพวกเขามักจะไม่มีสถานะทางกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ระบุว่า บุคคลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือจัดให้ผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และจับกุมผู้เสียหาย (ทั้งชาวต่างชาติและพลเมืองไทย) กรณีกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ในกิจการผิดกฎหมายเหล่านี้ ด้วยข้อกำหนดตามกฎหมายให้ผู้เสียหายต่างชาติส่วนใหญ่พำนักอยู่ในสถานพักพิงตลอดระยะเวลาพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ จึงมีแนวโน้มทำให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจำนวนมากไม่รายงานเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ หรือไม่ยินยอมที่จะเป็นพยานในคดี ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองพยานโดยรวม การให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้เสียหายโดยรัฐยังคงมีช่องว่างอย่างมาก และคุณภาพการบริการแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดแนวชายแดนทางภาคเหนือ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญ:

ไทยควรสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ และจัดการให้มีการลงโทษอย่างเหมาะสมต่อนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยบทลงโทษดังกล่าวควรรวมถึงการจำคุกระยะยาว * ไทยควรเพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เดินทางเข้าประเทศไทยหรือเดินทางผ่านประเทศไทยหลังจากถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนยุติการให้ผู้เสียหายพำนักในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เสียหายจะไม่ถูกลงโทษอย่างไม่เหมาะสมเนื่องจากกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว * ไทยควรใช้แผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ รวมถึงให้ผู้เสียหายในทุกจังหวัดได้มีช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง ตลอดจนเปิดดำเนินการศูนย์คัดแยกผู้เสียหาย * ไทยควรใช้แนวทางการดูแลโดยให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก และคำนึงถึงบาดแผลทางใจ โดยรวมถึงในระหว่างการสัมภาษณ์โดยคณะสหวิชาชีพ และในระหว่างการตรวจแรงงาน และควรมีตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐอยู่ในคณะสหวิชาชีพต่าง ๆ โดยยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานเพื่อสนับสนุนความพยายามเหล่านี้ * ไทยควรบังคับใช้การคุ้มครองแรงงานในภาคการประมงและภาคธุรกิจการค้าอื่น ๆ รวมถึงมีตัวเลือกในการจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์และสั่งห้ามการขนถ่ายแรงงานกลางทะเล * ไทยควรแก้ไขความแตกต่างระหว่างแบบฟอร์มการคัดกรองแรงงานที่ถูกบังคับและการค้ามนุษย์ของกระทรวงแรงงาน (รง.) กับของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยรวมเข้าด้วยกันเป็นชุดคำแนะนำเดียวที่ครอบคลุมและมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหน้าทั้งหมด * ไทยควรเพิ่มการใช้บริการจากล่ามและจัดหาล่ามเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงในสถานพักพิงและระหว่างการพิจารณาคดีของศาล * ไทยควรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล * ไทยควรอนุญาตให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ สามารถเดินทางเข้าออกสถานพักพิงโดยเสรีและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้เป็นประจำมากขึ้น * ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า สถานพักพิงของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจมากเพียงพอและให้การดูแลเฉพาะแต่ละบุคคล เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการดูแลทางจิตใจ ตลอดจนดำเนินการตามนโยบายการให้บริการแก่ผู้เสียหายอย่างมีมาตรฐานสอดคล้องกันในสถานพักพิงทุกแห่ง * ไทยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า มีการสืบสวนสอบสวนการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานและตรวจสอบข้อร้องเรียนของแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เพื่อชี้ถึงอาชญากรรมการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้ขั้นตอนสำหรับเจ้าหน้าที่แรงงานในการส่งต่อกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังคณะสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย * ไทยควรเสริมสร้างความตระหนักให้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้อบ่งชี้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เช่น การบีบบังคับด้วยหนี้ การใช้ให้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป การยึดเอกสารต่าง ๆ และการไม่จ่ายค่าจ้าง * ไทยควรทบทวนและลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็นสำหรับองค์กรนอกภาครัฐในการก่อตั้งสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ตามพื้นที่ตามแนวชายแดนและนอกกรุงเทพมหานคร

การดำเนินคดี

รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 6 ของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ระบุว่า การค้ามนุษย์ทางเพศและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเป็นความผิดอาญา อีกทั้งยังกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000-1,200,000 บาท (11,650-34,950 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-2,000,000 บาท (17,480-58,260 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก บทลงโทษดังกล่าวเข้มงวดเพียงพอ และสำหรับกรณีการค้ามนุษย์ทางเพศ บทลงโทษนี้เทียบเท่าได้กับบทลงโทษสำหรับความผิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การข่มขืน พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 แยกบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ “การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” ออกมาให้อยู่ภายใต้มาตรา 6/1 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท (1,460-11,650 เหรียญสหรัฐ) ต่อผู้เสียหายหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัตินี้กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงานไว้น้อยกว่าโทษที่มีอยู่แล้วตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2566 รัฐบาลรายงานว่า มีการสืบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ 312 คดี (เทียบกับ 253 คดีในปี 2565) ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ 542 ราย (เทียบกับ 308 รายในปี 2565) และพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ 211 ราย (เทียบกับ 249 รายในปี 2565) ศาลพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด 293 ราย โดยในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 95 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ขณะที่ร้อยละ 37 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ในปีเดียวกัน ศาลออกคำสั่งริบทรัพย์มูลค่าประมาณ 31.84 ล้านบาท (927,470 เหรียญสหรัฐ) ในคดีค้ามนุษย์ที่ฟ้องร้องโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ได้สืบสวนสอบสวนกรณีกระทำความผิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 99 คดีในปี 2566 (เทียบกับ 41 คดีในปี 2565) เจ้าหน้าที่ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 15 คดี เทียบกับ 47 คดีในปี 2565

รัฐบาลดำเนินงานแผนกคดีค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะในศาลอาญา กรุงเทพฯ, สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทางการไทยยังคงแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานกับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งในการสืบสวนสอบสวน 4 คดี ซึ่งยังคงดำเนินอยู่เมื่อสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้ นอกจากนี้ ตร. ยังพบกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและพม่าที่จังหวัดตาก เพื่อพัฒนาความร่วมมือในความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้แรงงานและการบังคับให้กระทำผิดกฎหมายในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รัฐบาลไทยร่วมมือกับทางการมาเลเซียเพื่อส่งผู้มีสัญชาติไทยจำนวน 4 คนข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย เนื่องจากถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ในมาเลเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้ริเริ่มการพัฒนากลไกการส่งต่อระหว่างประเทศในโครงการความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค เพื่อปรับปรุงความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ยังมีการใช้กลไกดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ณ เวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้

องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ระบุกรณีค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่น่าจะมาจากการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน การทุจริต และกระบวนการศาลที่ใช้เวลานานในคดีเหล่านี้ ซึ่งบั่นทอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ผู้สังเกตการณ์บางรายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่เห็นว่าการบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป หรือการไม่ให้เงินค่าจ้าง เป็นข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน นอกจากนี้ ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ยังสนับสนุนให้แรงงานที่อาจเป็นผู้เสียหายไกล่เกลี่ยกับนายจ้างหรือยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดกฎหมายแรงงาน แทนที่จะยอมรับว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และแนะนำให้ดำเนินคดีอาญากับนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมักจะใช้ผลจากการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย เป็นตัวตัดสินสุดท้ายว่ามีกรณีค้ามนุษย์อยู่จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งการสัมภาษณ์ดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพ ในบางจังหวัดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขาดความสามารถในการสืบสวนสอบสวนกรณีการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิผล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่ต้องการระบุว่าเป็นกรณีค้ามนุษย์ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และเนื่องจากบางจังหวัดดำเนินโยบาย “ไม่ยอมรับต่อปัญหาการค้ามนุษย์” (Zero Tolerance) เจ้าหน้าที่จึงลังเลที่จะสืบสวนสอบสวนและระบุผู้เสียหายในคดีเหล่านี้

พนักงานอัยการทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐในการเตรียมตัวผู้เสียหายเพื่อให้การต่อศาล ศาลอนุญาตให้ทนายความขององค์กรนอกภาครัฐทำหน้าที่โจทก์ร่วมได้ในบางคดี เพื่อสนับสนุนผู้เสียหายในทางกฎหมาย และสถานพักพิงของรัฐช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้ศาลจำลองเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ ในปี 2566 สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้จัดให้มีบริการให้ความช่วยเหลือพยาน เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายและพยานให้มากขึ้นในช่วงก่อนและในระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา มีรายงานว่าได้มีการให้บริการดังกล่าวแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และพยานจำนวน 33 คน และเตรียมตัวผู้เสียหายและพยานอีก 26 คนสำหรับการเข้าร่วมในการพิจารณาคดีในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งรายงานว่า ทางการแทบจะไม่ได้ให้การสนับสนุนในการทำความเข้าใจขั้นตอนทางกฎหมายที่ยุ่งยากเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายเลย นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังช่วยเหลือผู้เสียหายที่ไม่สามารถเข้าร่วมในการพิจารณาคดีด้วยตนเอง จัดเตรียมคำแถลงผลกระทบแทนคำให้การ และรายงานว่ามีผู้เสียหาย 2 รายที่ใช้ประโยชน์จากตัวเลือกนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายบางรายลังเลที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินคดี เพราะกลัวถูกกักตัวและต้องอยู่ในสถานพักพิงเป็นเวลานาน ไม่ได้รับบริการที่เพียงพอ รวมทั้งกลัวถูกนักค้ามนุษย์แก้แค้น ในบางคดี ศาลไม่ได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายอย่างเพียงพอเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี ผู้เสียหายต่างชาติบางรายไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีได้อย่างเต็มที่เนื่องจากไม่มีล่าม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า แม้ว่าในช่วงการรายงานนี้ ผู้พิพากษาบางคนได้พยายามปรับปรุงการดำเนินงานโดยการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ และให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลักในระหว่างการพิจารณาคดี แต่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลคนอื่น ๆ ยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การซ้ำเติมทางจิตใจต่อผู้เสียหาย แผนกคดีค้ามนุษย์ของศาลอาญาไม่ได้กำหนดให้ผู้พิพากษาที่เข้าทำงานใหม่ในแผนกต้องเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ได้คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย

ทางการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีประสบการณ์การทำงานในคดีค้ามนุษย์ออกจากตำแหน่ง และนำเจ้าหน้าที่ซึ่งขาดความชำนาญมาปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่บ่อย ๆ ทางการมักจะร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่แรงงานเกี่ยวกับการระบุผู้เสียหาย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เทคนิคการสืบสวนสอบสวนทางออนไลน์ และการสอบปากคำ ในเดือนธันวาคม 2566 รัฐบาลได้เป็นประธานร่วมในการประชุมครั้งแรกกับรัฐบาลต่างชาติที่มอบทุน เพื่อประสานงานในการกำกับดูแลสถานที่ฝึกอบรมแห่งใหม่เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ รัฐบาลยังสอบถามความคิดเห็นจากบรรดาผู้มีส่วนร่วมในการต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อจัดทำหลักสูตร แต่ยังไม่มีการจัดฝึกอบรมในช่วงการรายงานนี้ อส. ได้ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐ จัดการอบรมด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ให้แก่พนักงานอัยการในหัวข้อเกี่ยวกับการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการกับหลายหน่วยงานเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ศาลยุติธรรมร่วมงานกับองค์การระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติ จัดฝึกอบรมให้แก่ผู้พิพากษาที่ดูแลคดีค้ามนุษย์ ศาลยุติธรรมยังร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐจัดฝึกอบรมล่ามที่ทำงานในคดีค้ามนุษย์อีกด้วย สำนักงานคดีค้ามนุษย์ของ อส. ยังคงจัดให้มีทีมพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์ด้านคดีค้ามนุษย์ในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีประสบการณ์น้อยกว่า ทางการรายงานว่า ได้ส่งทีมเหล่านี้ไปให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการจับกุม

การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐในอาชญากรรมค้ามนุษย์และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องยังคงทำให้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ และส่งผลให้ไม่มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นที่ทุจริต อำนวยให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายและหลีกเลี่ยงการขอวีซ่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงขั้นตอนด้านเอกสารการตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้สังเกตการณ์รายงานว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านมากขึ้น เพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ในบางคดี เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่รับสินบนจากเจ้าของธุรกิจปฏิเสธที่จะระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือไม่ยอมระบุว่าคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานที่มีเอกสารหลักฐานนั้นเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ทำให้การสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหามีน้อยกว่าความเป็นจริง

รองนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ขณะที่ DSI ยังคงดำเนินงานศูนย์ติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ ซึ่งติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด DSI ยังใช้ระบบฐานข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งช่วยให้ DSI ติดตามความคืบหน้าของคดีได้ โดยระบบดังกล่าวเริ่มนำมาใช้ในช่วงการรายงานที่ผ่านมา รัฐบาลรายงานว่า ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 20 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมค้ามนุษย์ในปี 2566 (เทียบกับ 35 รายในปี 2565) และยังคงดำเนินการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 2 รายจากช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้แจ้งถึงการพิพากษาลงโทษการกระทำความผิดคดีอาญาหรือการตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ในปี 2566 รัฐบาลไม่ได้รายงานความคืบหน้าของการฟ้องร้องดำเนินคดีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 107 รายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ในความผิดที่เกี่ยวกับการออกวีซ่าโดยมิชอบให้แก่ผู้มีสัญชาติจีนที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นกิจการที่บังคับให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน

การคุ้มครอง

รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหาย โดยได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 640 ราย เทียบกับประมาณ 444 รายในปี 2565 ทางการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย 105 รายในปี 2566 (เทียบกับ 92 รายในปี 2565) ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อยหนึ่งรายที่ถูกแสวงประโยชน์ในอุตสาหกรรมประมง รัฐบาลรายงานว่าได้ให้บริการแก่ผู้เสียหายทั้ง 640 ราย (เทียบกับ 444 รายในปี 2565) ซึ่งรวมถึงการจัดให้อยู่ในสถานพักพิง การสนับสนุนเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ การช่วยเหลือด้านกฎหมาย การช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนอื่น ๆ โดยผู้เสียหาย 270 รายได้รับความช่วยเหลือในสถานพักพิงของรัฐ ขณะที่ 22 รายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ และ 348 รายได้รับบริการนอกสถานที่พักพิง ซึ่งส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เป็นคนไทย ในบรรดาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ได้รับความช่วยเหลือ 640 ราย เป็นผู้เสียหายชายและเด็กชาย 248 ราย และผู้เสียหายหญิงและเด็กหญิง 392 ราย ผู้เสียหายเหล่านี้เป็นชาวไทย 489 ราย ชาวลาว 7 ราย ชาวพม่า 39 ราย ชาวอินเดีย 4 ราย ชาวอินโดนีเซีย 33 ราย และชาติอื่น ๆ 25 ราย (บุรุนดี กัมพูชา เอธิโอเปีย กานา เคนยา จีน รวันดา แอฟริกาใต้ ทาจิกิสถาน แทนซาเนีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน) และอีก 43 รายไม่มีการระบุประเทศ ผู้เสียหายเหล่านี้เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศ 314 ราย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 309 ราย และการแสวงประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด 17 ราย

รัฐบาลยังคงดำเนินตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งได้รับอนุมัติในปี 2565 โดยแนะนำให้เจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายพำนักอยู่ในสถานพักพิงชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานได้นานถึง 15 วันก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายโดยคณะสหวิชาชีพ รัฐบาลได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ ที่คอยสนับสนุนการกำกับดูแลในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายและช่องทางในการได้รับค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งตั้งคณะทำงานในช่วงการรายงานนี้ เพื่อตรวจสอบกรณีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกคณะกรรมการสามารถประเมินสิ่งที่ควรปรับปรุง และให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกคณะอนุกรรมการ คณะสหวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐ จะสัมภาษณ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการและส่งตัวเข้ารับบริการต่าง ๆ คณะสหวิชาชีพจำเป็นต้องระบุว่าบุคคลคนนั้นเป็นผู้เสียหายอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมายเพื่อรับบริการอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเข้าถึงสถานพักพิงของรัฐสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หลังจากคณะสหวิชาชีพระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการแล้ว ทางการจะให้บริการแก่ผู้เสียหายที่ยินยอมเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ หรืออนุญาตให้ผู้เสียหายมีเวลาอีก 30 วันเพื่อตัดสินใจว่าต้องการเข้าร่วมในการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายยังคงใช้แผนปฏิบัติงานเดิม ซึ่งใช้อำนาจของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อนำตัวผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาอยู่ในความคุ้มครองของรัฐได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือสูงสุด 8 วันตามคำอนุญาตของศาล และในช่วงเวลานี้ คณะสหวิชาชีพจะดำเนินกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย ขั้นตอนดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับบริการต่าง ๆ ของผู้เสียหายบางรายที่ขาดความพร้อมทางร่างกายหรือจิตใจในการเผชิญกับกระบวนการระบุผู้เสียหายเพื่อให้ได้รับบริการความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนหน้าและเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดที่กังวลว่า จำนวนผู้เสียหายที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนถึงการทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพ จึงหลีกเลี่ยงการระบุผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคแรงงาน

รัฐบาลรายงานการเปิดศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจำนวน 13 แห่ง โดยผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจะได้รับบริการต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง (Reflection Period) ศูนย์ต่าง ๆ ดังกล่าวได้ช่วยเหลือผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย 759 ราย (เด็ก 132 รายและผู้ใหญ่ 633 ราย โดยเป็นคนไทย 354 รายและคนต่างชาติ 411 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคนพม่า 309 ราย) ทางการได้ร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติให้แก่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ภาคประชาสังคมรายงานว่า ยังไม่มีการนำแผนปฏิบัติการดังกล่าวไปใช้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดบริเวณชายแดนภาคเหนือ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนปฏิบัติการดังกล่าวอย่างไร และรัฐบาลไม่ได้จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้การนำแผนไปใช้นั้นมีประสิทธิผลทั่วประเทศ หรือจัดการฝึกอบรมที่เพียงพอให้แก่พนักงานตรวจแรงงาน รัฐบาลเริ่มใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งเป็นไปตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (มาตรา 6/1) ทางการรายงานว่า ได้ใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าวในการดำเนินการคัดกรองมากกว่า 2,130 ครั้ง และระบุผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย 112 รายในปี 2566 ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เข้าสู่กระบวนการของกลไกการส่งต่อระดับชาติ เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายไปยังคณะสหวิชาชีพใหสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าว กระทรวงแรงงาน (รง.) ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งเพื่อประเมินและทบทวนแก้ไขมาตรฐานการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอเกี่ยวกับการใช้มาตรฐานนั้น

เจ้าหน้าที่รัฐบางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และไม่ได้ใช้ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิผลโดยสอดคล้องกันทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเห็นว่า หากตั้งแต่แรกแล้ว บุคคลยินยอมเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำงาน รวมถึงโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ หรือเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม บุคคลเหล่านั้นไม่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ รัฐบาลกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องเข้าร่วมการสัมภาษณ์ที่ดำเนินการโดยคณะสหวิชาชีพด้วยในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งนี่อาจเป็นอุปสรรคให้บางคนไม่เล่าถึงประสบการณ์ของตน เนื่องจากกลัวถูกส่งตัวกลับหรือถูกกักตัว มีรายงานว่า ทางการไม่แนะนำให้คณะสหวิชาชีพเปลี่ยนผลการประเมินหลังจากสัมภาษณ์ผู้เสียหายครั้งที่ 2 แม้ว่าคณะสหวิชาชีพจะมีหน้าที่ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่สมาชิกของคณะสหวิชาชีพ ซึ่งบางครั้งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ พม. ระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานในท้องถิ่น อาจขาดประสบการณ์ที่เพียงพอในการทำงานกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทางการจึงยังคงจัดทีมเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนคณะสหวิชาชีพที่ขาดประสบการณ์ในขั้นตอนการระบุผู้เสียหายเพื่อแก้ปัญหาในระดับจังหวัด

DSI ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดกรองหาข้อบ่งชี้และระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมง พนักงานตรวจแรงงานและเจ้าหน้าที่กองทัพเรือคัดกรองแรงงานต่างด้าวเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในระหว่างการตรวจแรงงาน รวมถึงการตรวจเรือประมง อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ที่ไม่มีมาตรฐานสอดคล้องกันและไม่มีประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงาน ส่งผลให้ไม่อาจระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานจำนวนมากได้ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่เข้าใจว่า ตนมีบทบาทในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บนเรือประมงที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจแรงงาน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุว่าพวกเขาเป็นผู้เสียหาย

แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองไม่ให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ แต่ทางการมีแนวโน้มที่จะลงโทษผู้เสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ที่กระทำ อันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ เนื่องจากไม่ได้ดำเนินขั้นตอนการระบุผู้เสียหายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างเสมอต้นเสมอปลายในการคัดกรองผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในพม่า ผู้ที่อยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้ที่หลบหนีจากกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียหายที่ไม่ได้รับการระบุตัวจำนวนมากถูกกักขังและไม่ได้รับบริการต่าง ๆ ผู้เสียหายต่างชาติที่ไม่มีเอกสารประจำตัวบางคน มีแนวโน้มที่จะไม่รายงานกับเจ้าหน้าที่ว่าตนถูกแสวงประโยชน์ เนื่องจากกลัวถูกจับกุมและส่งตัวกลับ ขณะที่บางคนยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการส่งกลับประเทศ มากกว่าจะเข้าสู่กลไกการส่งต่อระดับชาติ เนื่องจากอย่างหลังต้องใช้เวลารอนานกว่าจะได้กลับประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่บางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และกล่าวว่าผู้ที่ถูกแสวงประโยชน์ไม่ใช่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้ในหลายพื้นที่จะมีรายงานที่บ่งชี้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในกิจการเหล่านี้เผชิญกับสภาพที่แสดงถึงการบังคับใช้แรงงาน แม้ว่า ตร. และสถานทูตไทยในพม่า กัมพูชา และฟิลิปปินส์ จะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้เสียหายชาวไทยที่ถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตกลับสู่ประเทศไทย แต่ทางการกลับกล่าวหาผู้เสียหายว่าละเมิดกฎหมายอาญาเนื่องจากผู้เสียหายหลอกลวงผู้อื่นตามที่นักค้ามนุษย์บังคับ

รัฐบาลยังคงส่งต่อผู้เสียหายที่คณะสหวิชาชีพระบุสถานะอย่างเป็นทางการแล้วไปยังสถานพักพิงของรัฐ เพื่อรับการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การดูแลทางการแพทย์ ค่าสินไหมทดแทน ความช่วยเหลือทางการเงิน การคุ้มครองพยาน การศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ตลอดจนโอกาสการจ้างงาน แม้ว่า พม. จะรายงานว่า ได้จัดบริการบางอย่างให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมในขั้นตอนการดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะให้บริการหลายอย่างเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนโดยผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น พม. บริหารจัดการสถานพักพิงระยะสั้น 77 แห่ง และสถานพักพิงระยะยาว 9 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายชายและครอบครัว 4 แห่ง สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายหญิงและเด็กหญิง 4 แห่ง และสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชาย 1 แห่ง โดยทั่วไปแล้ว เฉพาะผู้เสียหายต่างชาติที่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ ณ เวลาที่ระบุสถานะอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐได้ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ สถานพักพิงยังคงร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้โอกาสในการทำงานนอกสถานพักพิงแก่ผู้เสียหาย และ พม. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท 13 แห่งในปี 2566 เพื่อจ้างงานผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และต้องการหางานทำ รัฐบาลไม่ได้รายงานว่ามีผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนกี่คนที่ได้รับการจ้างงานจากภายนอก บางครั้งทางการกำหนดให้ผู้เสียหายต่างชาติที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ต้องพักอยู่ในสถานพักพิงของรัฐในระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการออกใบอนุญาตให้พำนักและทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว

สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ของ พม. ไม่อนุญาตให้ผู้เสียหายบางราย ซึ่งรวมไปถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่และผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ออกนอกสถานพักพิงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปเท่านั้น เฉพาะผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกสถานพักพิงเท่านั้นจึงจะสามารถออกนอกสถานพักพิงเป็นประจำเพื่อไปทำงานได้ ผู้เสียหายมักต้องพำนักในสถานพักพิงจนกว่าการพิจารณาคดีของศาลหรือการให้การล่วงหน้าเกี่ยวกับนักค้ามนุษย์จะสิ้นสุดลง แม้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะออกจากระบบสถานพักพิงแล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่สถานพักพิงยังจำกัดการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแรกเข้ามาในสถานพักพิง อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้เสียหายต้องขออนุญาตก่อนจะโทรศัพท์พูดคุยเรื่องส่วนตัว และมักจะคอยฟังบทสนทนาของผู้เสียหายด้วย พม. ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่เจ้าหน้าที่ในสถานพักพิง เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับสถานพักพิงแต่ละแห่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินทาง ตลอดจนการเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ และได้จัดทำแนวทางดังกล่าวเสร็จสิ้น พม. ได้พัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานใหม่สำหรับผู้ให้บริการในการจัดหาบริการให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ต้องการจะพักอยู่ในสถานพักพิง และมาตรฐานการดูแลใหม่สำหรับสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยคำนึงถึงข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้เสียหาย ในทางปฏิบัติ พม. ใช้นโยบายที่แตกต่างกันไปตามสถานพักพิงและกลุ่มประชากรในเรื่องการสื่อสารและเสรีภาพในการเดินทางของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นผู้เสียหายอีก อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงนานเกินจำเป็น ประกอบกับการจำกัดการเดินทางและการสื่อสารของผู้เสียหายระหว่างอยู่ในสถานพักพิง อาจทำให้ผู้เสียหายบางรายได้รับความกระทบกระเทือนซ้ำและยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหารายได้ของพวกเขาด้วย สถานพักพิงแบบที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกได้อย่างอิสระและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้ในระยะสั้น ๆ ซึ่งจัดตั้งขึ้นร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งในปี 2564 ได้เปิดทำการและขึ้นทะเบียนกับรัฐ

รัฐบาลไม่ได้มอบโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสมให้แก่ผู้เสียหายต่างชาติบางราย และเจ้าหน้าที่สถานพักพิงบางรายกังวลว่า ผู้เสียหายจะ “หนี” ออกจากสถานพักพิง จึงเป็นเหตุผลให้จำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเขา การพำนักในสถานพักพิงในลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายต่างชาติในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยผู้เสียหายบางรายต้องการให้รัฐส่งกลับประเทศภูมิลำเนามากกว่า รัฐบาลรายงานว่าได้อนุญาตให้ผู้เสียหายสามารถเลือกได้ว่าต้องการจะอาศัยอยู่ในสถานพักพิงของรัฐ หรือสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐแห่งใดแห่งหนึ่งจากทั้งหมด 3 แห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐ ผู้เสียหายมักต้องการพักอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐมากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเสรีภาพในการเดินทางมากกว่า ผู้เสียหายที่พำนักในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐยังคงมีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานพักพิงเหล่านี้ สถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เคร่งครัด เพื่อให้ได้รับอนุญาตช่วยเหลือผู้เสียหายที่ผ่านการระบุสถานะอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายสำหรับองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ ที่ต้องการดำเนินงานศูนย์พักพิง แม้ว่าทางการรายงานว่าได้ปรับปรุงความร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ดำเนินการที่สำคัญในการทำงานกับองค์กรเหล่านี้เพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย หรือสนับสนุนความพยายามอื่น ๆ ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาล

สถานพักพิงของ พม. แต่ละแห่งใช้นโยบายและให้การดูแลผู้เสียหายที่แตกต่างกัน สถานพักพิงของรัฐบาลมักจะมีนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจในจำนวนที่ไม่เพียงพอ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เสียหายในการรับการดูแลด้านจิตสังคม พม. รายงานว่า สถานพักพิงทุกแห่งสามารถรองรับผู้เสียหายที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ได้เป็นการชั่วคราว โดยมี 1 แห่งให้ที่พักอาศัยกับประชากรกลุ่มนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สถานพักพิงดังกล่าวไม่มีห้องนอนและห้องน้ำแยกสำหรับผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ นอกจากนี้ ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ เปิดเผยเพศสภาพของตน และเจ้าหน้าที่มักไม่ถามผู้เสียหายเกี่ยวกับสถานพักพิงที่พวกเขาต้องการ พม. ไม่ได้เตรียมสถานพักพิงที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายที่พิการได้อย่างเพียงพอ แม้ว่า พม. จะรายงานว่าได้ทำงานร่วมกับสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีล่ามที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่สถานพักพิงเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น แต่สถานพักพิงมักจะขาดแคลนล่าม ทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ล่ามที่มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายและในการพิจารณาคดีของศาล ไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ พม. ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกระทรวง เกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ และฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และพนักงานอัยการเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ กฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานซึ่งเป็นบุคคลต่างชาติ พำนักและทำงานในไทยได้นานถึง 2 ปีนับจากการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลได้ให้อนุญาตแก่ผู้เสียหายคนใด องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การไม่สามารถพำนักในประเทศไทยได้เกิน 2 ปี ทำให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากไม่ต้องการให้ทางการระบุว่าตนเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากจะทำให้พวกเขาถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากเข้าร่วมในการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์

ในปี 2566 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ 2.67 ล้านบาท (77,780 เหรียญสหรัฐ) แก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ผ่านกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (เทียบกับ 4.96 ล้านบาท หรือ 144,480 เหรียญสหรัฐ ในปี 2565) โดยจำนวนนี้รวมถึงเงิน 1.49 ล้านบาท (43,400 เหรียญสหรัฐ) ที่จัดสรรให้แก่ผู้เสียหายที่พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐหรือสถานพักพิงที่ดำเนินงานโดยองค์กรนอกภาครัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าจ้างสำหรับการทำงานภายในสถานพักพิง การศึกษา การดูแลรักษาทางการแพทย์ การส่งกลับประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ขั้นตอนการเข้าถึงกองทุนนี้มีความซับซ้อน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายบางรายได้รับการสนับสนุนทางการเงินตามที่จำเป็น รัฐบาลได้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถส่งคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนฯ ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดของรัฐบาลที่ให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสถานพักพิงระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้เสียหายบางส่วน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ เลือกที่จะสละสิทธิ์ในการรับค่าสินไหมทดแทน เพื่อลดเวลาที่ต้องพำนักในสถานพักพิงให้เหลือน้อยที่สุด กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นเรียกร้องเงินชดเชยให้แก่ผู้เสียหายที่แสดงความประสงค์จะเรียกร้องเงินชดเชย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้อำนาจผู้พิพากษาในการให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเงินชดเชยแก่ผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอให้มีการชดเชยด้วย กฎหมายอนุญาตให้รัฐบาลจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโดยใช้ทรัพย์สินที่ริบมาได้จากนักค้ามนุษย์ รัฐบาลรายงานว่า ศาลสั่งให้ชำระเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายใน 100 คดี คิดเป็นเงิน 76.68 ล้านบาท (2.23 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 66.6 ล้านบาท (1.94 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2565 พม. ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในการยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม มีคดีเพียง 2 คดีเท่านั้นที่ปฏิบัติตามคำสั่งจ่ายเงินชดเชยสำเร็จ

กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทของไทยยังคงเปิดช่องให้บริษัทฟ้องร้องคดีอาญาต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย กลุ่มผู้สนับสนุน และเจ้าหน้าที่รัฐที่สืบสวนสอบสวนคดี (บางครั้งโดยการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน) ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนต้องเผชิญกับการถูกคุกคามทางกฎหมายเป็นเวลาหลายปี ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การฟ้องร้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทนั้นสามารถทำได้ แม้ว่ากรณีการค้ามนุษย์ดังกล่าวถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงก็ตาม คดีประเภทนี้จึงขัดขวางกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้เสียหายไม่ให้รายงานเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์

การป้องกัน

รัฐบาลยังคงดำเนินการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับชาติ และคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งได้ประชุมกันมาแล้ว 3 ครั้ง ทางการยังคงติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วยการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานประจำปีต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยได้สรุปรายงานของปี 2567 เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่จนถึงเวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้ ยังไม่มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าวสู่สาธารณะ ในปี 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประมาณ 110.1 ล้านบาท (3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) เทียบกับยอดประมาณ 441.7 ล้านบาท (12.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2565 หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมรณรงค์จำนวนมากเพื่อสร้างความตระหนักและป้องกันการค้ามนุษย์ รวมถึงการฝึกอบรมสร้างความตระหนักที่มุ่งป้องกันการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์ รัฐบาลดำเนินการขอข้อมูลจากผู้เสียหาย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ดำเนินการเพื่อลดความต้องการแสวงประโยชน์และล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในธุรกิจท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2566 กก. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการในโรงแรมต่าง ๆ เพื่อบ่งชี้และป้องกันการแสวงประโยชน์ทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทั้งในประเทศและต่างประเทศในภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลไม่ได้แจ้งความคืบหน้าของร่างกฎหมายที่มีการรายงานไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งที่จะเพิ่มข้อบังคับในการควบคุมองค์กรนอกภาครัฐในประเทศ โดยหากร่างกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ก็จะส่งผลกระทบแง่ลบต่อความสามารถขององค์กรนอกภาครัฐในการดำเนินงานต่อต้านการค้ามนุษย์ในไทย

พม. ยังคงใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานได้รายงานการถูกแสวงประโยชน์และสามารถขอรับบริการการคุ้มครองต่าง ๆ รวมไปถึงบริการล่าม ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในภาษาต่าง ๆ ทั้งหมด 7 ภาษา ทั้งนี้ ในปี 2566 ทางการไม่ได้รายงานจำนวนกรณีที่อาจเป็นการค้ามนุษย์ซึ่งมีการรายงานผ่านแอปพลิเคชันนี้ เทียบกับที่เคยแจ้งไว้ว่ามี 19 กรณีในปี 2565 พม. และ รง. ได้จัดให้มีบริการสายด่วนโดยมีเจ้าหน้าที่คอยรับสายและสามารถให้บริการในภาษาต่าง ๆ ถึง 19 ภาษาด้วยกัน ในปี 2565 บริการสายด่วนของพม. ได้รับโทรศัพท์ 71 สายที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และส่งต่อกรณีเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบสวนสอบสวนและการระบุผู้เสียหาย (เทียบกับ 331 สายในปี 2565) ทางการไม่ได้รายงานว่าสายที่โทรมาเหล่านี้นำไปสู่การระบุผู้เสียหายหรือไม่ กฎหมายอนุญาตให้สำนักงานจัดหางานคิดค่าธรรมเนียมจากคนไทยสำหรับการหางานในต่างประเทศ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในจำนวนที่มากเกินควรของสำนักงานจัดหางานทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ในปีงบประมาณ 2566 กรมการจัดหางานได้ตรวจสอบสำนักงานจัดหางาน 181 แห่งที่ช่วยให้คนไทยได้งานในต่างประเทศ แต่ไม่พบการดำเนินงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมการจัดหางานได้ดำเนินคดีกับบุคคล 301 รายใน 341 คดีที่เป็นการจัดหางานโดยไม่มีใบอนุญาตและฉ้อโกงแรงงาน ทั้งนี้ รง. และ ตร. ร่วมกันตรวจสอบโฆษณารับสมัครงานคนไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเป็นโฆษณาทางออนไลน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตและเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การหลอกจ้างงาน การลักลอบขนคนเข้าเมือง และการขายบริการทางเพศ

รัฐบาลยังคงมีบันทึกความเข้าใจแบบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย ทางการยังคงใช้มาตรการจัดหาแรงงานต่างด้าวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้นโดยคณะทำงานคณะหนึ่งในช่วงการรายงานก่อนหน้า ลักษณะที่ซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกับทางการ รวมถึงขั้นตอนของบันทึกความเข้าใจ มักทำให้แรงงานและนายจ้างต้องพึ่งพานายหน้าซึ่งคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากที่ทางการคิด หรือใช้ช่องทางนอกระบบในการนำแรงงานเข้าประเทศไทย แรงงานจึงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ รัฐบาลดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้แรงงานยังคงสามารถอยู่ในประเทศต่อไปได้หลังจากที่เลยกำหนดเวลาของการลงทะเบียนครั้งแรก และออกหนังสืออนุญาตทำงานให้แก่แรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งอยู่ในประเทศอยู่แล้ว พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2561 กำหนดให้นายจ้างมอบสำเนาสัญญาจ้างงานให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหางาน และค่าเดินทาง และห้ามมิให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างเกินกว่าร้อยละ 10 สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว และห้ามมิให้ยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอื่น ๆ ของลูกจ้าง หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท (291-2,910 เหรียญสหรัฐ) และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ แม้ว่าทางการได้ตรวจสอบสำนักงานจัดหาแรงงานต่างด้าว 288 แห่ง แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด ๆ รง. รายงานว่าได้ปรับนายจ้าง 360 ราย ซึ่งละเมิดกฎหมายในช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 2.59 ล้านบาท (75,440 เหรียญสหรัฐ) โดยไม่มีโทษจำคุก รง. ยังระบุว่าได้ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการ 1,101 แห่ง ที่มีความเสี่ยงในการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ และได้ดำเนินคดีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 3 คดี นอกจากนี้ รง. ยังเปิดเผยว่าได้ตรวจสอบแรงงานตามฤดูกาล รวมถึงแรงงานภาคเกษตรกรรมและแรงงานรับใช้ตามบ้าน โดยจากการตรวจสอบดังกล่าว ไม่มีการระบุผู้เสียหายใด ๆ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามนายจ้างและผู้จัดหางานคิดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางานกับแรงงานต่างด้าว เช่น ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงาน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ทางการไม่ได้ให้คำจำกัดความและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมการจัดหางานอย่างเพียงพอ และสำนักงานจัดหางาน รวมถึงนายหน้า ยังคงเรียกค่าธรรมเนียมการจัดหางานและค่าเดินทางจากแรงงาน กฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้นายจ้างยึดเอกสารของแรงงานไว้ได้หากแรงงานยินยอม และสามารถเข้าถึงเอกสารของพวกเขาที่อยู่กับนายจ้างได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เนื่องจากไม่มีการบังคับใช้พระราชกำหนดนี้อย่างเพียงพอ ในบางกรณีนายจ้างที่ขาดศีลธรรมอาจยึดเอกสารของแรงงานไว้ โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานไม่เข้าใจสิทธิของตนภายใต้กฎหมายไทย องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า ระเบียบข้อบังคับที่ไม่เข้มงวดเพียงพอกับนายหน้าและสำนักงานจัดหางาน ส่งผลให้มีการดำเนินการซึ่งส่งเสริมการค้ามนุษย์ แม้ว่าข้อบังคับของทางการจะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกแสวงประโยชน์เปลี่ยนนายจ้างได้ แต่นโยบายบางข้อกลับทำให้การทำเช่นนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานต่างด้าวในทางปฏิบัติ และบางครั้งส่งผลให้แรงงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนนายจ้าง นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังรายงานการถูกแสวงประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐได้ยาก เนื่องจากไม่มีล่าม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานยังไม่เปิดโอกาสให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมและการรับใช้ตามบ้าน ได้รับผลประโยชน์และการคุ้มครองต่าง ๆ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ มีรายงานจากองค์กรภาคประชาสังคมว่า กฎหมายแรงงานขัดขวางไม่ให้แรงงานต่างด้าวรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งอาจมีส่วนทำให้แรงงานต่างด้าวเสี่ยงที่จะถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น ร่างกฎหมายในการทำให้การเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในช่วงของการรายงานนี้

การไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐในการนับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อนของแรงงานบนเรือประมง เพิ่มความเสี่ยงการค้ามนุษย์ในแรงงานกลุ่มนี้ กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลกำหนดให้นายจ้างจัดทำสัญญาเป็นภาษาที่แรงงานประมงต่างด้าวสามารถเข้าใจได้ จัดทำบันทึกข้อมูลการจ่ายเงินให้แก่แรงงาน และจัดให้มีอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอสำหรับแรงงานบนเรือประมง นอกจากนี้ กฎข้อบังคับดังกล่าวยังกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานเดือนละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และจ่ายเงินส่วนแบ่งจากการจับปลาได้ให้แก่แรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจว่า แรงงานบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดหรือไม่สามารถเบิกค่าแรงของตนได้ เนื่องจากท่าเรือบางแห่งไม่มีตู้เอทีเอ็มอยู่ใกล้ ๆ หรือแรงงานไม่ได้รับคำแนะนำอย่างเพียงพอในการใช้ตู้เอทีเอ็ม ตลอดจนบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรของแรงงานอาจถูกเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้ายึดไว้ ในช่วงการรายงานนี้ ภาคประชาสังคมได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อร่างกฎหมายที่จะลดการคุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรมประมง รวมถึงการอนุญาตให้มีการขนถ่ายแรงงานกลางทะเลและการนำวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงินสดกลับมาใช้ ดังนั้น จึงเพิ่มความเสี่ยงในการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ณ เวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้

รง. ยังทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐเพื่อให้บริการต่าง ๆ ในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 10แห่ง อาทิ การรับเรื่องร้องเรียนกรณีละเมิดแรงงาน การช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนนายจ้าง และการปรับปรุงแก้ไขเอกสารขึ้นทะเบียนของแรงงานให้เป็นปัจจุบัน รัฐบาลรายงานว่า คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงานที่ รง. จัดตั้งขึ้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงในการค้ามนุษย์สูง อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดีค้ามนุษย์ใด ๆ ในช่วงการรายงานนี้ รง. ได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูง โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และเรือประมง และพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน 6,795 ครั้ง รง. ได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการ 55,028 แห่งเพื่อระบุการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และพบว่านายจ้าง 1,093 รายฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน โดยทาง รง. ได้ส่งต่อคดี 733 คดีเพื่อสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบจนเสร็จสิ้นหากเจ้าของบริษัทเป็นผู้มีอิทธิพล และพนักงานตรวจแรงงานมีปฏิสัมพันธ์กับแรงงานเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักเป็นเพราะอุปสรรคด้านภาษา ส่งผลให้ไม่สามารถระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ได้ เจ้าหน้าที่รัฐได้รายงานการคัดกรองเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 33,563 ลำที่มีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน แต่ไม่สามารถระบุผู้เสียหายใด ๆ ทางการมีศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือเพื่อตรวจสอบยืนยันว่าเรือประมงดำเนินงานโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีรายงานว่าเรือประมง 30 ลำฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ และการตรวจแรงงานที่ท่าเรือยังคงขาดความสม่ำเสมอและไม่มีประสิทธิผลในการระบุกรณีต้องสงสัยการบังคับใช้แรงงานบนเรือประมง ซึ่งบ่อยครั้งเนื่องมาจากไม่ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า เจ้าของเรือประมงบางรายและสถานประกอบกิจการบางแห่งได้รับการเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจแรงงาน อีกทั้งยังระบุว่า ไม่มีล่ามให้ความช่วยเหลือแรงงานขณะตรวจแรงงาน และมีนายจ้าง รวมทั้งไต้ก๋งอยู่ด้วยขณะตรวจสอบแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้แรงงานไม่กล้ารายงานต่อทางการเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานอีกว่า พนักงานตรวจแรงงานสั่งไม่ให้ล่ามแปลรายงานที่ได้รับจากแรงงาน ซึ่งเป็นรายงานที่มีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เช่น การให้ทำงานยาวนานเกินไปหรือการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ล่ามที่ทำงานในกรณีต่าง ๆ เปิดเผยว่า บางครั้งพวกเขาไม่ทราบถึงข้อบ่งชี้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในระหว่างที่พูดคุยในครั้งแรก กับบุคคล ที่อาจเป็นผู้เสียหาย และถูกสั่งห้ามไม่ให้ช่วยเหลือในการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง จึงทำให้ไม่มีการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งระบุว่า ผู้เสียหายบางรายไม่สามารถติดต่อล่ามที่พูดภาษาแม่หรือภาษาถิ่นของพวกเขาได้ จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้เสียหาย รัฐบาลได้สรุปการแก้ไขปรับปรุงคู่มือของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก ซึ่งรวมถึงแนวทางการดำเนินงานกรณีแรงงานประมงสูญหายและรายละเอียดการตรวจสอบแรงงานที่มีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือไม่ได้ใช้ขั้นตอนการส่งต่อกรณีแรงงานประมงสูญหายระหว่างออกทะเลโดยมีมาตรฐานเดียวกันในทุกกรณี รวมถึงการระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์บนเรือประมงก่อนที่พวกเขาจะสูญหาย ทางการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง 258 ลำ แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายใด ๆ การตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่งยังไม่ได้มีการตรวจหาการละเมิดด้านแรงงานอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้มีการจัดหาล่ามเพื่อสัมภาษณ์ลูกเรือต่างด้าวอย่างสม่ำเสมอ ทางการไม่เคยรายงานว่า ได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอันเป็นผลมาจากการตรวจสอบเรือประมง รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อลดความต้องการซื้อขายบริการทางเพศ เช่น การร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศเดินทางเข้าประเทศ และเพิ่มการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กโดยให้ค้าประเวณีและการค้ามนุษย์ (มีการจับกุมบุคคล 197 รายในปี 2566 เทียบกับ 67 รายในปี 2565)

ประวัติข้อมูลการค้ามนุษย์:

รายงานตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระบุว่า นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศไทย และจากผู้เสียหายชาวไทยในต่างประเทศ นักค้ามนุษย์ด้านแรงงานและทางเพศแสวงประโยชน์จากผู้หญิง ผู้ชาย บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กจากประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศรีลังกา รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศในแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้สะฮารา รวมถึงเคนยา แทนซาเนีย และยูกันดา ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา และบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ยังประสบกับการถูกกระทำมิชอบหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์ มีเด็กจากประเทศไทย พม่า กัมพูชา และลาวเป็นผู้เสียหายจากค้ามนุษย์ทางเพศเพิ่มขึ้นในสถานค้าประเวณี สถานอาบอบนวด บาร์ ร้านคาราโอเกะ โรงแรม และบ้านพักส่วนบุคคล นักค้ามนุษย์ชักจูงเด็ก ๆ ชาวไทยให้แสดงท่าทางที่ส่อในทางเพศผ่านสื่อวีดิทัศน์และภาพถ่ายบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ใช้วิธีการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก นักค้ามนุษย์ใช้อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชันสำหรับการสนทนาหรือหาคู่ ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ล่อลวงเด็กให้ค้าประเวณี เด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ เด็กที่ครอบครัวตกงานเพราะผลกระทบจากโรคระบาด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวชาวต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็ก ๆ ที่หนีมาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะถูกแสวงประโยชน์ในสถานการณ์ด้านแรงงานที่อันตรายและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดและพื้นที่แถบชายแดนที่มักมีการจ้างงานตามฤดูกาลและไม่เป็นทางการ เด็กไทยประมาณ 158,000 คนในช่วงอายุ 15-18 ปี ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำงานได้ มักใช้แรงงานอยู่ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคเกษตรกรรม บริการร้านรับซ่อมยานยนต์และบริการอื่น ๆ การก่อสร้าง การผลิต และธุรกิจโรงแรม เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงาน แรงงานเด็กเหล่านี้มากกว่ากึ่งหนึ่งไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน หลายคนต้องเผชิญสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายและมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและนอกเวลาทำงานปกติ และส่วนใหญ่แล้วเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ นายหน้าหรือบิดามารดาบางส่วนบังคับเด็กชาวไทย กัมพูชา และพม่าให้ขายดอกไม้หรือสินค้าอื่นตามท้องถนน ตลอดจนให้เด็กขอทานหรือทำงานรับใช้ตามบ้านในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้สูงอายุและผู้พิการจากกัมพูชาถูกบังคับให้ขอทานในไทยด้วย มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทยสรรหาและใช้เด็กในกิจกรรมก่อความไม่สงบ

นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ทางเพศคนไทยในประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ หญิงไทยและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ถูกแสวงประโยชน์ในการค้ามนุษย์ทางเพศในสวิตเซอร์แลนด์ พลเมืองไทยที่เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อเยี่ยมครอบครัว มีความเสี่ยงที่จะถูกค้ามนุษย์ทางเพศและด้านแรงงาน นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานหญิงและชายชาวไทยในภาคเกษตรกรรมของอิสราเอล และกำหนดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยไม่มีช่วงหยุดพักหรือวันหยุด มีการยึดหนังสือเดินทางของแรงงานไว้ และแรงงานยังต้องประสบความยุ่งยากในการเปลี่ยนนายจ้างเนื่องจากข้อจำกัดเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน มีแรงงานไทยมากกว่า 100,000 คนในสาธารณรัฐเกาหลี ที่ซึ่งนักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ทางเพศหญิงและชายชาวไทยซึ่งรวมถึงบังคับผู้เสียหายให้ค้าประเวณีเพราะเป็นหนี้เจ้าของสถานบันเทิงหรือเจ้าหนี้นอกระบบ นักค้ามนุษย์ในสวีเดนและฟินแลนด์แสวงประโยชน์จากชาวไทยด้วยการบังคับใช้แรงงานในการเก็บเบอร์รี่

องค์กรอาชญากรรมและนักค้ามนุษย์ดำเนินกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตหรือส่งเสริมการดำเนินงานนี้ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์เป็นหลัก และบ่อยครั้งก็พบในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีการแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกบังคับให้กระทำความผิด และถูกค้ามนุษย์ทางเพศ นักค้ามนุษย์มักใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อสรรหาแรงงานจากหลายประเทศ โดยหลอกลวงว่าเป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงในไทย จากนั้นจึงขนส่งแรงงานเหล่านี้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีหน่วยปฏิบัติงานของกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตดังกล่าว และบังคับให้พวกเขาทำการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย และมักข่มขู่บังคับด้วยการทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ ผู้เสียหายชาวไทยยังถูกแสวงประโยชน์จากกิจการเหล่านี้ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เด็กไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการก่ออาชญากรรมอย่างกว้างขวาง

นักลักลอบขนคนเข้าเมือง นายหน้า นายจ้าง และบุคคลอื่นแสวงประโยชน์จากแรงงานชาวไทยและชาวต่างด้าวด้วยการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมสัตว์ปีก อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ภาคเกษตรกรรม งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานริมถนน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการบังคับใช้แรงงานอย่างแพร่หลายมากในอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล อ้อย น้ำมันปาล์ม และยาง ชาวพม่ามีความเปราะบางมากขึ้นที่จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในไทย สถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจนความเป็นไปได้ที่จะมีการนำกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารมาใช้ในพม่า ส่งผลให้พลเมืองในพม่าอพยพเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้อพยพเหล่านี้ ตลอดจนแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการทำงานในประเทศไทย เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ในไทย การอพยพที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของเครือข่ายนายหน้านอกระบบที่ทำงานในไทยและในพม่า โดยเครือข่ายดังกล่าวจัดหางานให้แก่ผู้อพยพในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มและบนเรือประมง

แรงงานจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่นายหน้า สำนักงานจัดหางาน และบุคคลอื่น ๆ ทั้งก่อนและหลังเดินทางถึงประเทศไทย บ่อยครั้งที่นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานผู้เสียหายเพราะติดหนี้อยู่ ตลอดจนใช้กระบวนการจ้างงานที่หลอกหลวงแรงงาน ยึดเอกสารประจำตัวและบัตรเอทีเอ็ม หักค่าจ้างอย่างผิดกฎหมาย ทำร้ายร่างกาย และใช้วิธีการอื่น ๆ เพื่อบังคับใช้แรงงาน นายจ้างยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานเพื่อบังคับให้พวกเขาไม่เปลี่ยนงาน และบ่อยครั้งมักจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำและไม่ให้แรงงานมีวันหยุด คนงานในภาคการแปรรูปอาหารทะเลและภาคการประมงต้องเผชิญกับการบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารทะเลที่สามารถเก็บรักษาได้นานเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วงการเกิดโรคระบาดใหญ่โควิด-19 อีกทั้งคนงานยังต้องเผชิญสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยอีกด้วย

เจ้าของเรือประมง นายหน้า และลูกเรืออาวุโสบังคับใช้แรงงานชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย บนเรือจับปลาที่มีคนไทยและชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ แรงงานบางส่วนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ บางครั้งน้อยถึงปีละครั้ง พวกเขาต้องเป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ต้องทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด และไม่มีอาหาร น้ำ หรือเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางรายข่มขู่ เฆี่ยนตี และวางยาแรงงานประมงเพื่อให้พวกเขาทำงานได้นานขึ้น รวมทั้งขายยาเสพติดให้แก่แรงงานประมงเพื่อให้พวกเขาเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าของเรือประมงยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางรายในภาคการประมงประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเกิด เนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกล ไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีวิธีการเดินทางกลับบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย นายจ้างในภาคการประมงและการแปรรูปอาหารทะเลมักจะหักค่าจ้างด้วยวิธีการที่สร้างความสับสน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมเอกสาร เงินจ่ายล่วงหน้า และค่าดำเนินการอื่น ๆ ทำให้เป็นเรื่องยากที่แรงงานจะทราบจำนวนค่าจ้างที่ถูกต้องของตน งานวิจัยหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2562 และ 2563 ระบุว่า ร้อยละ 14-18 ของแรงงานประมงต่างด้าวถูกแสวงประโยชน์โดยการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงของไทย ซึ่งบ่งชี้ว่านักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากแรงงานจำนวนหลายพันคนบนเรือประมง

การทุจริตยังคงเป็นเหตุบ่อนทำลายความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการรับสินบนหรือกู้ยืมเงินจากเจ้าของกิจการและสถานค้าประเวณีที่แสวงประโยชน์จากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตเอื้ออำนวยให้มีการค้ามนุษย์ โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลให้นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพิ่มขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน รายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่น ๆ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการดำเนินคดี อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์อีกด้วย มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นบางรายปิดบังข้อมูลจากพนักงานอัยการเพื่อปกป้องนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการขู่กรรโชกและแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2566 https://th.usembassy.gov/th/2023-international-religious-freedom-report-thailand-th/ Wed, 26 Jun 2024 07:09:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22815

โพสต์ รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2566 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2566

รายงานสรุป

รัฐธรรมนูญ “ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติด้วยเหตุความเชื่อทางศาสนา” และปกป้องเสรีภาพในการนับถือศาสนา ตราบเท่าที่การปฏิบัติตามเสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นไม่เป็น “อันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ” ทั้งนี้กฎหมายรับรองกลุ่มศาสนา 5 กลุ่มอย่างเป็นทางการ ได้แก่ กลุ่มพุทธ กลุ่มมุสลิม กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู กลุ่มซิกข์ และกลุ่มคริสต์ กระทรวงยุติธรรมอนุญาตให้นำหลักชะรีอะฮ์มาใช้เป็นกระบวนการตามกฎหมายแบบพิเศษที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งแห่งประเทศไทย และใช้บังคับกับชาวมุสลิมใน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” (ซึ่งเรียกว่าเป็น 4 จังหวัดทางใต้สุดของประเทศใกล้ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งรวมถึง 3 จังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์มุสลิม) ในส่วนของกฎหมายครอบครัวและมรดก กรมการศาสนา (ศน.) ภายใต้กำกับของกระทรวงวัฒนธรรม จำกัดจำนวนผู้สอนศาสนาชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติงานในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ชาวฮินดู และชาวซิกข์

ทางการยังคงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งให้อำนาจแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ซึ่งรวมถึงการขยายระยะเวลาการกักตัวก่อนการพิจารณาคดีและขยายขอบเขตการเข้าตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ทางการให้อำนาจบางประการด้านความมั่นคงภายในแก่กองทัพ ชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเลือกปฏิบัติ และเห็นว่าระบบศาลยุติธรรมขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เพียงพอ ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการปฏิบัติการบุกและตรวจค้นผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิม 67 ครั้งในระหว่างปีนี้ กลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่กองกำลังความมั่นคงตรวจเก็บดีเอ็นเอจากผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบและสมาชิกครอบครัวของพวกเขาโดยการข่มขู่และใช้กำลังบังคับ

ไม่มีการรายงานว่า บุคคลหรือกลุ่มชาวต่างชาติที่ถูกกักตัวเนื่องจากฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง ถูกจับกุมเนื่องจากความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา กฎหมายของไทยไม่ยอมรับสถานภาพของผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ทางการกักตัวกลุ่มชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งอ้างว่าถูกข่มเหงทางศาสนาในประเทศบ้านเกิด โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR หรือไม่ก็ตาม เจ้าหน้าที่ UNHCR รายงานว่า ผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ รวมถึงบรรดาผู้ที่ถูกกักตัว ไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับไปสู่อันตราย

มีรายงานว่า ผู้แสวงหาที่พักพิงที่เป็นชาวมุสลิมอุยกูร์หลายสิบคนจากประเทศจีน ยังคงพำนักอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยส่วนใหญ่ถูกกักตัวมาตั้งแต่ปี 2558 ศูนย์ข้อมูลฝ่าหลุนต้าฝ่ารายงานว่า มีสมาชิกฝ่าหลุนกงหลายคนถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาตั้งแต่ปี 2557 มีรายงานว่า ทางการกักตัวชาวมุสลิมโรฮีนจา รวมถึงเด็ก ซึ่งหลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนาและชาติพันธุ์มาจากพม่า ในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในพัทยาได้กักตัวชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์ 63 คนซึ่งเดินทางมาจากเมืองเซินเจิ้น ต่อมาในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้พวกเขาเดินทางออกนอกประเทศไปตั้งถิ่นฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่สาม เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ตำรวจนำกำลังเข้าบุกค้นวัดป่าธรรมคีรี จังหวัดนครราชสีมา พบทองคำและเครื่องประดับ รวมทั้งจับกุมพระสงฆ์ 7 รูปและคนขับรถ 2 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหายักยอกเงินประมาณ 300 ล้านบาท (8.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นเงินบริจาคที่ทางวัดได้รับมาตั้งแต่ปี 2563 กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธบางกลุ่มยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าชาวมุสลิมได้รับสิทธิพิเศษ รัฐบาลจึงตอบสนองด้วยการอนุญาตให้นักเรียนที่นับถือศาสนาอื่นสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือจากโครงการที่มีอยู่ได้

ยังคงมีการโจมตีทั้งชาวพุทธและมุสลิมอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อัตลักษณ์ทางศาสนาและทางชาติพันธุ์มีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความขัดแย้งในการแบ่งแยกดินแดนมายาวนาน ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 109 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวมุสลิม 82 ราย ชาวพุทธ 23 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 4 ราย เทียบกับผู้เสียชีวิต 88 รายในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมุสลิม 57 ราย ชาวพุทธ 28 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 3 ราย มีรายงานว่า ผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุโจมตีพร้อมกัน 6 จุดในวันสิ้นสุดการถือศีลอด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาหารือกับตัวแทนรัฐบาลเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่หลบหนีจากการข่มเหงและความรุนแรงทางศาสนา เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่สถานทูตพบปะกับผู้นำและผู้รู้ทางศาสนา องค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศ นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรศาสนาต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับพหุนิยมทางศาสนา การยอมรับความต่างทางศาสนา และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยจากความรุนแรงทางศาสนา เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตเดินทางไปเยือนศาสนสถานในท้องถิ่นที่มีความสำคัญอยู่เป็นประจำ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการหารือกับผู้นำทางศาสนาในประเด็นเกี่ยวกับการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มอบทุนสนับสนุนจำนวนหลายทุนให้แก่องค์กรนอกภาครัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้สำหรับโครงการที่เน้นความหลากหลายและการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและเชื้อชาติ การมีส่วนร่วมของเยาวชน การสร้างชุมชน และการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/ข้อมูลบิดเบือน เจ้าหน้าที่สถานทูตยังจัดให้มีการพูดคุยกันทางออนไลน์ระหว่างผู้นำทางความเชื่อ โดยเชิญนักวิชาการ ผู้นำศาสนา ผู้จัดการชุมชน และผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนมาร่วมการพูดคุยกันเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพทางศาสนา ตลอดจนพิจารณาถึงความร่วมมือในอนาคต เมื่อวันที่ 29 มีนาคม เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงละศีลอดให้แก่บรรดาผู้นำทางศาสนาในท้องถิ่น

หมวดที่ 1.

ประชากรที่นับถือศาสนา

รัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณการว่า ประชากรทั้งหมดในประเทศไทยมีจำนวน 69.8 ล้านคน (ณ กลางปี 2566) ในเดือนธันวาคม 2564 กรมการศาสนารายงานว่า ร้อยละ 92.5 ของประชากรนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 5.4 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.2 นับถือศาสนาคริสต์ ประชากรที่เหลือเป็นกลุ่มที่นับถือภูตผี ลัทธิขงจื๊อ ศาสนาฮินดู ศาสนายูดาห์ ศาสนาซิกข์ และลัทธิเต๋า

ชาวพุทธส่วนใหญ่นำพิธีกรรมของศาสนาฮินดูและการนับถือภูตผีมาประกอบศาสนพิธีของตนด้วย พระสงฆ์ในนิกายเถรวาทแบ่งออกเป็น 2 นิกายหลักด้วยกัน คือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย โดยมหานิกายมีความเก่าแก่และเป็นที่แพร่หลายมากกว่าในชุมชนสงฆ์

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดใน 3 จังหวัดภาคใต้ (นราธิวาส ยะลา และปัตตานี) ใกล้ชายแดนมาเลเซีย ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในจังหวัดเหล่านี้มีเชื้อสายมาเลย์ แต่ประชากรมุสลิมทั่วประเทศมีทั้งลูกหลานของผู้อพยพจากเอเชียใต้ จีน กัมพูชา และอินโดนีเซีย รวมทั้งเชื้อสายไทยด้วย ข้อมูลของกรมการศาสนาระบุว่า ชาวมุสลิมร้อยละ 99 นับถือนิกายสุหนี่ ขณะที่กลุ่มชาวมุสลิมชีอะห์ที่มีไม่มากนัก แบ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ และในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ผู้ที่มีเชื้อสายจีนและเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานหรือเถรวาท นอกจากนี้ ผู้ที่มีเชื้อสายจีนจำนวนมาก รวมทั้งชาวเมี่ยน ยังนับถือลัทธิเต๋าในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย ชาวคริสต์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน หรือเป็นกลุ่มชนเผ่าทางภาคเหนือ กว่าครึ่งหนึ่งของชุมชนชาวคริสต์นับถือนิกายโรมันคาทอลิก

หมวดที่ 2.

สถานะด้านการเคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนาของรัฐบาล

กรอบทางกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ “ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติด้วยเหตุความเชื่อทางศาสนา” อีกทั้งยังระบุว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อทางศาสนา และอนุญาตให้ทุกคนนับถือศาสนา ปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือประกอบกิจทางศาสนาใดก็ได้ตามที่ต้องการ ตราบใดที่เสรีภาพดังกล่าวมิได้ “เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ” รัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาอื่น ๆ แต่ก็มีบทบัญญัติเพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นพิเศษโดยการให้ความรู้ เผยแผ่หลักคำสอนของศาสนา และกำหนดมาตรการและกลไก “ในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด”

ในปี 2559 รัฐบาลทหารในขณะนั้นมีคำสั่งพิเศษให้รัฐอุปถัมภ์และคุ้มครอง “ทุกศาสนาอันเป็นที่รับรอง” ในประเทศ แต่ก็ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดดูแลให้มี “การเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง” ตามแนวทางของศาสนาโดยไม่ “บิดเบือนให้เป็นความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชน” โดยคำสั่งดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ กฎหมายห้ามไว้โดยเฉพาะมิให้มีการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามศาสนาพุทธและพระสงฆ์ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท (580 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ ประมวลกฎหมายอาญาห้ามดูหมิ่นหรือก่อความรบกวนในศาสนสถานหรือศาสนพิธีของกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรอง มิฉะนั้น จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท (580-4,100 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายรับรองกลุ่มศาสนา 5 กลุ่มอย่างเป็นทางการ ได้แก่ กลุ่มพุทธ กลุ่มมุสลิม กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู กลุ่มซิกข์ และกลุ่มคริสต์ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ แต่รัฐธรรมนูญยังคงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็น “อัครศาสนูปถัมภก”

กลุ่มศาสนาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่มมีสิทธิขอจดทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ เช่น ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ได้รับยกเว้นภาษีทรัพย์สินและภาษีเงินได้ และได้รับการพิจารณาวีซ่าพักอาศัยเป็นพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติ สิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้รับเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ในหน่วยงานหลายแห่ง ทั้งนี้ ทางการไม่ได้บังคับกลุ่มศาสนาให้ต้องจดทะเบียน และกลุ่มศาสนาต่าง ๆ อาจดำเนินการได้โดยไม่ถูกรัฐบาลแทรกแซง ไม่ว่าจะได้รับการจดทะเบียนหรือการรับรองอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม กรมการศาสนามีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนกลุ่มศาสนาต่าง ๆ ยกเว้นกลุ่มพุทธที่ดูแลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรี พระสงฆ์ที่มีตำแหน่งด้านการบริหารและการปกครองยังได้รับเงินประจำเดือนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เช่นเดียวกับผู้นำศาสนาอิสลามที่ได้รับเงินเดือนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

กรมการศาสนาอาจจดทะเบียนนิกายใหม่นอกกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่ม เฉพาะในกรณีที่นิกายดังกล่าวมีคุณสมบัติต่อไปนี้ มีสาวกทั่วประเทศอย่างน้อย 5,000 คน มีหลักคำสอนอันเป็นเอกลักษณ์ในทางศาสนศาสตร์ ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมซึ่งกรมการศาสนาจัดขึ้น โดยมีตัวแทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องและกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่ม นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่มศาสนาที่ประสงค์จะจดทะเบียนกับกรมการศาสนาจะต้องยื่นเอกสารแสดงวัตถุประสงค์และวิธีดำเนินการ ความสัมพันธ์ใด ๆ กับต่างประเทศ บัญชีรายชื่อสมาชิกบริหารและเจ้าหน้าที่อาวุโส ตลอดจนที่ตั้งของสถานที่บริหาร ศาสนสถาน และสำนักสอนศาสนา ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้รับรองกลุ่มศาสนาใหม่ใด ๆ อีกนอกจาก 5 กลุ่มหลักข้างต้น และรายงานของกรมการศาสนาระบุว่า ยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งความจำนงจดทะเบียนใด ๆ ในปีนี้ องค์กรภาคประชาสังคมรายงานว่า กลุ่มศาสนาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังคงดำเนินการโดยอิสระ แม้ว่าไม่ได้รับการรับรองหรือการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และแนวปฏิบัติของรัฐบาลที่ไม่ได้รับรองหรือขึ้นทะเบียนกลุ่มศาสนาใหม่ก็มิได้เป็นการจำกัดกิจกรรมของพวกเขา

รัฐธรรมนูญห้ามนักบวช สามเณร พระสงฆ์ และพระอื่น ๆ ในศาสนาพุทธลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง นักบวชในศาสนาคริสต์สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ตราบใดที่ไม่ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายทางศาสนาไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ นอกจากจุฬาราชมนตรี (ผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุดทางศาสนาอิสลาม) แล้ว อิหม่ามไม่ถือว่าเป็นพระหรือนักบวช ดังนั้นจึงลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

มหาเถรสมาคมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชอัธยาศัย โดยไม่ต้องคำนึงถึงสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ และไม่ต้องผ่านความเห็นชอบหรือทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราช ผู้ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจแต่งตั้งตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

ประมวลกฎหมายอาญาห้ามกระทำการใด ๆ ที่เหยียดหยามหรือดูหมิ่นศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถาน มิฉะนั้น จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท (58-406 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายบัญญัติให้สถานศึกษาทั้งระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น หลักสูตรต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่ม นักเรียนที่ต้องการจะศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างละเอียดอาจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาของเอกชน และโอนหน่วยกิตไปยังโรงเรียนรัฐบาลได้ โรงเรียนที่ร่วมมือกับองค์กรบริหารท้องถิ่นของตน ได้รับอนุญาตให้เปิดวิชาศาสนศึกษาเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันมีโรงเรียนคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการดูแลด้านหลักสูตรและการจดทะเบียนอยู่ประมาณ 350 แห่ง มหาเถรสมาคมจัดทำหลักสูตรพิเศษด้านพุทธศาสนศึกษา และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจัดทำหลักสูตรพิเศษด้านอิสลามศึกษา ซึ่งอยู่ในภาคบังคับของโรงเรียนรัฐบาล

คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกอบด้วยสมาชิกชาวมุสลิมที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นทางศาสนาอิสลามแก่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม รวมถึงมอบเงินทุนสำหรับการก่อสร้างมัสยิดและการเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ โดยทั่วไป ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจ่ายเงินค่าเดินทางไปเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ให้แก่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้เงินทุนที่ได้รับจากรัฐบาลส่วนกลาง มีโรงเรียนอิสลามระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ นักเรียนสามารถรับการศึกษาศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย 4 วิธีดังต่อไปนี้ 1. จากโรงเรียนที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและเปิดสอนศาสนาอิสลามตามหลักสูตรระดับประเทศ 2. จากโรงเรียนอิสลามของเอกชนที่เปิดสอนวิชาอื่น ๆ นอกเหนือจากวิชาคัมภีร์อัลกุรอาน เช่น วิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ) อย่างไรก็ดี หลักสูตรดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล 3. จากโรงเรียนอิสลามของเอกชนประเภทไปกลับที่เปิดสอนศาสนาอิสลามตามหลักสูตรของโรงเรียนให้แก่นักเรียนทุกวัย และ 4. จากหลักสูตรศาสนาหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งมักจะจัดสอนที่มัสยิด

กระทรวงยุติธรรมอนุญาตให้นำหลักชะรีอะฮ์มาใช้เป็นกระบวนการตามกฎหมายแบบพิเศษ แม้ว่าจะไม่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และใช้บังคับกับชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในส่วนของกฎหมายครอบครัวและมรดก ศาลจังหวัดบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และผู้เชี่ยวชาญด้านชะรีอะฮ์เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษา กฎหมายได้วางโครงสร้างบริหารของชุมชนชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างเป็นทางการ รวมถึงกระบวนการในการเลือกจุฬาราชมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาราชการด้านกิจการศาสนาอิสลาม

กรมการศาสนากำหนดจำนวนผู้สอนศาสนาชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติงานในประเทศไทยไว้ดังต่อไปนี้ ชาวคริสต์ 1,357 คน ชาวมุสลิม 6 คน ชาวฮินดู 20 คน และชาวซิกข์ 41 คน การขึ้นทะเบียนจะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์บางประการ เช่น การได้รับวีซ่าที่อายุนานขึ้น ตัวแทนของกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่มอาจขอวีซ่าอายุ 1 ปีแบบต่ออายุได้ ผู้สอนศาสนาชาวต่างชาติจากกลุ่มศาสนาอื่น ๆ มีสิทธิได้รับวีซ่าสำหรับผู้สอนศาสนาและต้องมีวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องต่ออายุวีซ่าทุก ๆ 90 วัน กลุ่มศาสนาต่าง ๆ รายงานว่า การไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกิจกรรมการสอนศาสนาของชาวต่างชาติ และผู้สอนศาสนาหลายคนจากกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็สามารถทำงานในไทยได้โดยรัฐบาลไม่ได้เข้ามาแทรกแซง

กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ยอมรับสถานภาพผู้ลี้ภัยที่ UNHCR ให้การรับรองของบุคคลจากประเทศอื่น และกฎหมายนี้ยังไม่มีข้อยกเว้นในการบังคับใช้กับผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงผู้ที่ให้เหตุผลว่าต้องหนีจากการข่มเหงทางศาสนา บุคคลเหล่านี้ต้องถูกจับกุมและกักตัวไว้ด้วยความผิดในฐานเดียวกันกับบุคคลที่ไม่มีสถานภาพการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นรัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

แนวทางปฏิบัติของรัฐบาลไทย

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมทั้งเจ้าหน้าที่และผู้แทนจากทั้งสองประเทศ ได้พบปะและหารือเกี่ยวกับกระบวนการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาภูมิภาคชายแดนทางภาคใต้ของไทย รัฐบาลมาเลเซียช่วยประสานงานการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ใหญ่ที่สุด ก่อนหน้านี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ บีอาร์เอ็นในไทยตกลงยอมรับแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสันติสุข แต่หลังจากนั้นหนึ่งเดือน บีอาร์เอ็นได้ระงับการหารือนี้เพราะต้องการรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง จนถึงสิ้นปี ยังไม่มีการเจรจาดังกล่าวต่อ

ผู้นำมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเลือกปฏิบัติ และเห็นว่าระบบศาลยุติธรรมขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เพียงพอ กลุ่มด้วยใจยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่กองกำลังความมั่นคงตรวจเก็บดีเอ็นเอจากผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบและสมาชิกครอบครัวของพวกเขาโดยการข่มขู่และใช้กำลังบังคับ ในเดือนตุลาคม กลุ่มด้วยใจรายงานว่า ทางการตรวจเก็บดีเอ็นเอจากผู้หญิงอายุ 67 ปี หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนเข้าค้นบ้านเธอและสอบถามเกี่ยวกับบุตรชายซึ่งไม่อยู่บ้านในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนอ้างว่า การเก็บดีเอ็นเอก็เพื่อตรวจสอบว่าบุตรชายของเธอมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาลช่วงก่อนหน้านี้หรือไม่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ เปิดเผยว่า ในปีนี้ได้รับคำร้องเรียน 21 กรณีจากบุคคลที่ถูกทางการขู่เข็ญหรือบังคับตรวจดีเอ็นเอ

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการปฏิบัติการบุกและตรวจค้นผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิม 67 ครั้งในระหว่างปี

ทางการยังคงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2548 และ 2547 ตามลำดับ ซึ่งให้อำนาจแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ซึ่งรวมถึงการขยายระยะเวลาการกักตัวก่อนการพิจารณาคดีและขยายขอบเขตการเข้าตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ทางการให้อำนาจบางประการด้านความมั่นคงภายในแก่กองทัพ ซึ่งมักส่งผลให้ชาวมุสลิมกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น การตรวจค้นยานพาหนะที่มีผู้โดยสารชาวมุสลิมบ่อยกว่าปกติ

รายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนระบุว่า ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงบางคนหลบหนีการข่มเหงทางศาสนามาจากประเทศบ้านเกิด UNHCR ระบุว่า ตามกฎหมายของไทยแล้ว ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เข้าประเทศโดยไม่มีวีซ่าถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงอาจถูกจับกุม กักตัว และส่งตัวกลับประเทศ ไม่ว่าจะได้ขึ้นทะเบียนกับทาง UNHCR ไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ทางการจะไม่เนรเทศบุคคลที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง UNHCR ยังรายงานอีกว่า ผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ รวมถึงบรรดาผู้ที่ถูกกักตัว ไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกส่งตัวกลับไปสู่อันตราย

โดยทั่วไป รัฐบาลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ UNHCR เข้าพบผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยที่ถูกกักตัวอยู่ได้ ในบางกรณี ผู้ลี้ภัยที่ UNHCR รับรองสถานะ ซึ่งรวมถึงผู้ที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนา รายงานว่า ตนพักอยู่ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในสภาพแออัดเป็นเวลาหลายปี ในหลายกรณี ทางการให้แม่และเด็กอยู่ในสถานพักพิง เพื่อปฏิบัติตามนโยบายลดการกักตัวผู้อพยพที่เป็นเด็ก สถานพักพิงดังกล่าวมีพื้นที่มากกว่าศูนย์กักกันฯ แต่ยังคงจำกัดเสรีภาพในการเดินทางอย่างเคร่งครัดในบางกรณี และบางแห่งก็อนุญาตให้เดินทางได้บ้างเพียงไม่กี่ครั้ง อย่างไรก็ตาม ระหว่างปีมีรายงานจำนวนมากจากองค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศที่ระบุว่า ทางการกักตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เป็นเด็กในศูนย์กักกันฯ หรือสถานีตำรวจในท้องถิ่น ซึ่งรวมไปถึงเด็กชาวมุสลิมโรฮีนจาที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนาและชาติพันธุ์มาจากพม่า

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ศูนย์ข้อมูลฝ่าหลุนต้าฝ่าออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า มีสมาชิกฝ่าหลุนกงหลายคนที่เดินทางจากประเทศจีนมายังประเทศไทย และถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาตั้งแต่ปี 2557 สมาชิกเหล่านี้ถูกกักตัวเพราะฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง มิใช่เพราะอัตลักษณ์ทางศาสนาของพวกเขา มีรายงานว่า พวกเขาได้ขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แต่ทางการไทยไม่ยอมรับว่าเป็นเหตุในการเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย

ในเดือนพฤศจิกายน แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้จับกุมชาวมองตานญาด ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์ จำนวน 10 กว่าคนซึ่งหนีออกจากประเทศเวียดนาม บางคนแจ้งว่าได้รับการรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่พักพิงจาก UNHCR แล้ว การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานที่ว่า มีผู้อพยพผิดกฎหมายจากประเทศเวียดนามเดินทางมาไทยเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น กฎหมายคนเข้าเมืองไม่มีข้อยกเว้นให้แก่บุคคลที่ UNHCR รับรองสถานะ ไม่มีรายงานใดที่ระบุว่า การจับกุมชาวมองตานญาดกรณีฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมือง มีสาเหตุมาจากอัตลักษณ์ทางศาสนา

สื่อและองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวมุสลิมอุยกูร์หลายสิบคนที่มาจากจีนยังคงพำนักอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยส่วนใหญ่ถูกกักตัวมาตั้งแต่ปี 2558 องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ทางการจีนยังคงกดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปจีน กลุ่มที่ดำเนินงานด้านมนุษยธรรมดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้บุคคลเหล่านี้ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่พวกเขาเลือก ที่ซึ่งพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ในฐานะผู้ลี้ภัย และไม่ต้องถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ฮิวแมนไรท์วอทช์รายงานการเสียชีวิตของมัตโตห์ตี มัตตูร์ซุน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ มูฮัมหมัด ตูร์ซุน) ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวอุยกูร์ที่ใช้เวลา 9 ปีในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รายงานระบุว่า มัตตูร์ซุนเสียชีวิตเนื่องจากอาการตับวาย ในเดือนกุมภาพันธ์ มีรายงานว่า อาซิซ อับดุลลาห์ ชาวอุยกูร์อีกคนที่ถูกกักตัวในศูนย์กักกันสวนพลู เสียชีวิตในวัย 49 ปีเนื่องจากโรคปอดอักเสบ องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า การเสียชีวิตทั้งสองกรณีเป็นผลมาจากสภาพที่ย่ำแย่ภายในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และทางการปฏิเสธไม่ให้การรักษาทางการแพทย์อย่างเพียงพอ

สื่อและองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในเมืองพัทยาได้จับกุมสมาชิกชาวจีนของโบสถ์คริสเตียนที่ชื่อว่า โบสถ์เซินเจิ้น โฮลี รีฟอร์ม (Shenzhen Holy Reformed Church) โดยหลายสิบคนในจำนวนนี้เป็นเด็ก ในข้อหาอยู่เกินวีซ่า และกักตัวพวกเขาไว้ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทั้งนี้ ไม่มีรายงานที่ระบุว่าสาเหตุของการจับกุมและกักตัวมาจากความเชื่อทางศาสนา กลุ่มสมาชิกดังกล่าวได้ยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยกับ UNHCR และในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เอื้ออำนวยให้กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปยังประเทศที่สาม

รัฐบาลยังคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอาชญากรรมการฉ้อโกงต่อกรณีที่มีการกล่าวหาว่า พระสงฆ์อาวุโสและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยักยอกทรัพย์

เมื่อวันที่ 9  พฤษภาคม ตำรวจนำกำลังบุกค้นวัดป่าธรรมคีรี จังหวัดนครราชสีมา และพบทองคำและเครื่องประดับคิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท (2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทางการยังได้จับกุมพระสงฆ์ 5 รูปและพนักงานขับรถหนึ่งคน ต่อมาในวันที่ 11 พฤษภาคม หลังจากที่มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม ทางการได้จับกุมพระสงฆ์อีก 2 รูป และตั้งข้อหาพระสงฆ์ 7 รูปและพนักงานขับรถ 2 คนที่ยักยอกเงินบริจาคประมาณ 300 ล้านบาท (8.7 ล้านเหรียญ) ที่ทางวัดได้รับมาตั้งแต่ปี 2563

ภิกษุและคณะกรรมการวัดยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของมหาเถรสมาคมในปี 2561 ซึ่งห้ามใช้พื้นที่ของวัดจัดกิจกรรมหรือชุมนุมทางการเมือง การประชุม หรือสัมมนาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ละเมิดกฎหมายหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยทางสังคม หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องนายอัยย์ เพชรทอง เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ซึ่งได้หมิ่นประมาทนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ชาวไทยมุสลิมผู้เป็นหัวหน้าพรรคประชาชาติ นอกจากนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ยังได้ฟ้องคดีแพ่งต่อนายอัยย์ในข้อหาหมิ่นประมาทอื่น ๆ กรณีที่นายอัยย์โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่า นายวันมูหะมัดนอร์เป็นผู้นำขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ณ สิ้นปี คดีอาญายังคงอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และศาลยังไม่ได้ตัดสินความผิดในส่วนของคดีแพ่ง

กฎหมายยังคงไม่รับรองสถานะของภิกษุณีอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในปี 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แนะนำให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม มหาเถรสมาคมยังคงห้ามผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี และผู้หญิงที่ประสงค์ครองสมณเพศมักเดินทางไปเข้ารับการอุปสมบทที่ศรีลังกา ทั้งนี้ จากจำนวนนักบวชในพระพุทธศาสนา 239,023 รูปทั่วประเทศ มีภิกษุณี 250-300 รูป แต่เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ “การปฏิบัติตามหลักการทางศาสนา” ภิกษุณีจึงไม่ได้รับการคุ้มครองด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ เจ้าหน้าที่ทางการยังคงไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการอุปสมบทภิกษุณีอย่างเป็นทางการ และยังอนุญาตให้ภิกษุณีปฏิบัติศาสนกิจและก่อตั้งอารามและวัดได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ อารามของภิกษุณียังคงไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากรัฐบาลเหมือนที่วัดในพระพุทธศาสนาได้รับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ได้แก่ การยกเว้นภาษี การรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเงินอุดหนุนสำหรับการก่อสร้างและดำเนินโครงการด้านสวัสดิการสังคม ภิกษุณีไม่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐบาลจากการประทุษร้ายทางวาจาและทางกาย เหมือนเช่นที่ภิกษุสงฆ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับ

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งเดียวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ยังคงเปิดสอนหลักสูตรพิเศษให้แก่นักเรียนชาวมุสลิม โดยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาไทย อังกฤษ อาหรับ และมลายู ตลอดจนจัดให้มีวิชาสันติศึกษาเป็นวิชาบังคับ และผนวกหลักการทางศาสนาเข้ากับวิชาส่วนใหญ่ที่เปิดสอน มหาวิทยาลัยคริสเตียนของเอกชน 3 แห่ง ยังคงเปิดสอนวิชาเกี่ยวกับศาสนาโดยเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร และเปิดสอนให้แก่นักศึกษาทั่วไปไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่กรมการศาสนาสำหรับโครงการริเริ่มเกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ นอกจากพระพุทธศาสนาประมาณ 294 ล้านบาท (8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับปีงบประมาณก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 261.4 ล้านบาท (7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) ถูกจัดสรรไว้สำหรับวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ผ่านโครงการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นจำนวนที่เท่ากันกับปีงบประมาณก่อนหน้า กรมการศาสนายังได้รับเงินจำนวน 1.1 ล้านบาท (32,000 เหรียญสหรัฐ) สำหรับโครงการแก้ไขความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบจำนวน 4,190 ล้านบาท (122 ล้านเหรียญสหรัฐ) ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแยกต่างหากจากกรมการศาสนา ซึ่งเท่ากับในปีงบประมาณก่อนหน้า

รัฐบาลยังคงให้การรับรองคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวกับประเด็นด้านศาสนาอิสลาม การตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งมัสยิด การย้ายมัสยิด การรวมมัสยิด และการยุบเลิกมัสยิด การแต่งตั้งอิหม่าม รวมทั้งการออกประกาศและการอนุมัติศาสนกิจของศาสนาอิสลาม สมาชิกคณะกรรมการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรายงานว่า คณะกรรมการบางคนให้คำปรึกษาด้านการจัดการกับประเด็นชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์และความตึงเครียดทางศาสนาในพื้นที่แก่เจ้าหน้าที่รัฐบาล

ไทยมีพระสงฆ์เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศอาศัยอยู่ โดยได้รับเงินทุนบางส่วนจากรัฐบาล พระสงฆ์ที่เผยแผ่ศาสนาดำเนินกิจกรรมใน 279 ชุมชนและชุมชนชาวเขาชนเผ่าต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก และเพชรบูรณ์ โดยมุ่งเน้นที่การสอนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการพัฒนาชุมชน พระสงฆ์เหล่านี้จะต้องผ่านการฝึกอบรมและเข้าร่วมโครงการการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคมให้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ตามกฎข้อบังคับของทางการ พระภิกษุต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาภายในประเทศ

จากข้อมูลสถิติของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2565 ระบุว่า มีกลุ่มครูสอนศาสนาต่างชาติที่จดทะเบียนและมีวีซ่าดำเนินงานในประเทศมีจำนวน 11 กลุ่ม ได้แก่ ศาสนาคริสต์ 6 กลุ่ม ศาสนาอิสลาม 1 กลุ่ม ศาสนาฮินดู 2 กลุ่ม และศาสนาซิกข์ 2 กลุ่ม ในปี 2566 รัฐบาลรายงานว่า มีครูสอนศาสนาต่างชาติจำนวน 1,004 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวคริสต์ 949 คน ชาวมุสลิม 3 คน ชาวฮินดู 20 คน และชาวซิกข์ 32 คน ชาวต่างชาติบางคนเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และทำงานเผยแผ่ศาสนาหรือกิจกรรมสนับสนุนผู้เผยแพร่ศาสนา โดยต้องเดินทางออกจากประเทศไทยภายใน 90 วัน

ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (มอรมอน) ยังคงได้รับอนุญาตจากกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีผู้สอนศาสนาเต็มจำนวน 200 คนได้เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ทางกลุ่มได้ทำพิธีอุทิศถวายพระวิหารแห่งใหม่ที่ก่อสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นวิหารแห่งแรกในไทย

กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธบางกลุ่มยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าชาวมุสลิมได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ความช่วยเหลือด้านการเงิน การจ้างงาน และการลดเกณฑ์การสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนชาวมุสลิม เมื่อวันที่ 18 มกราคม รัฐบาลได้ตอบสนองด้วยการขยายโครงการความช่วยเหลือที่มีอยู่ ซึ่งแต่เดิมสงวนไว้สำหรับนักเรียนชาวมุสลิม ให้ครอบคลุมนักเรียนที่นับถือศาสนาใดก็ได้

สมาชิกชุมชนพื้นเมืองบางส่วนเปิดเผยว่า รัฐบาลส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและศาสนา และสนับสนุนการให้โอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนพื้นเมืองในการจัดแสดงงานหัตถกรรม วัฒนธรรม และประเพณี นอกจากนี้ สมาชิกชุมชนยังระบุว่า บางครั้งทางการเข้ามากำหนดว่าควรจะผลิตชิ้นงานหัตถกรรมใด หรือจัดให้มีงานฉลองทางวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือพิธีกรรมทางศาสนาในวันใดวันหนึ่งประจำสัปดาห์ เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม พวกเขายังเปิดเผยว่าได้รับการขอให้ย้ายออกจากพื้นที่เพื่อให้ทางการดำเนินโครงการพัฒนา โดยได้รับเงินชดเชยที่เป็นธรรม แต่ต่อมาชุมชนกลับไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นมรดกสืบทอดของตนได้อีก ดังนั้นจึงไม่อาจประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเคารพสักการะบรรพบุรุษ อันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาได้อย่างเต็มที่

หมวดที่ 3.

สถานภาพของการให้ความเคารพทางสังคมต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา

เนื่องจากศาสนาและชาติพันธุ์มักมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จึงเป็นการยากที่จะจำแนกเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งที่เกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบชาวมาเลย์มุสลิมว่ามีพื้นฐานจากอัตลักษณ์ทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รายงานความรุนแรงต่อกลุ่มศาสนาต่าง ๆ และสมาชิกของกลุ่ม ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบจากกลุ่มชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์มายาวนาน เนื่องจากการแบ่งแยกทางศาสนาระหว่างชาวพุทธ/ชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้ หลายครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดถึงต้นเหตุของเหตุการณ์ความไม่สงบ และความแตกต่างระหว่างการปราบปรามเหตุการณ์ความไม่สงบโดยรัฐ ความขัดแย้งระหว่างชุมชนไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากความเชื่อทางศาสนาหรือไม่ก็ตาม และเหตุการณ์ความรุนแรงเนื่องจากอาชญากรรมและยาเสพติด

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า จนถึงวันที่ 30 กันยายน ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงความรุนแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 109 ราย ในจำนวนดังกล่าว เป็นชาวมุสลิม 82 ราย ชาวพุทธ 23 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 4 ราย เทียบกับผู้เสียชีวิต 88 รายในปี 2565 ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมุสลิม 57 ราย ชาวพุทธ 28 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 3 ราย ผู้สังเกตการณ์ให้เหตุผลว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากความตึงเครียดทางการเมืองที่สูงขึ้นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง และความคับข้องใจจากการปฏิบัติการที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งต้องการจะถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบและผู้สนับสนุน ไม่มีรายงานว่าครูตกเป็นเป้าโจมตี ซึ่งแตกต่างจากปีก่อน ๆ

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน อาสาสมัครทหารพราน 2 นายและพระสงฆ์ 2 รูป ในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง ทางการเชื่อว่าอาสาสมัครทหารพรานที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ภิกษุสงฆ์ คือเป้าโจมตีในเหตุการณ์ครั้งนี้

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่จังหวัดยะลาส่งผลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บ 3 นาย จากการสอบปากคำเบื้องต้นพบว่า ผู้ก่อเหตุจุดชนวนระเบิดเมื่อทหารหน่วยลาดตระเวนเดินมาถึง ทางการเชื่อว่า การโจมตีครั้งนี้และเหตุการณ์ลอบวางเพลิงบริเวณเสาสัญญาณโทรศัพท์ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม เป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบ

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลถือศีลอด เกิดเหตุโจมตีพร้อมกัน 6 จุดในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา และมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหลายราย ทางการระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม สื่อรายงานว่า โรงแรมสยามเคมปินสกี้ในกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนชื่อห้องอาหารหนุมานบาร์เป็น 1897 เลานจ์ เพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนจากชุมชนฮินดู บาร์และเครื่องดื่มค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องอาหารนี้ได้ตั้งชื่อตามเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และมีรายการอาหารที่ปรุงจากเนื้ออีกด้วย

โครงการก่อสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม องค์เทพแห่งความเมตตาตามความเชื่อจีน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดสงขลา ซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ทว่าปีนี้ไม่มีการรวมตัวประท้วงอย่างกว้างขวางเพื่อคัดค้านการก่อสร้างนี้ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนหน้า

องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอิสลามโดยการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก อีกทั้งยังร้องเรียนว่า การที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันการผ่านร่างกฎหมายขับเคลื่อนสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะให้ประโยชน์แก่ประชากรชาวมุสลิมแต่เพียงฝ่ายเดียว

นักเคลื่อนไหวชาวพุทธยังคงรณรงค์เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แพลตฟอร์มของพรรคแผ่นดินธรรม ซึ่งมีนายกรณ์ มีดี ชาวพุทธชาตินิยมเป็นหัวหน้าพรรค สนับสนุนให้กำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเรียกร้องให้มีการตั้งชุมชนชาวพุทธแยกเป็นพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ ทางพรรคได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับเลือก

นักวิจารณ์ในแวดวงสื่อและนักวิชาการบางส่วนมองว่า การโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาส กองกำลังติดอาวุธ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม รวมถึงการจับตัวประกันและสังหารคนงานไทยหลายสิบคน ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศต่อต้านชาวมุสลิมที่รุนแรงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ในประเทศไทย รวมถึงการกล่าวหาว่าชาวไทยมุสลิมที่แสดงความเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ซึ่งสนับสนุนกลุ่มฮามาส ไม่ควรถือว่าเป็นคนไทยอีกต่อไป

หมวดที่ 4.

นโยบายและการมีส่วนร่วมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทุกระดับหารือกับรัฐบาลไทยอยู่เป็นประจำเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนาและสถานการณ์ความรุนแรง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม เอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานและนิมนต์พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มาให้ความรู้เรื่องการรักษาสติ และหารือถึงการมีส่วนร่วมระหว่างศาสนา กับชุมชนคริสเตียนและชุมชนมุสลิม และผลที่ได้รับจากกิจกรรมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุยกันถึงผลของการสื่อสารกันมากขึ้นระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ต่อการส่งเสริมบทบาทของบุคคลในการสร้างรากฐานการยอมรับความเห็นต่างและความไว้วางใจต่อกัน ซึ่งก่อประโยชน์ให้แก่สังคม รวมถึงในการตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญ และการหาจุดยืนร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

เมื่อวันที่ 29 กันยายน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระครูปริยัติธรรมวงศ์ รศ.ดร. เจ้าอาวาสวัดหนองแวงพระอารามหลวง รวมทั้งสักการะพระบรมสารีริกธาตุและเยี่ยมชมหอพระธรรม การเดินทางไปร่วมพิธีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนเสรีภาพในการนับถือศาสนาและยังคงเคารพวัฒนธรรมประเพณีไทย

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมอิฟฎอรศาสนสัมพันธ์ขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบรรดาผู้นำชุมชนศาสนาต่าง ๆ ในความพยายามสร้างสันติภาพ เอกอัครราชทูตยังได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ ในการเคารพต่อพหุนิยมทางศาสนาและเรียกร้องให้บรรดาผู้นำทางศาสนาในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาสยังคงมุ่งสร้างสันติภาพอันยิ่งใหญ่ เสถียรภาพ และชุมชนในภูมิภาคนี้ บรรดาผู้นำท้องถิ่นกว่า 50 คนที่มาร่วมงานนี้ ได้แก่ สมาชิกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด พระครูและผู้นำในศาสนาพุทธ และนักการเมือง

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่สถานทูตยังเดินทางไปเยือนศาสนสถานที่มีความสำคัญในท้องถิ่น และพบปะกับ UNHCR องค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศ นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรศาสนาต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับพหุนิยมทางศาสนา การยอมรับความต่างทางศาสนา และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยจากการข่มเหงทางศาสนา

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มอบทุนสนับสนุนจำนวนหลายทุนให้แก่องค์กรนอกภาครัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้สำหรับโครงการที่เน้นความหลากหลายและการยอมรับความหลากหลายทางศาสนา การมีส่วนร่วมของเยาวชน การสร้างชุมชน และการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/ข้อมูลบิดเบือน เจ้าหน้าที่สถานทูตยังจัดให้มีการพูดคุยกันทางออนไลน์ระหว่างผู้นำทางความเชื่อ โดยเชิญนักวิชาการ ผู้นำศาสนา ผู้จัดการชุมชน และผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนมาร่วมการพูดคุยกันเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพทางศาสนา ตลอดจนพิจารณาถึงความร่วมมือในอนาคต

สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและศาสนสัมพันธ์ผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

โพสต์ รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2566 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/2023-human-rights-report-th/ Mon, 22 Apr 2024 09:03:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22890

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทย

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทย

รายงานสรุป

ในช่วงปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ รัฐบาลชุดใหม่เข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในเดือนกันยายน

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ, การแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการพิจารณาคดี, นักโทษการเมือง, การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมาย, การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมไปถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ ตลอดจนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา, การจำกัดเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตอย่างเคร่งครัด, การทุจริตอย่างร้ายแรงในภาครัฐ, การคุกคามองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ, การใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รวมถึงการใช้ความรุนแรงในครอบครัวหรือกับคู่ครองและความรุนแรงทางเพศ, อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงหรือขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงโดยมุ่งเป้าที่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล คนข้ามเพศ เควียร์ หรือผู้ที่มีภาวะเพศกำกวม และการจำกัดเสรีภาพในการสมาคมของผู้ใช้แรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทางการดำเนินขั้นตอนการสืบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่

ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีฝ่ายความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ทั้งนี้ทางการได้สืบสวนและดำเนินคดีการกระทำดังกล่าว

หมวดที่ 1. การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล

ก. การสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ผิดกฎหมายหรือมีเหตุจูงใจทางการเมือง

ในปีที่ผ่านมา ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมาย รวมไปถึงวิสามัญฆาตกรรม

มีรายงานการสังหารที่กระทำโดยทั้งรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ทางการตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกรณีวิสามัญฆาตกรรมชาวบ้านมุสลิม 3 คน บนภูเขาในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2562 ในเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐยิงชาวบ้านทั้งสามเสียชีวิตขณะกำลังลาดตระเวน เพราะเชื่อว่าชาวบ้านเหล่านั้นเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

ข. การหายสาบสูญ

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการหายสาบสูญโดยหรือในนามของเจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ศาลยกฟ้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 4 คน ในข้อหาลักพาตัวและฆาตกรรมนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง เมื่อปี 2557 โดยศาลให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะระบุว่า นายพอละจีเสียชีวิต เนื่องจากผลการตรวจดีเอ็นเอชิ้นส่วนกระดูกของวัตถุพยานที่พบนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกของนายพอละจี ก่อนหน้านี้ ศาลได้พิจารณาตัดสินว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากไม่บันทึกการจับกุมนายพอละจีและไม่นำส่งตัวให้แก่สถานีตำรวจในท้องที่ กรณีที่นายพอละจีครอบครองน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมาย นายชัยวัฒน์ถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี แต่ต่อมาศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวและอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์คดีได้

ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่น ๆ ตลอดจนการกระทำทารุณอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญระบุว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” อย่างไรก็ดี มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการดังกล่าว พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากการกระทำในระหว่างปฏิบัติตามหน้าที่ พระราชกำหนดฉุกเฉินได้รับการยกเว้นใน 11 อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยังคงบังคับใช้ใน 22 อำเภอในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565) ได้ให้แนวทางในการป้องกันและลงโทษผู้กระทำการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ต้องขัง และโดยส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกลงโทษ คำร้องเรียนแทบจะไม่นำไปสู่การลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีตัวอย่างให้เห็นจำนวนมากที่การสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้เวลานานหลายปีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุป

ตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรด้านกฎหมายรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานคดีหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ ใช้ความรุนแรง

ในเดือนพฤษภาคม องค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานจากผู้ก่อความไม่สงบรายหนึ่งที่อ้างว่า เจ้าหน้าที่ทางการได้ทุบตีและกักตัวเขาไว้ที่ห้องขังในสถานีตำรวจจังหวัดยะลาเพื่อสอบปากคำ ในเดือนกันยายน ผู้ต้องสงสัยดังกล่าวถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีในจังหวัดนราธิวาสในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีที่ใช้ความรุนแรง องค์กรนอกภาครัฐดังกล่าวจึงได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งรับข้อร้องเรียนและสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน

เรือนจำและสถานกักกันต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึง สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่กักกันผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และชาวต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง มีสภาพแย่และแออัดมาก

สภาพที่เลวร้ายจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกันสูงกว่าความสามารถรองรับได้ ณ เดือนพฤศจิกายน มีผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกันมากกว่า 275,000 คน แต่สถานที่มีการออกแบบให้รองรับจำนวนผู้ต้องขังได้สูงสุดประมาณ 220,000 คน

ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บริการทางการแพทย์มีไม่เพียงพอในเรือนจำหลายแห่ง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แจ้งว่า ลูกความคนหนึ่งของศูนย์ทนายความฯ ซึ่งถูกจำคุกในเดือนมิถุนายน มีปัญหาในการเข้าถึงยารักษาโรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์) ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ จนถึงเดือนสิงหาคมจึงได้ย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลหลังจากที่น้ำหนักตัวลดลงร้อยละ 10 เนื่องจากได้อดอาหารประท้วงเป็นเวลา 14 วัน

สภาพของศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบหลายข้อที่กำกับระบบราชทัณฑ์ตามปกติทั่วไป องค์กรนอกภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันบางแห่งร้องเรียนถึงสภาพที่แออัดและไม่ถูกหลักอนามัย โดยไม่มีพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย การรักษาพยาบาลที่เหมาะสม หรือไม่มีอาหารฮาลาลให้แก่ผู้ถูกคุมขังชาวมุสลิม

ตามกฎหมาย ทางการสามารถกักกันบุคคลต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้อยู่ในประเทศ รวมทั้งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง หรือผู้ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลาหลายปีได้ เว้นแต่พวกเขาจะได้รับการประกันตัวหรือจ่ายค่าปรับและค่าเดินทางกลับประเทศของตนเอง

การดำเนินการทางการอนุญาตให้นักโทษหรือผู้แทนสามารถยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ แต่ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อฝ่ายตุลาการได้โดยตรง แม้ว่าหน่วยงานของรัฐได้รายงานว่า ดำเนินการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบในการกักตัวผู้ถูกกล่าวหาก่อนการพิจารณาคดี แต่องค์กรนอกภาครัฐแย้งว่า ทางการไม่เคยดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทารุณในเรือนจำและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

การตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระรัฐบาลอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าเยี่ยมสังเกตการณ์เรือนจำได้ รวมถึงการเข้าเยี่ยมนักโทษโดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย และสามารถเข้าเยี่ยมได้อีกหลายครั้ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ไม่มีการตรวจสอบระบบทัณฑสถานจากหน่วยงานภายนอกหรือระหว่างประเทศ

ผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศได้รับอนุญาตอย่างจำกัดในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศเพื่อให้บริการและดำเนินการโยกย้ายถิ่นฐาน การเข้าถึงศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด

ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ

รัฐธรรมนูญห้ามมิให้จับกุมและกักกันบุคคลใดตามอำเภอใจ รวมถึงให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายเมื่อถูกจับกุมหรือกักกัน โดยทั่วไปรัฐบาลจะปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ แม้ว่าในทางปฏิบัติจะมีการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจในคดีความมั่นคงและการเมือง

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ยังมีผลบังคับใช้อยู่

บทบัญญัติในพระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ยากแก่การร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งการกักขัง พระราชกำหนดฉุกเฉินระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่าผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง นอกจากนี้ พระราชกำหนดฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระราชกำหนดนี้ให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัยในหลายกรณี

ขั้นตอนการจับกุมและการปฏิบัติต่อบุคคลขณะถูกคุมขัง

กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องได้รับหมายจากศาลก่อนเข้าทำการจับกุม และศาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติออกหมายจับตามที่ยื่นขอมาทั้งหมด ทางการสามารถกักตัวบุคคลได้นานสูงสุด 84 วันโดยได้รับอนุมัติจากศาล ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งว่าบุคคลที่ถูกจับกุมอาจถูกตั้งข้อหาอะไรบ้างในทันทีที่เข้าจับกุม และต้องอนุญาตให้บุคคลผู้นั้นสามารถแจ้งผู้ใดผู้หนึ่งถึงเรื่องที่ตนถูกจับกุม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังคดีอาญาทั้งในศาลพลเรือนและศาลทหารสามารถติดต่อทนายได้ แต่นักกฎหมายและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวอ้างว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนผู้ถูกคุมขังโดยไม่ให้โอกาสติดต่อทนายความ

กฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในการขอประกันตัว และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า ในคดีการเมืองและความมั่นคงของประเทศหลายคดี นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกปฏิเสธคำขอประกันตัว

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บุคคลข้ามเพศหลายคนมักจะถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว ถูกนำตัวไปคุมขังในสถานที่ที่ตรงกับเพศกำเนิดแต่ไม่ตรงกับเพศสภาพที่ระบุ ไม่ได้รับยาฮอร์โมน และถูกคุกคาม โดยที่เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันการคุกคามดังกล่าว องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ถูกคุมขังยังต้องอยู่ในเรือนจำขณะคลอดบุตร และสามารถเลือกที่จะเลี้ยงดูบุตรในสถานพยาบาลของเรือนจำในช่วงขวบปีแรกของทารก หรือให้ญาติพี่น้องมารับตัวทารกไปตั้งแต่วันที่คลอด

การจับกุมตามอำเภอใจพระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจทางการในการคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ และสามารถคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา

องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า ในเดือนมีนาคม ทางการได้กักตัวบุคคลอย่างน้อย 15 คนโดยอ้างว่า พวกเขามีส่วนร่วมในการจัดหาเงินทุนให้แก่ครอบครัวผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบที่ถูกสังหารในระหว่างเหตุการณ์การโจมตี ซึ่งมีการปะทะต่อสู้กันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ทางการตั้งข้อสงสัยกลุ่มบุคคลดังกล่าวว่า ได้จัดหาเงินทุนให้แก่ขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแต่อย่างใด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนบางส่วนมองว่า การคุมขังในลักษณะนี้เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

การคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดีผู้ต้องขังมักจะถูกคุมขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยเฉพาะในคดีการเมืองที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในระหว่างปีนี้ ศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง แม้ว่าผู้ต้องขังจะได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายทุกประการแล้ว ขณะที่บรรดานักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวก็มักจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัวที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงคำสั่งห้ามโพสต์ข้อความใด ๆ ทางออนไลน์

ทนายความแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหลายฉบับควบคู่กันในคดีความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยคดีก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกกักขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี

จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ และแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจะเคารพความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของฝ่ายตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญก็ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการแทรกแซงเพื่อป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ “ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ” กลุ่มสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กระบวนการตุลาการเพื่อลงโทษบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ขั้นตอนการพิจารณาคดี

รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่บุคคลในการได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม และโดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายตุลาการที่มีความเป็นอิสระเป็นฝ่ายบังคับการให้สิทธินี้ตามกฎหมาย ยกเว้นในบางคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทางการไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลยที่มีฐานะยากจนโดยใช้งบประมาณของรัฐเสมอไป แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดไว้เช่นนั้น และมีการกล่าวหาว่า ทางการไม่ได้ให้สิทธิอย่างเต็มที่แก่จำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีในศาล มีรายงานว่าจำเลยถูกห้ามไม่ให้พบกับทนายความของตน หรือไม่ให้มีสมาชิกครอบครัวหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายอื่น ๆ เข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดี และมีรายงานว่า บางครั้ง พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือศาลคัดค้านคำขอหลักฐานของจำเลย

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ศาลอาญายืนยันที่จะดำเนินการสืบพยานต่อในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ของนางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว นักกิจกรรม แม้ว่าเธอได้ยื่นคำขอเลื่อนนัดสืบพยานออกไปเนื่องจากทนายความของเธอไม่สามารถเข้าร่วมในครั้งนี้ได้ สื่อสังคมออนไลน์กล่าวถึงเหตุการณ์นี้อย่างกว้างขวาง และต่อมาศาลได้สั่งเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป

นักโทษและผู้ต้องขังทางการเมือง

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ประเมินว่า จนถึงเดือนกันยายน มีนักโทษทางการเมืองอย่างน้อย 29 คน โดยส่วนใหญ่เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางออนไลน์ และการมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาระหว่างปี 2563-2564 ทางการอนุญาตให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเข้าพบผู้ต้องขังทางการเมืองเหล่านี้ได้ และไม่มีรายงานว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองคนใดได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ต้องขังคนอื่น ๆ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า การพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง ในเดือนกันยายน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีผู้ที่ถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวน 257 ราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางออนไลน์และการเข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาล

ฉ. การกดปราบข้ามชาติ

ไม่มีข้อมูล

ช. การยึดและคืนทรัพย์สิน

ไม่มีข้อมูล

ซ. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านพัก หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมาย

รัฐธรรมนูญมิได้ห้ามการกระทำดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉุกเฉินที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาลอย่างเป็นปกติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กฎหมายอนุญาตให้ดำเนินการค้นหาและยึดคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องมีหมายจับในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่า ได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูล “ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” “เป็นเท็จ” หรือ “บิดเบือน”

รัฐบาลสอดส่องสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงจดหมายและโทรศัพท์ หน่วยงานรัฐบาลใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดส่องติดตาม รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดักจับการสื่อสารทางไกล เพื่อเฝ้าติดตามบรรดานักการเมือง องค์กรนอกภาครัฐ ตลอดจนองค์กรและบุคคลอื่น ๆ ที่พวกเขาเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง บทบัญญัติบางข้อไม่ให้ความคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลซึ่งตามจริงแล้วกำหนดไว้ในกฎหมาย และให้อำนาจอย่างมากแก่รัฐบาลในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยปราศจากการพิจารณาทบทวนโดยศาลหรือการควบคุมดูแลในรูปแบบอื่น ๆ

มีรายงานจำนวนมากระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุกคามพลเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมทั้งไปพบหรือสอดส่องที่บ้านหรือสถานที่ทำงานของบุคคลนั้น รายงานของโครงการฐานข้อมูล MOVE (Monitoring Center on Organized Violence Events) ระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน. ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองและสำนักการข่าวของกองทัพบก) ได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการใช้สปายแวร์เชิงพาณิชย์และเครื่องมือทางไซเบอร์อื่น ๆ ในการสอดส่องติดตามบุคคลและบิดเบือนเนื้อหาทางออนไลน์ โดยมองว่าเป็นวิธีการสกัดกั้นผู้โต้แย้งและช่วยสนับสนุนรัฐบาล

ฌ. การใช้อำนาจโดยมิชอบในการจัดการปัญหาความขัดแย้ง

เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การโจมตีโดยผู้ต้องสงสัยว่า ก่อความไม่สงบและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวไทยพุทธในพื้นที่

พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนบางส่วนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ตลอดจนมอบหมายอำนาจด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศบางประการแก่กองทัพ พระราชกำหนดฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ในปี 2547 ยังคงให้อำนาจอย่างมากแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การสังหารกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า กองกำลังของรัฐบาลกระทำการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลหลายคนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคมว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงดำเนินการตรวจค้น 51 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเสียชีวิต 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐยืนกรานว่า ผู้ต้องสงสัยในแต่ละคดีขัดขืนการจับกุม จึงจำเป็นต้องใช้กำลังรุนแรงจนถึงแก่ความตาย แต่ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโต้แย้งประเด็นข้ออ้างดังกล่าว

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม เกิดเหตุรุนแรง 351 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 89 ราย และได้รับบาดเจ็บ 157 ราย เป้าหมายหลักของการโจมตีโดยผู้ก่อความไม่สงบคือ กองกำลังความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครฝ่ายความมั่นคงที่ติดอาวุธ แต่พลเรือนก็ถูกโจมตีไปด้วย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบโจมตีด้วยการลอบวางระเบิดและซุ่มยิงใส่ขบวนรถของหน่วยปฏิบัติการทหารขณะเดินทางในอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส การโจมตีครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นายและได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ทั้งนี้กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่งเดินทางกลับมายังฐานปฏิบัติการหลังจากเข้าตรวจสอบเหตุการณ์วางระเบิดและซุ่มยิงในวันที่ 2 มีนาคม ณ ฐานปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ชาวไทยพุทธ 2 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจมตีขณะกำลังเดินทางในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ทางการเชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ผู้วิจารณ์อ้างว่า การโจมตีกลุ่มชาวไทยพุทธโดยผู้ก่อความไม่สงบครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐได้สังหารผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบที่เป็นชาวมุสลิม

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บ้านของครอบครัวชาวมุสลิมในอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐคนหนึ่ง สังกัดกองช่าง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่อีก 4 คนได้รับบาดเจ็บ องค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่งรายงานว่า ผู้ก่อความไม่สงบลักลอบวางระเบิดไว้ในบ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการของทหาร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่สั่งการจากระยะไกลเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาซ่อมแซมบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น

การทำร้ายร่างกาย การลงโทษ และการซ้อมทรมานในบางกรณี ทางการได้กักตัวสมาชิกในครอบครัวที่เป็นชาวบ้านทั่วไปของผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเพื่อซักถามและในบางกรณีก็เพื่อเก็บสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนบางส่วนมองว่า การกักตัวในลักษณะนี้เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐได้ยิงกลุ่มวัยรุ่นชาวมุสลิมที่มารวมตัวกันนอกร้านเฟอร์นิเจอร์ในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี (ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ) และต่อมาได้บุกเข้าไปในบ้านของครอบครัวชาวมุสลิมครอบครัวหนึ่งและยิงปืนเข้าไปในบ้าน ในเหตุการณ์นี้ ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตบเธอด้วยกระบอกปืน จากการสอบปากคำขั้นต้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมีปัญหาด้านสุขภาพจิต

หมวดที่ 2. การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

ก. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สอดส่องสื่อและอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปิดกั้นเว็บไซต์

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับหรือจำคุกต่ำสุด 3 ปี และสูงสุด 15 ปี ต่อความผิด 1 กระทง กฎหมายอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้หากพบเห็นผู้ใดกระทำการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกชายคนหนึ่งเป็นเวลา 3 ปีกรณีจำหน่ายปฏิทินที่ทางการอ้างว่าเข้าข่ายล้อเลียนและหมิ่นประมาทกษัตริย์

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาลงโทษจำคุกสองนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากการแสดงผลงานศิลปะในงานกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปี 2564 โดยเป็นงานศิลปะที่มีลักษณะคล้ายธงชาติไทยแต่ไม่มีสีน้ำเงินซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์ ต่อมาศาลได้สั่งให้รอการลงโทษจำคุกเอาไว้ และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 2 ปี

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกในลักษณะดังกล่าวยังเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน กองทัพภาคที่ 4 ยื่นร้องเรียนกับพนักงานสอบสวนเมืองปัตตานีให้สืบสวนสอบสวนกลุ่มบุคคล ได้แก่ นักศึกษา อาจารย์ นักการเมือง และสมาชิกภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเสวนา ซึ่งมีการทำประชามติจำลองเกี่ยวกับการกำหนดอนาคตตนเอง ข้อร้องเรียนดังกล่าวกล่าวหาว่า กลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ่งอาจถือว่าเป็นการก่อกบฏ สร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ โดยละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ทั้งนี้กลุ่มภาคประชาสังคมในพื้นที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกบางคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำคำถามของกิจกรรมประชามติจำลอง แต่ไม่ได้ตั้งข้อหาพวกเขา

ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย กลุ่มภาคประชาสังคม และสื่อรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาในมหาวิทยาลัยเป็นครั้งคราวเพื่อสอดส่องการบรรยายและเข้าร่วมกิจกรรมหรือการรณรงค์ทางการเมืองของนักศึกษา มีรายงานว่า ทางการจับกุมนิสิตนักศึกษาที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ นักวิชาการหลายคนรายงานถึงความกังวลว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะสอดส่องการสอนของตน จึงนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่มากยิ่งขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคุกคามทางดิจิทัลส่งผลเชิงลบต่อการทำงานของพวกเขาเนื่องจากการกระทำนี้มีผลต่อชีวิตส่วนตัวและสุขภาพจิตของผู้สื่อข่าว

ความรุนแรงและการคุกคามในเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในจังหวัดนครปฐม ข่มขู่ผู้สื่อข่าวจากอมรินทร์ทีวีที่โทรมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนกรณียิงสังหารพันตำรวจตรีในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิดที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงมาร่วมงาน หลังจากมีการเปิดคลิปเสียงการสนทนานี้ ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมจัดให้มีชุดปฏิบัติการพิเศษมาคอยคุ้มกันสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดยะลาออกหมายเรียกสองผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวท้องถิ่นวาร์ตานี หลังจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทั้งสองได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกองกำลังฝ่ายความมั่นคงกับบรรดาญาติของผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมในระหว่างเกิดเหตุปะทะกัน ญาติผู้เสียชีวิตต้องการขอรับร่างของผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ทางการต้องการเก็บรักษาไว้เพื่อการชันสูตรพลิกศพ ทางการตั้งข้อหาบุคคลเหล่านี้ว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่

การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่หรือการจำกัดเนื้อหาของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ รวมทั้งสื่อออนไลน์: รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดในการแพร่ภาพกระจายเสียงและให้ผู้ดำเนินการสื่อเอกชนเช่า ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลทางอ้อมกับสื่อได้ กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ถือว่าเป็นเท็จ หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ทางการสอดส่องข้อมูลที่สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอ รวมทั้งสื่อต่างชาติด้วย สื่อในประเทศมีแนวโน้มที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนเองก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

ในเดือนกรกฎาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งห้ามนำเข้าหนังสือ Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn ที่เขียนโดยปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ (มีกำหนดพิมพ์เผยแพร่ในต่างประเทศในเดือนตุลาคม) เนื่องจากเนื้อหาเป็นการหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ บุคคลใดก็ตามที่นำเข้าหนังสือดังกล่าวมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกหรือโทษปรับ

ผู้สร้างภาพยนตร์มีความกังวลว่า จะถูกตอบโต้เมื่อสร้างภาพยนตร์และรายการบันเทิง จึงนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่มากยิ่งขึ้น

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการ “ห้ามการตีพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก หรือมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อมูล” และยังให้อำนาจในการตรวจกรองข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาทนอกเหนือจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับและจำคุก บุคคลในแวดวงทหารและนักธุรกิจได้ฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และนักการเมือง ฐานหมิ่นประมาททางอาญาและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

ในเดือนมกราคม นายมงคล ถิระโคตร ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 42 ปี (ลดโทษเหลือ 28 ปี) หลังจากถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2 คดี จากกรณีโพสต์ข้อความทางออนไลน์อันเป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัติย์

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ศาลอาญายกฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษชน 3 คน คือ อังคณา นีละไพจิตร, พุทธณี กางกั้น และธนภรณ์ สาลีผล ในคดีที่ยืดเยื้อมานาน 4 ปี ซึ่งทั้งสามถูกฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาจากการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ นายชาญชัย เปี่ยมผล นักธุรกิจอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้ยื่นฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามกรณีโพสต์แสดงความคิดเห็นทางออนไลน์โดยกล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ของเขา สื่อรายงานว่า นายชาญชัยได้ฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในคดีหมิ่นประมาททั้งสิ้น 37 คดี และศาลตัดสินยกฟ้องแล้ว 36 คดี

ความมั่นคงของชาติคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายฉบับที่ออกในช่วงปี 2557-2562 ยังคงให้อำนาจรัฐในการจำกัดการเผยแพร่เนื้อหาที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

รัฐบาลจำกัดเนื้อหาทางออนไลน์อย่างเคร่งครัดและลงโทษผู้ที่วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังเฝ้าสังเกตการณ์สื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคลโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อตรวจหาเนื้อหาที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและเป็น “ข่าวปลอม” นอกจากนี้ รัฐบาลยังปิดกั้นเว็บไซต์ด้วย

กฎหมายอนุญาตให้ทางการลงโทษจำคุกและปรับเงินจากผู้กระทำผิดฐานโพสต์ข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามความมั่นคงของรัฐ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน หรือทำให้บุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอิงจากคำนิยามที่คลุมเครือ หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดเห็นชอบหรือจงใจสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความผิดกฎหมายก็จะถูกลงโทษด้วย ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้ทางการต้องขอคำสั่งศาลในการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับนี้เสมอไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ รวบรวมและเก็บข้อมูลผู้ใช้เป็นเวลา 90 วันเผื่อในกรณีที่รัฐบาลต้องการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น โดยรวมถึงข้อมูลระบุตัวตนผู้ใช้ กิจกรรมของผู้ใช้ บันทึกเกี่ยวกับความพยายามในการเข้าถึงระบบ ไฟล์ที่เข้าถึง และบันทึกข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสันติทางอินเทอร์เน็ต แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านเนื้อหาหลายประการ ภาคประชาสังคมรายงานว่า รัฐบาลใช้การดำเนินคดีหรือการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ ทางการมุ่งดำเนินคดีกับบุคคลที่แสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ในหลายหัวข้อ รวมถึงการวิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาล การรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาวของรัฐบาล ข้อความที่ทางการถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการเตือนเกี่ยวกับการสอดแนมของรัฐบาล

ข. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม

รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคมในบางครั้ง

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อจำกัดที่บังคับใช้เพื่อ “คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” รัฐบาลมิได้เคารพสิทธินี้อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศาลอาญาสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้เงินแก่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล 2 คนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการกระทำของตำรวจในปี 2564 โดยในเหตุการณ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงกระสุนแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ และทำให้ “ลูกนัท” หรือนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาศาลพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกนัทเป็นจำนวนเงิน 3.05 ล้านบาท (87,300 เหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ นายฐนกร ผ่านพินิจ ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเช่นกันในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงย่านดินแดง ก็ได้รับการชดใช้เป็นจำนวนเงิน 4.2 ล้านบาท (120,000 เหรียญสหรัฐ)

เสรีภาพในการสมาคม

รัฐธรรมนูญให้บุคคลมีสิทธิในการสมาคมโดยมีข้อจำกัดของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อ “คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

กฎหมายห้ามมิให้จดทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อเดียวกันหรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามกฎหมาย (ดูหมวดที่ 3)

ค. เสรีภาพในการนับถือศาสนา

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนานานาชาติ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https:/www.state.gov/religiousfreedomreport/

ง. เสรีภาพในการเดินทางและสิทธิที่จะออกจากประเทศ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพประชาชนในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การโยกย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ และการเดินทางกลับประเทศ รัฐบาลมีข้อยกเว้นบางกรณีเพื่อ “ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย[หรือ]สวัสดิภาพของประชาชน และการผังเมือง […] หรือเพื่อสวัสดิภาพของเยาวชน”

การเดินทางภายในประเทศรัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการเดินทางภายในประเทศของผู้ที่ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ตลอดจนชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ถือบัตรประจำตัวที่รัฐบาลออกให้ ทางการห้ามผู้ถือบัตรเหล่านี้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่อาศัยอยู่โดยไม่มีใบอนุญาตเดินทางจากนายอำเภอ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับหรือต้องโทษจำคุก 45-60 วัน ส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ตำรวจตามจุดตรวจในประเทศมักเรียกเก็บสินบนเพื่อแลกกับการอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง

การเดินทางไปต่างประเทศทางการกำหนดว่า บุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงชาวไทใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาวเขาจำนวนหลายพันคน ต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทยหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

จ. การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติ และบุคคลในความห่วงใย (Person of Concern) อื่น ๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดหลายประการก็ตาม

ประเทศไทยให้ที่พำนักแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงกว่า 95,000 ราย และโดยทั่วไปแล้ว ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเพื่อไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศ ทางการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามได้ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบบุคคลบางคนที่เพิ่งจะพลัดถิ่นเนื่องจากการต่อสู้หรือความรุนแรงอื่น ๆ ในพม่า ด้วยเหตุนี้ UNHCR จึงไม่อาจทราบได้ว่ากลุ่มคนที่เดินทางกลับประเทศเหล่านี้เต็มใจหรือไม่

การเข้าถึงค่ายพักพิงกฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย และรัฐบาลไม่มีระบบให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย

ในระหว่างปี รัฐบาลได้นำระบบคัดกรองระดับประเทศที่เป็นระบบใหม่มาใช้กับบุคคลที่แสวงหาความคุ้มครอง ระบบนี้เปิดรับเฉพาะบุคคลภายใต้เงื่อนไขบางอย่างเท่านั้นและไม่ได้มอบสิทธิใหม่ใด ๆ ภายใต้กฎหมาย ขณะที่ UNHCR ยังคงดำเนินการคัดกรองผู้แสวงหาที่พักพิง อย่างไรก็ตาม จนถึงเดือนตุลาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการในรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้

UNHCR ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับผู้แสวงหาที่พักพิงในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ในระดับที่แตกต่างกัน จากจำนวนผู้แสวงหาที่พักพิงในศูนย์กักกันฯ หลายร้อยคนโดยประมาณ ทั้งนี้เพื่อสัมภาษณ์พิจารณาสถานภาพ และสอดส่องดูแลผู้แสวงหาที่พักพิงที่เพิ่งมาถึง ทางการอนุญาตให้ประเทศที่รับผู้แสวงหาที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่ศูนย์กักกันฯ และองค์กรด้านมนุษยธรรมจัดบริการด้านสาธารณสุข อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ มีรายงานว่า การเข้าถึงผู้แสวงหาที่พักพิงบางกลุ่มแตกต่างกันไปตามความพอใจของหัวหน้าศูนย์กักกันฯ แต่ละแห่ง ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลกลางในการห้ามไม่ให้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเปราะบางทางการเมืองบางกลุ่ม

รัฐบาลอนุญาตเป็นครั้งคราวให้ UNHCR สอดส่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 91,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่า

รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้ลี้ภัยย้ายจากค่ายลี้ภัย รวมทั้งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงอื่น ๆ ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม หรือได้รับการอุปถัมภ์จากภาคเอกชนไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศ ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลร่วมมือกับ UNHCR เริ่มโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เป็นโครงการใหม่ในระดับใหญ่สำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ขึ้นทะเบียนกับค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่ง

การส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตรายบุคคลจากพม่าที่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้ตามกฎหมายจะถูกกักตัว และในบางกรณีจะถูกนำตัวไปส่งที่ชายแดนพม่า บางครั้งทางการให้สิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ชาวพม่าบางกลุ่ม โดยผ่อนผันให้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ในเดือนเมษายน ทางการได้เนรเทศชายชาวพม่า 3 คนกลับประเทศ โดยส่งตัวให้แก่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนซึ่งอยู่ภายใต้บังคับการของกองทัพพม่า ชายทั้งสาม ซึ่งเชื่อว่าเป็นทหารในสังกัดของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารที่ติดอาวุธ ถูกกักตัวไว้โดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ณ จุดตรวจบ้านห้วยหินฝน มีรายงานในลักษณะเดียวกันนี้เกี่ยวกับการส่งผู้ลี้ภัยชาวพม่ากลับประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนจังหวัดเชียงราย และมีการกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชนซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร

การกระทำมิชอบต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองใช้หลักเกณฑ์ที่ไม่แน่นอนในการอนุญาตให้มีการประกันตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่ถูกกักตัวไว้ องค์กรนอกภาครัฐ ผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงรายงานว่า มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรียกร้องสินบนเมื่อมีการขอให้ประกันตัว ในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน มีรายงานว่าชาวอุยกูร์ 2 คนที่ถูกกักในสถานกักตัวคนต่างด้าวได้เสียชีวิตลง

เสรีภาพในการเดินทางผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่าง ๆ บริเวณชายแดนพม่าไม่มีเสรีภาพในการเดินทางออกนอกค่าย หากผู้ลี้ภัยถูกจับนอกเขตค่ายผู้ลี้ภัยของรัฐ ผู้ลี้ภัยอาจถูกคุกคาม ปรับ กักกันตัว ถอนทะเบียน และเนรเทศกลับประเทศ บางครั้งเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายเดินทางออกนอกค่ายได้โดยจำกัดในกรณี เช่น ไปรับการดูแลด้านการแพทย์ เดินทางไปยังค่ายอื่น ๆ หรือไปรับการศึกษาและการอบรม

กฎหมายอนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตพักพิงชั่วคราวแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติบางราย รวมถึงผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ขณะที่กำลังมีการสืบสวนคดีการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในสถานที่พักพิงแบบปิดที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการ และมีเสรีภาพในการเดินทางจำกัด

การจ้างงานกฎหมายห้ามมิให้ผู้ลี้ภัยบางคนที่ได้รับการรับรองจาก UNHCR ทำงานในประเทศ

การเข้าถึงบริการพื้นฐานประชาคมนานาชาติให้การบริการขั้นพื้นฐาน รวมถึงสาธารณสุขและการศึกษา แก่ผู้ลี้ภัยที่อาศัยภายในค่ายพักพิง 9 แห่งตามแนวชายแดนพม่า โดยทั่วไปแล้ว เด็กผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในค่ายไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาของรัฐได้อย่างเต็มที่

การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนสำหรับผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองยังมีน้อย ไม่ว่าจะในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือที่อื่น ๆ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เด็กผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการศึกษาแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน และบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริหารของโรงเรียนนั้น ๆ

การคุ้มครองชั่วคราวโดยปกติแล้ว ทางการไม่เนรเทศบุคคลในความห่วงใยที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง รัฐบาลยังคงคุ้มครองผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่ถูกทางการกักกันไว้ ไม่ให้ถูกเนรเทศกลับ รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายคัดกรองเบื้องต้นในการหาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่ถูกจับกุมขณะเดินทางผ่านประเทศไทย แต่การดำเนินการตามนโยบายนี้เป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ จนถึงเดือนตุลาคม ทางการระบุว่ามีชาวโรฮีนจา 1 คนที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยทั่วไปทางการมักให้แม่และเด็กชาวโรฮีนจาเข้าพักในสถานที่พักพิงภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แทนการกักกันที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง UNHCR สามารถเข้าถึงสถานที่พักพิงเหล่านี้ได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดกรองอย่างเป็นทางการสำหรับผู้อพยพที่เข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์ในฐานะผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ฉ. สถานะและการปฏิบัติต่อผู้พลัดถิ่นในประเทศ

ไม่มีข้อมูล

ช. บุคคลไร้สัญชาติ

แม้ว่าบุคคลไร้สัญชาติจะมีช่องทางในการขอสัญชาติไทยและดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการไม่มีสัญชาติ แต่ทางการก็มีส่วนทำให้บุคคลตกอยู่ในสถานะไร้สัญชาติ ซึ่งรวมถึงความยุ่งยากในการเข้าถึงช่องทางตามกฎหมายและหลักเกณฑ์การขอสูติบัตร

รัฐบาลยังคงดำเนินการระบุตัวบุคคลไร้สัญชาติและออกเอกสารประจำตัวให้แก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เช่น บริการด้านสาธารณสุข การจ้างงาน และเสรีภาพในการเดินทางในระดับหนึ่ง กฎหมายอนุญาตให้มีช่องทางในการขอสัญชาติไทยได้สำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รวมถึงบุคคลไร้สัญชาติบางส่วน จนถึงเดือนมิถุนายน รัฐบาลขึ้นทะเบียนบุคคลไร้สัญชาติจำนวน 573,898 คน ประมาณร้อยละ 81 ในจำนวนนี้อาศัยอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ใกล้เขตชายแดน

ทางการไม่ให้ชาวโรฮีนจาและชาวมุสลิมจากพม่า ตลอดจนบุคคลที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ในแม่สอดใกล้ชายแดนพม่าเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน เข้ากระบวนการรับรองบุคคลไร้สัญชาติ บุคคลไร้สัญชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือมีเอกสารประจำตัว จึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกกระทำมิชอบในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการขู่ว่าจะเนรเทศออกนอกประเทศ

การเกิดในประเทศไทยไม่ทำให้ได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ กฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยโดยกำเนิดแก่เด็กที่มีบิดาหรือมารดาอย่างน้อยหนึ่งคนถือสัญชาติไทย นอกจากนี้ บุคคลอาจขอสัญชาติได้ตามหลักเกณฑ์พิเศษซึ่งรัฐบาลกำหนดขึ้น

ตามกฎหมาย ชาวเขาผู้ไร้สัญชาติไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหรือเป็นเจ้าของที่ดิน เช่นเดียวกับชาวต่างชาติ รวมทั้งถูกจำกัดการเดินทางให้อยู่แต่ในเพียงจังหวัดของตน กฎหมายอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติที่ได้รับการรับรองสามารถประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้ตามกฎหมาย ยกเว้นบางอาชีพที่สงวนไว้เฉพาะบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (เช่น แพทย์ วิศวกร และทนายความ) บุคคลไร้สัญชาติประสบความยากลำบากในการขอกู้เงินและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น บริการด้านสาธารณสุข แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้เด็กผู้อพยพและไร้สัญชาติที่ไม่มีเอกสาร สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐร่วมกับเด็กที่มีสัญชาติไทยได้ แต่การเข้าถึงการศึกษาขาดความเท่าเทียม มีรายงานว่า ผู้บริหารโรงเรียนได้ระบุสถานภาพ “บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” ลงในประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายของเด็กเหล่านี้ ซึ่งเป็นการจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจของพวกเขาเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติสมัครเข้าเรียนได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ทางการศึกษาของรัฐได้

องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ผู้ใหญ่บ้านและข้าราชการอำเภอเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติเป็นประจำเพื่อดำเนินการตามคำขอขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการ หรือเพื่อขอสถานะผู้พำนักอาศัยถาวรหรือขอสัญชาติ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติที่จุดตรวจในประเทศเพื่อแลกกับการอนุญาตให้พวกเขาเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งอีกด้วย

หมวดที่ 3. เสรีภาพในการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองสามารถเลือกผู้สมัครที่ตนต้องการในการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น และเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเป็นคราว ๆ อย่างเสรีและยุติธรรม โดยการลงคะแนนเป็นการลับ และมีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นสากลและเท่าเทียม

การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การใช้อำนาจในทางมิชอบและความผิดปกติในการเลือกตั้งเมื่อไม่นานมานี้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งได้รับการรายงานอย่างกว้างขวางว่าเป็นไปอย่างยุติธรรมและปราศจากการใช้อำนาจในทางมิชอบและความผิดปกติ เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections) และองค์กรภาคประชาสังคมอื่น ๆ ได้รายงานกรณีการซื้อเสียง

พรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองผู้วิจารณ์ร้องเรียนว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร คู่แข่งทางการเมือง และพลเมืองทั่วไปใช้วิธีการฟ้องร้องคดีเพื่อข่มขู่และขัดขวางพรรคการเมืองฝ่ายค้านและเจ้าหน้าที่ที่มีแนวคิดเสรี พรรคการเมืองแนวคิดอนุรักษ์นิยม ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารที่กำลังจะหมดวาระ ได้ดำเนินการทางกฎหมายหลายคดีกับพรรคก้าวไกลภายใต้การนำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคในเวลานั้น ในเดือนกันยายน นายพิธาถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการชั่วคราว (และเขาได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค) หลังจากถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามมิให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน จากการที่ครอบครองหุ้นบริษัทสื่อที่เลิกกิจการไปแล้ว

เมื่อวันที่ 20 กันยายน ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปของนางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากนางสาวพรรณิการ์ได้เคยโพสต์ข้อความ ซึ่งเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ลงในสื่อสังคมออนไลน์ในปี 2553 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องของอดีตผู้ช่วยข้าราชการระดับสูงที่ได้ยื่นคำร้องให้มีการยุบพรรคก้าวไกล โดยอ้างว่าทางพรรคสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนคดีความทางกฎหมายอื่น ๆ ที่มีต่อพรรคก้าวไกลยังอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการพิจารณาคดีตามกฎหมาย

องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม สมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลายคนถูกทำให้เสื่อมเสียความน่าเชื่อถือผ่านการรณรงค์โดยการให้ข้อมูลเท็จที่สนับสนุนโดยรัฐ ในขณะที่นักกิจกรรมที่ส่งเสริมประชาธิปไตยต้องเผชิญกับการถูกจับกุม การติดตามสอดส่อง และการคุกคามที่อยู่เหนือกฎหมายอันเนื่องมาจากการตอบโต้เนื้อหาทางออนไลน์ของพวกเขา นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐยังกล่าวหาว่า ทางการได้ปิดกั้นเว็บไซต์ต่าง ๆ และลบเนื้อหาบางอย่างออกไปโดยอ้างว่าเนื้อหานั้นละเมิดข้อกำหนดของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีความเข้มงวดมาก ไม่มีการติดตามผลกรณีนี้ภายหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม

การมีส่วนร่วมของสตรีและชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มเปราะบางไม่มีกฎหมายที่ห้ามมิให้ผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ดี ผู้หญิงมีส่วนร่วมได้อย่างจำกัดเนื่องจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่จำกัดกิจกรรมของผู้หญิงในสถานที่สาธารณะในบางพื้นที่ของประเทศ มีขั้นตอนปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนนี้ยังไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และทำให้ผู้พิการบางส่วนไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีผู้หญิงที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แม้จะมีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิงจำนวน 8 คนก็ตาม ผู้สมัคร สส.หญิงตั้งข้อสังเกตว่า ผู้หญิงในแวดวงการเมืองไม่ได้รับการยอมรับในเขตเลือกตั้งส่วนใหญ่ของชาวมุสลิม รวมถึงการถูกห้ามปรามจากสมาชิกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะได้รับที่นั่งในสภา หรือก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางการเมืองในระดับท้องถิ่น

หมวดที่ 4. การทุจริตในรัฐบาล

กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการทุจริตในวงราชการ ทว่าโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผล ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานเกี่ยวกับการทุจริตในคณะรัฐบาลหลายกรณี

การทุจริตในเดือนกันยายน กำนันนก กำนันตำบลตาก้อง จังหวัดนครปฐม ถูกจับกุมหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างงานเลี้ยงอาหารเย็นที่บ้านของเขา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นและสอบสวนคดีการสังหารดังกล่าวและตั้งข้อหาว่า กำนันนกและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกระทำอันเป็นการทุจริตหลายกรณี ซึ่งรวมถึงการฮั้วประมูลโครงการรัฐ การฟอกเงิน และการบีบบังคับให้คนขับรถบรรทุกจ่ายสินบน

ในปีที่ผ่านมา มีข้าราชการระดับอาวุโสได้เข้ามาร่วมสอบสวนคดีการทุจริต ซึ่งทำให้มีการเปิดเผยถึงการกระทำอันเป็นการทุจริตเพิ่มเติมทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีการออกหมายจับนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในข้อหาออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยมิชอบให้แก่บริษัทบาลี ฮาย จำกัด เพื่อก่อสร้างอาคารโครงการวอเตอร์ฟรอนท์และคอมเพล็กซ์ ที่พักในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2551 คดีนี้กำลังจะหมดอายุในอีก 3 วันหลังจากมีการออกหมายจับ โดยเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอายุความไว้ 15 ปี อย่างไรก็ตาม นายอิทธิพลไม่ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ในทำนองเดียวกัน ในปี 2565 ทางการได้ตั้งข้อกล่าวหานายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา ในข้อหาฟอกเงินและมีส่วนร่วมในอาชญากรรมข้ามชาติ แต่หมายจับของเขาถูกเพิกถอนในวันเดียวกันกับที่ได้รับอนุมัติ ในเดือนกันยายน คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ตั้งกรรมการสอบวินัยผู้พิพากษาศาลอาญาเกี่ยวกับการแทรกแซงการจับกุม สว. อุปกิต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การทุจริตและการรับสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่เป็นวงกว้างในวงการตำรวจ ในเดือนมิถุนายน ตำรวจทางหลวงกว่า 40 นาย ถูกสั่งย้ายเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื้อฉาวในการเรียกรับสินบนรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยคนขับรถบรรทุกเหล่านี้ต้องซื้อสติกเกอร์พิเศษมาติดไว้หน้ารถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทราบว่ารถคันนี้ได้จ่ายสินบนแล้ว คนขับรถเหล่านี้สามารถขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินตามทางหลวงโดยไม่ต้องถูกสั่งให้หยุดและชั่งน้ำหนักรถแต่อย่างใด จึงช่วยให้พวกเขาเดินทางได้เร็วขึ้น ในบรรดาตำรวจที่ถูกสั่งย้าย มี 12 นายที่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานเรียกรับสินบน รายงานยังระบุว่า การเรียกรับสินบนในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาอย่างน้อย 20 ปีแล้ว

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทยได้จาก Investment Climate Statement (รายงานสภาวะการลงทุน) ในส่วนประเทศไทย ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ International Narcotics Control Strategy Report (รายงานกลยุทธ์การควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงิน

หมวดที่ 5. ท่าทีของรัฐบาลต่อการสืบสวนโดยองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยทั่วไปแล้ว องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภท ดำเนินกิจกรรมในไทยโดยไม่มีข้อจำกัดจากรัฐบาล เพื่อติดตามหรือตรวจสอบสภาวะหรือกรณีด้านสิทธิมนุษยชน และพิมพ์เผยแพร่สิ่งที่พบ ข้าราชการให้ความร่วมมือและตอบสนองต่อมุมมองต่าง ๆ ของกลุ่มเหล่านี้ในระดับหนึ่ง องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เช่น การปฏิรูปการเมืองหรือการคัดค้านโครงการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน เผชิญกับการคุกคามเป็นระยะ ๆ และการที่หน่วยงานรัฐปฏิเสธไม่ออกวีซ่าให้แก่เจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้

การตอบโต้ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนผลการสอบสวนเมื่อปี 2565 เปิดเผยว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยหลายคนตกเป็นเป้าของการใช้สปายแวร์เชิงพาณิชย์ “เพกาซัส” (Pegasus) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมากกว่า 40 คนรายงานว่า ได้รับการแจ้งเตือนจากเฟซบุ๊กในช่วงต้นปี 2565 ให้เปลี่ยนรหัสผ่าน เนื่องจากมีกิจกรรมที่น่าสงสัยในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้น โดยมีที่มาจากบัญชีที่สนับสนุนโดยรัฐและพุ่งเป้ามาที่บัญชีผู้ใช้ของพวกเขา ข้อมูลขององค์กรนอกภาครัฐระบุว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายคนรายงานว่า การคุกคามทางดิจิทัลส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินการของกลุ่ม เนื่องจากทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำงานของกลุ่ม

เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนที่ทำงานเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกคุกคามและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐ โครงการ MOVE ระบุว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดเหล่านี้ถูกทางการสอดส่องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสมมติฐานว่าพวกเขาเกี่ยวพันกับผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ องค์กรนอกภาครัฐ 2 แห่งระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดนราธิวาสได้ออกหมายเรียกนักกิจกรรมคนหนึ่งจาก The Patani องค์กรนอกภาครัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เขาเดินทางไปกับครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขุดร่างของสมาชิกในครอบครัวขึ้นมาพิสูจน์ดีเอ็นเอยืนยันตัวตนว่า บุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ นักกิจกรรมคนดังกล่าวถูกเรียกตัวมาซักถามและตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น

นักกิจกรรมภาคประชาสังคมกล่าวหาว่า ฝ่ายความมั่นคงติดตามสอดส่องกิจกรรมของพวกเขา และในบางกรณีบานปลายไปถึงขั้นข่มขู่ พวกเขาระบุว่า ฝ่ายความมั่นคงมุ่งเน้นไปที่นักกิจกรรมที่สนับสนุนหรือถูกมองว่าสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และเรียกร้องให้ยกเลิกหรือปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โครงการ MOVE ระบุว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงหรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) เช่น เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล บุคคลข้ามเพศ เควียร์ หรือผู้ที่มีภาวะเพศกำกวม ล้วนตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การทำลายบุคลิกภาพ การตัดต่อภาพ การวิจารณ์รูปลักษณ์ของพวกเขา การเฝ้าติดตามทางอินเทอร์เน็ต และการคุกคามทางดิจิทัล

องค์กรสิทธิมนุษยชนภาครัฐคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นคณะกรรมการอิสระที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและจัดทำรายงานประจำปี กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงกดดันเพื่อให้ กสม. มีอิสระมากขึ้น และมีสิทธิยื่นฟ้องร้องผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ในนามของคณะกรรมการเองหรือในนามของผู้ร้องเรียน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานอิสระและมีอำนาจพิจารณาและสอบสวนคำร้องเรียนจากประชาชน หลังจากดำเนินการสอบสวน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินอาจส่งเรื่องต่อไปยังศาลเพื่อพิจารณาต่อไป หรือให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการต่อไป สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการตามคำแนะนำ

หมวดที่ 6. การเลือกปฏิบัติและการกระทำมิชอบในสังคม

สตรี

การข่มขืนและความรุนแรงในครอบครัวการข่มขืนกระทำชำเราสตรีและบุรุษเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป กฎหมายให้คำจำกัดความการข่มขืนกระทำชำเราไว้อย่างแคบ ๆ ว่าเป็นการใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้ำผู้อื่นทางกาย ส่งผลให้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดในรูปแบบอื่นไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ทั้งนี้กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ที่ข่มขืนคู่สมรสของตน และมีการดำเนินคดีประเภทนี้ กฎหมายกำหนดบทลงโทษหลายระดับต่อการข่มขืนหรือใช้กำลังทำร้ายทางเพศ ตั้งแต่โทษจำคุก 4 ปีจนถึงประหารชีวิต รวมถึงโทษปรับ

องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า การข่มขืนเป็นปัญหาร้ายแรง และผู้เสียหายเข้าแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราและการประทุษร้ายในครอบครัวน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขาดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีอย่างมีประสิทธิผล ผู้เสียหายมักมองว่า ตำรวจไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินงานด้านผู้อพยพระบุว่า ผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่เป็นผู้อพยพและไม่มีเอกสารประจำตัวมักจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และผู้เสียหายมักไม่แจ้งตำรวจเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมดังกล่าวเนื่องจากกลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศหรือถูกกระทำการตอบโต้ในลักษณะอื่น องค์กรดังกล่าวได้หยิบยกกรณีที่เด็กหญิงอายุ 5 ปีจากพม่าถูกผู้อพยพด้วยกันข่มขืนในอำเภอแม่สอดเมื่อเดือนกรกฎาคม ทั้งเด็กหญิง ครอบครัวของเธอ และผู้กระทำความผิดต่างอยู่อาศัยในไทยอย่างผิดกฎหมาย ดังนั้นครอบครัวจึงไม่มีช่องทางที่จะเรียกร้องความยุติธรรม และผู้กระทำผิดก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนต่อไป นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐยังตั้งข้อสังเกตถึงคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมือง ซึ่งตำรวจใช้อำนาจหน้าที่ของตนหาประโยชน์จากผู้อพยพหญิงที่ไม่มีเอกสารประจำตัว

องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งรายงานว่า การใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศต่อผู้พิการมีอัตราสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิการที่เป็นผู้หญิง องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า ผู้หญิงที่พิการมักตกเป็นผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเธอมักไม่สามารถหลบหนีไปจากผู้ที่ข่มเหงและต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเพราะเกรงว่าหากเธอเล่าให้ใครฟัง เธออาจไม่มีอาหารประทังชีวิตและไม่ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในเดือนสิงหาคม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนในความผิดฐานกระทำอนาจาร เขาได้ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคในเดือนเมษายน 2565 หลังจากถูกผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ หลังรายงานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดดังกล่าวได้เปิดเผยต่อสาธารณชน มีหญิงอีกหลายคนออกมาร้องเรียนนายปริญญ์ โดยในปี 2565 มีการยื่นร้องเรียนนายปริญญ์กรณีกระทำอนาจารทางเพศรวมทั้งสิ้น 16 คดี

การใช้ความรุนแรงในครอบครัวต่อสตรีเป็นปัญหาสำคัญ กระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง (One Stop Crisis Center: OSCC) ซึ่งให้ข้อมูลและบริการแก่ผู้เสียหายทั่วประเทศที่ถูกกระทำการรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ข้อมูลจากองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า ศูนย์ฯ บางแห่งไม่ได้เปิดดำเนินงานจริง และพนักงานประจำบริการสายด่วนกรณีฉุกเฉินมักไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสมเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายจากกรณีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

กฎหมายกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการแจ้งความเหตุรุนแรงในครอบครัวและการรอมชอมระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิด องค์กรนอกภาครัฐแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายว่า การเน้นการส่งเสริมครอบครัวมั่นคงจะสร้างแรงกดดันต่อผู้เสียหายให้ยอมรอมชอมโดยไม่มีการแก้ปัญหาสวัสดิภาพและเป็นเหตุให้อัตราการพิพากษาลงโทษต่ำ องค์กรนอกภาครัฐอีกแห่งหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เสียหายจากกรณีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศต้องใช้เวลารอนานหลังจากแจ้งตำรวจและตลอดกระบวนการทางกฎหมาย

ทางการดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัวบางคดีตามบทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษที่หนักขึ้น รัฐบาลบริหารจัดการสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวจังหวัดละ 1 แห่ง อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า สตรีจะสามารถเข้าถึงสถานพักพิงของรัฐได้ก็ต่อเมื่อได้รับการระบุว่าเป็นผู้เสียหายหรืออยู่ในขั้นตอนการระบุผู้เสียหายตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า สตรีที่ตัดสินใจจะไม่ดำเนินคดีเนื่องจากเผชิญแรงกดดันทางสังคมหรือรู้สึกอับอาย จะไม่สามารถใช้บริการของสถานพักพิงเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้หญิงในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้หญิงที่พิการต้องเผชิญอุปสรรคมากขึ้นในการเข้าถึงสถานพักพิงของรัฐ องค์กรนอกภาครัฐยังรายงานว่า ผู้ที่มีอาชีพขายบริการทางเพศมักตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐที่กล่าวหาว่า พวกเขาใช้ยาเสพติดและจับกุมพวกเขา แทนที่จะรับแจ้งความกรณีที่พวกเขาได้รับความเสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

การขริบอวัยวะเพศสตรีไม่มีกฎหมายเฉพาะเจาะจงที่ห้ามมิให้ขริบอวัยวะเพศสตรี องค์กรนอกภาครัฐและสื่อต่างประเทศรายงานว่า มีการขริบอวัยวะเพศสตรีประเภทที่ 4 ในภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลทางสถิติเผยแพร่ ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลพยายามป้องกันหรือแก้ไขการปฏิบัติดังกล่าว

การใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศหรือการคุกคามในรูปแบบอื่นการคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่ยังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า คำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่าการคุกคามทางเพศมีความคลุมเครือ และการดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่มีประสิทธิผล

องค์กรนอกภาครัฐยกตัวอย่างในหลายกรณีเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศต่อผู้หญิง เด็กหญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของบุคคลเหล่านี้ ทางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อผู้เสียหายแจ้งความการถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางออนไลน์ต่อทางการ พวกเขามักได้รับคำตอบว่ากรณีนี้ไม่ใช่การข่มขืน ดังนั้น จึงไม่ได้รับการให้ความสนใจอย่างจริงจัง หรือบางครั้งตำรวจที่รับแจ้งความกลับใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจผู้ตกเป็นผู้เสียหาย ผู้ได้รับความเสียหายรายงานว่า ความรับผิดชอบในการหาหลักฐานกลับกลายเป็นภาระหน้าที่ของผู้เสียหาย มีกรณีหนึ่งที่ผู้กระทำความผิดข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องคดีต่อผู้เสียหายและครอบครัว เพื่อกดดันไม่ให้มีการสอบสวนในเรื่องนี้ต่อ

การเลือกปฏิบัติรัฐธรรมนูญระบุว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุในเรื่องเพศ…จะกระทำมิได้” องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การเลือกปฏิบัติมักเกิดขึ้นกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่

ในจำนวนกำลังพลทั่วประเทศ มีทหารหญิงประมาณร้อยละ 12 นโยบายของกระทรวงกลาโหมจำกัดจำนวนบุคลากรหญิงในหน่วยงาน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 25 ยกเว้นหน่วยงานด้านการแพทย์หรือการพยาบาลเฉพาะทาง งบประมาณ และการเงิน ซึ่งอนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่หญิงได้ร้อยละ 35 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน สถาบันการศึกษาของทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับผู้หญิงเข้าศึกษา ผู้หญิงไม่มีสิทธิสมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงระบุข้อกำหนดในประกาศจ้างงานสำหรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนและตำแหน่งอื่น ๆ ว่า ต้องเป็น “เพศชาย”

กฎหมายห้ามมิให้ผู้หญิงทำงานใต้ดิน ในเหมือง หรือก่อสร้างใต้น้ำ ทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่า 33 ฟุต และผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือไวไฟ

ชายชาวต่างชาติที่สมรสกับหญิงไทยจะไม่ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งแตกต่างจากหญิงชาวต่างชาติที่สมรสกับชายไทยจะสามารถขอสัญชาติไทยได้

สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์: ไม่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้บุคคลทำแท้งหรือทำหมัน

รัฐบาลจัดให้มีบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์แก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศ ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิดฉุกเฉินและยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังสัมผัสเชื้อ ไม่มีกฎหมายห้ามการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ตลอดจนวิธีการคุมกำเนิดต่าง ๆ อย่างไรก็ดี บุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองหรือบุคคลไร้สัญชาติไม่มีสิทธิได้รับบริการที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุน

ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติเชิงระบบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลทั้งหลายย่อมเสมอกันในกฎหมาย รวมทั้งมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมิได้บังคับใช้บทบัญญัติเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานการใช้ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสมาชิกชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์

ชาวพื้นเมือง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติซึ่งมุ่งคุ้มครองวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ แต่ชาวเขาที่ไม่มีสัญชาติไทย (ประมาณร้อยละ 50) ยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประสบความยากลำบากในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร และเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ชาวพื้นเมืองที่ไม่ได้สัญชาติไทยยังต้องเผชิญข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ข้อกำหนดให้ลงทะเบียนเพื่อขออนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อออกนอก “พื้นที่ควบคุม” ที่กำหนดไว้ทุกครั้งที่พวกเขาต้องการเดินทาง แม้ว่ากฎหมายแรงงานจะให้สิทธิแก่ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะลูกจ้าง แต่นายจ้างยังคงละเมิดสิทธิเหล่านั้นบ่อยครั้งโดยจ่ายค่าแรงให้พวกเขาน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีสัญชาติไทยและน้อยกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ กฎหมายยังกีดกันบุคคลเหล่านี้จากสวัสดิการของรัฐ

กฎหมายให้สิทธิการขอสัญชาติแก่ชาวเขาบางกลุ่ม ได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง เมียน อาข่า ลาหู่ ลีซู ลัวะ ขมุ และมลาบรี รัฐบาลสนับสนุนความพยายามในการขึ้นทะเบียนขอสัญชาติไทยและให้ความรู้แก่ชาวเขาที่มีสิทธิขอสัญชาติเกี่ยวกับสิทธิของตน กลุ่มชาวพื้นเมืองระบุว่า รัฐบาลดำเนินนโยบายต่าง ๆ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขับไล่และจำกัดชุมชนชาวพื้นเมืองโดยไม่มีการแจ้งเตือนอย่างเหมาะสม ชุมชนชาวพื้นเมืองขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสัญชาติ เนื่องจากชาวพื้นเมืองเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ยากและต้องเดินทางเป็นระยะทางไกลเพื่อมารับเอกสารระบุตัวตน อุปสรรคดังกล่าวนี้ยิ่งขัดขวางไม่ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข ชุมชนชาวพื้นเมืองยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดในที่ดินบรรพบุรุษที่พวกเขาปฏิบัติพิธีกรรมต่าง ๆ รัฐบาลอนุญาตให้ใช้ภาษาพื้นเมืองในโรงเรียน และให้โอกาสเด็กชาวพื้นเมืองเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ แต่นโยบายดังกล่าวกลับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างทั่วถึง เนื่องจากผู้บริหารโรงเรียนยังขาดความเข้าใจทางกฎหมาย อีกทั้งโรงเรียนรัฐบาลมักตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนชาวพื้นเมืองมาก

เด็ก

การจดทะเบียนเกิดกฎหมายกำหนดว่า เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับสูติบัตรจากทางการ ไม่ว่าบิดามารดาจะมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ห่างไกล บิดามารดาบางคนไม่ขอสูติบัตรให้แก่บุตรของตนเพราะขั้นตอนยุ่งยากและไม่ตระหนักถึงความสำคัญของเอกสารนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บางครั้งชาวเขาและบุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ไม่ได้แจ้งเกิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากข้าราชการท้องถิ่นมีข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ซื่อสัตย์ อุปสรรคด้านภาษา และการถูกจำกัดการเดินทาง ทำให้การขอสูติบัตรเป็นเรื่องลำบาก

การกระทำทารุณเด็กกฎหมายมีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กจากการถูกกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้ง กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน ผู้เสียหาย และผู้กระทำผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในคดีการกระทำมิชอบและคดีละเมิดทางเพศต่อเด็กด้วย กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสิทธิรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะเพิกเฉยหรือหลีกเลี่ยงการสืบสวนสอบสวนคดีการกระทำมิชอบต่อเด็ก

การแต่งงานในวัยเด็ก การแต่งงานก่อนวัยอันควร และการบังคับแต่งงานกฎหมายกำหนดให้ทั้งหญิงและชายที่จะแต่งงานต้องมีอายุอย่างน้อย 17 ปี โดยผู้มีอายุน้อยกว่า 20 ปีต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีแต่งงานได้ รัฐบาลสามารถบังคับใช้กฎหมายนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอนุญาตให้เด็กหญิงแต่งงานได้หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหากได้รับการยินยอมจากบิดามารดา แม้ว่ากฎหมายได้กำหนดอายุขั้นต่ำในการสมรสไว้ที่ 17 ปี แต่ชาวมุสลิมที่อายุน้อยกว่า 17 ปีสามารถแต่งงานได้หากมีหนังสืออนุญาตจากศาลหรือหนังสือแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิเศษ 3 คนที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายอิสลาม โดยต้องเป็นสตรีอย่างน้อย 1 คน

การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กบุคคลอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถร่วมประเวณีได้โดยยินยอมพร้อมใจ กฎหมายกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่จัดหา ล่อลวง บังคับ หรือข่มขู่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ค้าประเวณี และกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นต่อผู้ที่จ่ายเงินเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทางการยังอาจลงโทษบิดามารดาที่ยอมให้บุตรถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศตลอดจนเพิกถอนสิทธิในฐานะบิดามารดาได้ กฎหมายห้ามมิให้ผลิต เผยแพร่ นำเข้า หรือส่งออกสื่อลามกอนาจารเด็ก รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับการค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกอนาจารเด็กอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย การค้ามนุษย์ในเด็กเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศยังคงเป็นปัญหา ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก อีกทั้งยังมีกรณีการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวผู้อพยพหรือชนกลุ่มน้อย เด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ เด็กพิการ และเด็กจากครอบครัวที่ยากจนยังคงเสี่ยงมากเป็นพิเศษ และมีกรณีที่ตำรวจจับกุมบิดามารดาที่บังคับให้บุตรของตนค้าประเวณี ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงก่ออาชญากรรมล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ทางเพศในเด็ก ตลอดจนการผลิตและการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก

การต่อต้านยิว

ชาวยิวในไทยมีประมาณ 200-1,000 คน และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว

การค้ามนุษย์

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

การกระทำรุนแรง การกำหนดว่าเป็นความผิดทางอาญา และการถูกกระทำมิชอบอื่น ๆ เนื่องจากเพศวิถี อัตลักษณ์หรือการแสดงออกทางเพศ หรือลักษณะทางเพศ

การกำหนดว่าเป็นความผิดทางอาญาไม่มีกฎหมายใดระบุว่า การแสดงออกซึ่งเพศวิถีหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นความผิดทางอาญา

ความรุนแรงและการคุกคามกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) รายงานว่า ตำรวจคุกคามบุคคลที่ไม่ระบุเพศสภาพของตนเป็นชายหรือหญิง (นอน-ไบนารี) หรือผู้ที่มีรูปลักษณ์ไม่ตรงกับเพศที่ระบุในบัตรประชาชน เมื่อบุคคลดังกล่าวถูกจับ และต้องให้การในชั้นศาล พวกเขาต้องแต่งกายตามเพศกำเนิดของตน

หากผู้มีความหลากหลายทางเพศตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเพศ ตำรวจมักมีแนวโน้มที่จะไม่ให้ความสำคัญกับแรงจูงใจ การล่วงละเมิดหรือการคุกคามทางเพศ องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า เมื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศแจ้งความกรณีการถูกล่วงละเมิด มักไม่มีการดำเนินการใด ๆ หรือผู้เสียหายกลับต้องมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเรียกร้องของตน มีรายงานว่า นักเรียนนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางเพศมักตกเป็นเป้าและถูกลงโทษอย่างไม่สมควร หรือถูกข่มเหงรังแกโดยครูและนักเรียนนักศึกษาคนอื่น ๆ เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของพวกเขา หรือการที่พวกเขาไม่ได้แต่งเครื่องแบบตามเพศกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า ทหารที่มีความหลากหลายทางเพศถูกคุกคามจากครูฝึก ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนทหารด้วยกัน

ผู้มีความหลากหลายทางเพศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานประจำคูหาเลือกตั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของพวกเขา เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของพวกเขาไม่สอดคล้องกับเพศที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน ตำรวจไม่ติดตามสืบสวนข้อมูลเกี่ยวกับคำพูดที่สร้างความเกลียดชังหรืออาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง เช่น การฆาตกรรมหญิงข้ามเพศ ทำให้ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของปัญหา

การเลือกปฏิบัติกฎหมายห้ามมิให้รัฐและผู้มีบทบาทที่ไม่ใช่รัฐเลือกปฏิบัติด้วยเหตุจากเพศวิถี อัตลักษณ์หรือการแสดงออกทางเพศ หรือลักษณะทางเพศ รวมถึงในการจ้างงาน กฎหมายยังยอมรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คู่ชีวิตที่หลากหลายทางเพศ และครอบครัวของพวกเขา แต่ไม่ได้ให้สิทธิที่เท่าเทียมแก่พวกเขาเท่ากับบุคคลอื่น ๆ เช่น เรื่องการสมรส กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติ “เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า กฎหมายนี้ไม่ถูกบังคับใช้ โดยยกกรณีของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกไล่ออกจากบ้านและมีทางเลือกน้อยมากในการขอความช่วยเหลือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท นอกจากนี้ UNDP ยังรายงานอีกว่า สื่อนำเสนอบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในลักษณะเหมารวมและเป็นไปในทางลบ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ

องค์กรนอกภาครัฐและสหประชาชาติรายงานว่า บุคคลข้ามเพศถูกเลือกปฏิบัติในหลายภาคส่วน ทั้งในกระบวนการเกณฑ์ทหาร ขณะถูกคุมขัง รวมถึงในภาคการศึกษา เนื่องจากนโยบายที่เคร่งครัดของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ซึ่งกำหนดให้นักเรียนนักศึกษาต้องสวมเครื่องแบบที่ตรงกับเพศกำเนิด บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศรายงานถึงอุปสรรคในการเข้าถึงการบำบัดเพื่อการข้ามเพศ การผ่าตัดแปลงเพศสามารถทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่คน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุข

ในเดือนเมษายนและมิถุนายน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เผยแพร่คำเตือนเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิง เอชไอวีและเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยใช้ภาพถ่ายบุคคลจากงานเทศกาลไพรด์และกล่าวถึงย่านสถานบันเทิงซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งยิ่งเป็นการตีตราชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ

แม้ว่าสมาชิกชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับเลือกปฏิบัติในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอคติของคนทั่วไปในสังคม แรงงานข้ามเพศรายงานว่า พวกเขายิ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากกว่า และมักจะประกอบอาชีพได้เพียงไม่กี่อาชีพ เช่น ธุรกิจเครื่องสำอาง ความบันเทิง และงานบริการทางเพศ

การรับรองเพศตามกฎหมายกฎหมายห้ามมิให้บุคคลข้ามเพศหรือบุคคลที่ไม่ระบุเพศสภาพของตนเป็นชายหรือหญิง (นอน-ไบนารี) เปลี่ยนแปลงเพศที่ระบุในเอกสารระบุตัวตนต่าง ๆ

การรักษาทางการแพทย์หรือการบำบัดทางจิตโดยไม่สมัครใจหรือเป็นการบังคับมีรายงานว่า หน่วยงานรัฐพยายามบังคับให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น เข้ารับการบำบัดที่เรียกกันผิด ๆ ว่า เป็นการบำบัดแก้เพศวิถี นอกจากนี้ บุคคลที่เป็นชายโดยกำเนิด ไม่ว่าจะระบุตนเป็นเพศใดก็ตาม ถูกบังคับให้เข้าร่วมการฝึกทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือให้บวชเป็นพระ ด้วยความเชื่อว่า จะช่วย “แก้เพศวิถีให้ปกติ” บุคคลที่เป็นหญิงโดยกำเนิดถูกข่มขืนหรือบังคับให้มีบุตร “เพื่อรักษาแก้ไขเพศวิถี” ข้อมูลจาก Intersex Thailand ระบุว่า เด็กที่มีเพศกำกวมบางคนต้องรับการผ่าตัดแปลงเพศโดยไม่เต็มใจและไม่สามารถเปลี่ยนเพศคืนได้ โดยการกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย

เครือข่ายสมรสเท่าเทียมระบุว่า ผู้ที่บังคับให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศรับการบำบัดเพื่อเปลี่ยนเพศวิถี ในกรณีส่วนใหญ่แล้วคือครอบครัวหรือชุมชนศาสนา กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสิทธิเน้นว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และประเทศไทยยังขาดทรัพยากรที่รัฐสนับสนุนเงินทุนเพื่อการบำบัดดูแลสุขภาพจิตสำหรับกลุ่มบุคคลนี้

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การสมาคม หรือการชุมนุมโดยสงบไม่มีรายงานว่า มีการจำกัดบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหรือหัวข้อที่เกี่ยวข้อง แต่เนื่องจากความกลัวและการตีตราในเรื่องนี้ ชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในจังหวัดภาคใต้จึงมักจะปิดกั้นตนเอง เช่น การไม่จัดงานไพรด์

บุคคลทุพพลภาพ

บุคคลทุพพลภาพไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา บริการด้านสุขภาพ อาคารสาธารณะ หรือระบบขนส่งได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น กฎหมายกำหนดให้บุคคลทุพพลภาพต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร และอาคารที่สร้างใหม่ได้ แต่ทางการไม่ได้บังคับใช้บทบัญญัติเหล่านี้โดยทั่วถึง

รัฐบาลมีโรงเรียนพิเศษและศูนย์การศึกษาสำหรับเด็กพิการหลายสิบแห่ง ตลอดจนศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการสำหรับผู้ใหญ่ที่พิการ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เด็กที่พิการทางร่างกายและสติปัญญาถูกจำกัดไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐทั่วไป ทางเลือกสำหรับเด็กพิการก็คือ การเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ตั้งขึ้นสำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เด็กชนบทที่พิการมักจะไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ได้ เนื่องจากค่าเล่าเรียนแพง ตั้งอยู่ห่างไกล หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ องค์กรภาคประชาสังคมให้ข้อมูลว่า จนถึงปี 2565 เด็กพิการร้อยละ 80 เรียนไม่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษา

กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนต้องว่าจ้างผู้พิการอย่างน้อย 1 คนต่อพนักงานทุก ๆ 100 คน หรือเสียค่าปรับ บริษัทเหล่านี้จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินงานด้านการสนับสนุนคนหนุ่มสาวที่พิการรายงานว่า นายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดกันยักยอกค่าจ้างหรือเงินกู้สำหรับพนักงานที่พิการ

องค์กรเพื่อคนพิการหลายแห่งรายงานว่า การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับบริการสาธารณะต่าง ๆ ทำได้ยาก และการเข้าถึงบริการจะแตกต่างกันไประหว่างศูนย์ในเมืองกับในชนบท นอกจากนี้ ผู้พิการมักไม่สามารถใช้บริการขนส่งมวลชนบางประเภท เช่น รถไฟและเรือ แม้ว่าทางกรุงเทพมหานครได้จัดให้มีบริการขนส่งมวลชนสำหรับผู้พิการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสามารถใช้บริการดังกล่าวได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ และการสนับสนุนนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงระบบขนส่งมวลชนนอกเขตกรุงเทพฯ อีกด้วย กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศตั้งข้อสังเกตว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีความพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนหูหนวก มักไม่ทราบถึงข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์ ซึ่งส่งผลให้มีอัตราการติดเชื้อสูง

องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดทรัพยากรและทางเลือกด้านกฎหมายสำหรับผู้หญิงพิการที่รอดพ้นจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้พิการมักประสบปัญหาด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจากปกติแล้วพวกเขามักอยู่โดยลำพังและไม่สามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะเพื่อเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้

มีขั้นตอนปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง จึงทำให้ผู้พิการบางส่วนไม่สามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมได้

หมวดที่. 7 สิทธิของคนงาน

ก. เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์การ ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยกฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจบางส่วนในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานอิสระได้ กฎหมายอนุญาตให้มีสหภาพแรงงาน 2 ประเภทคือ สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกัน และสภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกัน สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน ขณะที่สหภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องอยู่ในภาคธุรกิจเดียวกัน แต่อาจทำงานให้นายจ้างคนละคนกัน สมาชิกคณะกรรมการของสหภาพแรงงานทั้งหมดต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย แรงงานตามฤดูกาลที่ไม่มีนายจ้างถาวรไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้ แต่ไม่สามารถร่วมกันจัดตั้งสหภาพขึ้น ข้าราชการพลเรือนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มได้ ตราบใดที่การรวมกลุ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ อีกทั้งวัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

กฎหมายกำหนดให้มีข้อบังคับเพื่อการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มโดยมีผลบังคับกับภาคเอกชน แต่ไม่ใช่กับข้าราชการพลเรือน กฎหมายให้สิทธิในการนัดประท้วงหยุดงาน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากนายจ้าง ภาครัฐ และกลุ่มพนักงาน มีหน้าที่ปกป้องพนักงานจากการเลือกปฏิบัติเนื่องจากการต่อต้านสหภาพ และการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพได้แม้จะทำงานในโรงงานเดียวกันและทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเต็มเวลา เนื่องจากคนงานตามสัญญาจ้างจัดว่าเป็นพนักงานประเภทอุตสาหกรรมบริการ ในขณะที่ลูกจ้างเต็มเวลาจัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมการผลิต การที่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงและลูกจ้างเต็มเวลาไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพเดียวกันได้อาจลดผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มใหญ่ คนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้นยังมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมสหภาพน้อยกว่าลูกจ้างประเภทอื่นเพราะกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากการต่อต้านสหภาพด้วยการไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ผู้สนับสนุนด้านแรงงานกล่าวอ้างว่า มีบริษัทหลายแห่งที่จ้างแรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อบั่นทอนความพยายามในการจัดตั้งสหภาพของลูกจ้าง

กฎหมายอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้ แต่ไม่อนุญาตให้พวกเขา (ไม่ว่าจะเป็นพนักงานตามสัญญาจ้างหรือพนักงานรายวัน) ก่อตั้งสหภาพแรงงานหรือทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงาน แรงงานต่างด้าวมีส่วนร่วมในสหภาพแรงงานน้อยเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา ความเข้าใจที่จำกัดในเรื่องสิทธิตามกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงสถานภาพการจ้างงานที่เกิดขึ้นบ่อย ค่าธรรมเนียมสมาชิก ระเบียบของบังคับของสหภาพแรงงานที่เข้มงวด และการแยกคนงานที่เป็นคนไทยออกจากแรงงานต่างด้าวโดยอิงตามอุตสาหกรรมและตามเขตพื้นที่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดนและพื้นที่ริมชายฝั่ง) รวมทั้งแรงงานต่างด้าวมักกลัวจะตกงานหากพวกเขาสนับสนุนสหภาพแรงงาน

ในการจดทะเบียนสหภาพหนึ่ง ๆ จะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนร่วมกันยื่นรายชื่อของตนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงแรงงาน สหภาพแรงงานหลายแห่งมีสมาชิกเพียงพอในการจัดตั้งสหภาพแต่ไม่มีอำนาจในการต่อรองแบบกลุ่มกับนายจ้างได้ กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกภาพจำนวนร้อยละ 20 จึงจะสามารถร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มได้ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองสมาชิกสหภาพจากการกระทำของนายจ้างที่เป็นการต่อต้านสหภาพจนกว่าสหภาพนั้นจะได้รับการจดทะเบียน องค์กรนอกภาครัฐอธิบายว่า นายจ้างมักใช้ช่วงเวลาระหว่างที่ลูกจ้างยื่นขอจัดตั้งสหภาพแรงงานกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงฯ ติดต่อนายจ้างเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นลูกจ้างของลูกจ้างดังกล่าว ปลดพนักงานเหล่านั้นออกจากการเป็นลูกจ้าง

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า มีสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนมากกว่า 1,000 แห่งในไทย แต่หลายแห่งไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เนื่องจากนายจ้างได้ไล่ผู้นำสหภาพออก กฎหมายยังกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สหภาพต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามมีเจ้าหน้าที่ถาวรประจำสหภาพ

ในกรณีรัฐวิสาหกิจ กฎหมายอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น และหากสมาชิกภาพของสหภาพรัฐวิสาหกิจใดมีจำนวนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีสิทธิเข้าร่วม สหภาพนั้นจะต้องถูกยุบตามข้อบังคับด้านแรงงาน กฎหมายห้ามมิให้สหภาพรัฐวิสาหกิจกับสหภาพภาคเอกชนของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจประเภทเดียวกันเข้าอยู่ในเครือเดียวกัน เนื่องจากสหภาพทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับ ทั้งนี้รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการในหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ การธนาคาร การขนส่งทางรางและทางอากาศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และบริการไปรษณีย์

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานในสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพสามารถยื่นข้อเรียกร้องร่วมได้ หากว่าพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 15 ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว

พนักงานในบริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” หรือ “คณะกรรมการสวัสดิการ” ได้ โดยพนักงานหรือนายจ้างเป็นผู้เสนอชื่อสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิการ ทั้งนี้ไม่มีกฎหมายห้ามปลดพวกเขาออก ส่วนคณะกรรมการลูกจ้างได้รับการเสนอชื่อจากสภาพแรงงานหรือโดยการเลือกตั้ง และการให้พ้นจากตำแหน่งจะสามารถทำได้เมื่อได้รับคำสั่งศาล กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ ผู้นำสหภาพแรงงานมักเข้าร่วมในคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อให้ตนเองได้รับการคุ้มครองจากศาลเพิ่มเติม องค์กรนอกภาครัฐให้ข้อมูลว่า แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วมในคณะกรรมการสวัสดิการได้ ซึ่งได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายน้อยกว่า

ในเดือนพฤศจิกายน 2565 บริษัทวาย-เทค ปลดคนงาน 5 คนออก โดยก่อนหน้านั้นทั้งห้าได้รวมตัวกันเพื่อก่อตั้งสหภาพขึ้น คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้ลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงาน ทว่าทางบริษัทแม้จะยังจ่ายค่าแรงให้แก่คนงานกลุ่มนี้ แต่ไม่อนุญาตให้พวกเขากลับเข้าโรงงานและระงับการจ่ายเบี้ยเลี้ยง ลูกจ้างหลายคนที่ถูกปลดได้ออกจากบริษัทไปแล้ว นอกจากนี้ บริษัทวาย-เทคยังบังคับให้คนงาน 30 คนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหภาพ ต้องไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น การทำงานที่ใช้แรง และปฏิเสธไม่ให้พวกเขาทำงานล่วงเวลา รวมทั้งประเมินผลการทำงานของพวกเขาออกมาไม่ดี ในวันที่ 28 เมษายน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตัดสินว่า ทางบริษัทฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โดยมีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยเหตุที่ลูกจ้างมีส่วนร่วมในสหภาพแรงงาน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้บริษัทมอบหมายงานในตำแหน่งเดิมให้แก่ลูกจ้าง อนุญาตให้ลูกจ้างเหล่านี้ทำงานล่วงเวลา และปรับการจ่ายเงินโบนัส

กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานจัดการประชุมทั่วไป และนัดหยุดงานประท้วงได้เมื่อมีสมาชิกสหภาพอย่างน้อยร้อยละ 50 ให้ความยินยอมในการหยุดงานประท้วงแต่ละครั้ง สหภาพหลายกลุ่มอ้างว่า กฎหมายดังกล่าวจำกัดการหยุดงานประท้วงเนื่องจากโรงงานหลายแห่งใช้คนงานที่ทำงานเป็นกะ ส่งผลให้ครบองค์ประชุมได้ยาก

รัฐบาลอาจห้ามมิให้มีการนัดประท้วงหยุดงานของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ กฎหมายห้ามมิให้มีการประท้วงและปิดงานในรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายให้ความคุ้มครองพนักงานและสมาชิกสหภาพจากการดำเนินคดีอาญาหรือคดีแพ่งอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ริเริ่มการนัดหยุดงาน จัดชุมนุมประท้วง หรืออธิบายข้อพิพาทแรงงานต่อสาธารณชน ยกเว้นในกรณีที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งนี้มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อข่มขู่สมาชิกสหภาพและลูกจ้าง และนายจ้างใช้การฟ้องร้องคดีเพื่อข่มขู่หรือปิดปากผู้พิพากษ์วิจารณ์ในหลายกรณีด้วยกัน

ศาลแรงงานหรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้ออกจากงานหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมได้ และอาจเรียกร้องให้พนักงาน รวมถึงผู้นำสหภาพ ได้รับเงินชดเชยหรือกลับเข้าทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์เหมือนเช่นที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น สมาคม องค์กรชุมชน หรือกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนมักเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว แต่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในการต่อรองกับนายจ้างแทนแรงงานต่างด้าวได้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ข้อเรียกร้องแบบกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

ผู้สนับสนุนสิทธิแรงงานรายงานว่า ผู้พิพากษาและพนักงานตรวจแรงงานระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยกรณีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายก็ตาม มีรายงานจากสหภาพแรงงานและองค์กรนอกภาครัฐว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งของศาล นายจ้างพยายามที่จะต่อรองเงื่อนไขในการรับกลับเข้าทำงานด้วยการเสนอให้สิทธิประโยชน์ชดเชยสำหรับผู้ที่สมัครใจลาออก ปฏิเสธไม่ให้ผู้นำสหภาพที่ได้รับกลับเข้าทำงานแล้วเข้ามาในสถานประกอบการ หรือลดตำแหน่งของลูกจ้างให้ไปทำงานที่มีค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์น้อยลง

บางครั้งนายจ้างยื่นฟ้องต่อผู้นำสหภาพและพนักงานที่นัดหยุดงานในความผิดฐานบุกรุกสถานที่ หมิ่นประมาท และทำลายทรัพย์สิน บริษัทเอกชนหลายแห่งยังคงดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาต่อองค์กรนอกภาครัฐ สื่อมวลชน และแรงงาน

บางครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ สมรู้ร่วมคิดกันปราบปรามการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ในอำเภอแม่สอด มีโรงงานผลิตกระสอบป่านที่ว่าจ้างพนักงาน 100 คน แรงงานต่างด้าวทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการว่าจ้างภายใต้สัญญาจ้างระยะสั้นและได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ รวมทั้งไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ พนักงานซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวไม่สามารถก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งเป็นสมาคมที่ไม่เป็นทางการเพื่อยื่นข้อร้องเรียนภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ องค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่นช่วยเหลือพวกเขาผ่านขั้นตอนการยื่นข้อร้องเรียน จนแรงงานเหล่านี้สามารถจัดให้มีการเจรจา 3 ฝ่าย อันประกอบด้วยนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่รัฐ มีการบรรลุข้อตกลงกันและจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมาตรวจเยี่ยมที่โรงงานในวันรุ่งขึ้นหลังจากมีการจัดทำข้อตกลง นายจ้างขังลูกจ้างไว้ในโรงงานเพื่อป้องกันมิให้พวกเขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ แก่พนักงานตรวจแรงงาน

การบังคับใช้กฎหมายแรงงานมีความไม่สม่ำเสมอ และบางครั้งก็ไม่มีประสิทธิผลในการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ บทลงโทษรวมถึงโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเทียบเท่ากับบทลงโทษอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิเสธสิทธิพลเมือง อย่างไรก็ตาม ทางการมักจะไม่ลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน

ข. การห้ามบังคับใช้แรงงาน

สามารถอ่าน รายงานประจำปีว่าด้วยปัญหาการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

ค. การห้ามใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน

สามารถอ่าน Findings on the Worst Form of Child Labor (รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้ที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/resources/reports/child-labor/findings/

ง. การเลือกปฏิบัติ (ดูหมวดที่ 6)

จ. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงการทำงานค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด โดยมีอัตราสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลคำนวณไว้ในทุกจังหวัด และไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ งานบ้าน และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล กฎกระทรวงให้ความคุ้มครองบางประการแก่แรงงานทำงานบ้านในเรื่องเกี่ยวกับวันลา อายุขั้นต่ำ และการจ่ายค่าแรง แต่ไม่ได้กล่าวถึงค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงทำงานปกติ ประกันสังคม หรือการลาคลอด

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “อันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน แต่มักพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องค่าจ้างแรงงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน และการทำงานล่วงเวลาในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และการประมง เนื่องจากเรือประมงต้องเดินทางอยู่เสมอและเวลาในการจับปลาไม่แน่นอนทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องทำงานล่วงเวลาเป็นปกติ พื้นที่ทำการเกษตรและกสิกรรมในชนบทห่างไกลทำให้การตรวจสอบด้านแรงงานทำได้ยากขึ้น การย้ายสถานที่ของไซต์งานก่อสร้างและพื้นฐานการจ้างงานภายใต้สัญญาระยะสั้นทำให้แรงงานไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม

ในเดือนเมษายน รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเพื่อสนับสนุนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานที่บ้านและกำกับดูแลข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกจ้างจะสามารถเข้าถึงประกันสังคมและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานประกอบการ ยังมีสิทธิ “ตัดการเชื่อมต่อ” ซึ่งหมายถึง สิทธิในการปฏิเสธการติดต่อสื่อสารกับนายจ้างหลังจากสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติแล้ว

ความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยกฎหมายกำหนดให้มีมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย (OSH) ตามความเหมาะสมในอุตสาหกรรมหลัก ๆ รวมทั้งกำหนดให้สถานประกอบการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่บ้าน ต้องมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย กฎหมายห้ามสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างถึงสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายตั้งแต่ก่อนจ้างงาน ทว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน รัฐบาลดำเนินการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามา หากพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยทั่วไปจะมีคำสั่งไปยังนายจ้างและกำหนดโทษปรับ

กฎกระทรวงแรงงานจัดให้มีโครงการกองทุนเงินทดแทนครอบคลุมอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานประกอบการ แต่ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานค้าเร่แผงลอยและแรงงานทำงานบ้าน ผู้นำสหภาพแรงงานรายงานว่า แรงงานมักไม่ได้รับเงินทดแทนสำหรับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เนื่องจากการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพและสถานประกอบการนั้นมักจะเป็นเรื่องยาก

การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน แรงงานสัมพันธ์ รวมถึงความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รวมทั้งสามารถออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด พนักงานตรวจแรงงานมีหน้าที่ส่งต่อกรณีนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไปและอาจกำหนดโทษปรับ ค่าปรับสำหรับการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย เทียบเท่าค่าปรับสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฉ้อโกง หรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม บทลงโทษทางอาญา (โทษจำคุก) อาจน้อยกว่าโทษสำหรับการฉ้อโกงหรือการประมาทเลินเล่อ

กลุ่มภาคประชาสังคมระบุว่า มีพนักงานตรวจแรงงานไม่เพียงพอสำหรับการบังคับให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด และทำให้ประสิทธิภาพและการบังคับใช้จากการตรวจสอบยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยบ่งชี้ถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จำนวนของผู้เชี่ยวชาญและการตรวจสอบด้านดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการร้องเรียนเท่านั้น กระทรวงแรงงานไม่ได้ติดตามการบังคับใช้บทลงโทษผ่านทางศาล และไม่มีข้อมูลว่า มีการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงาน 8 คนในเชียงใหม่ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 40,000 แห่งในทุกภาคธุรกิจ รวมถึงภาคการเกษตรและงานบ้าน พนักงานตรวจแรงงาน 2 หรือ 3 คนในจำนวนนั้นมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยทั้งหมด

กฎหมายกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกหากนายจ้างไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา และค่าจ้างสำหรับวันหยุดอย่างมีประสิทธิผล ทั้งในบริษัทขนาดเล็ก พื้นที่บางแห่ง (โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทหรือบริเวณชายแดน) หรืออุตสาหกรรมบางประเภท (โดยเฉพาะภาคการเกษตร ก่อสร้าง และประมงน้ำเค็ม) นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย ส่งผลให้มีกรณีต่อไปนี้โดยแพร่หลาย ได้แก่ การจ่ายเงินค่าจ้างไม่เป็นเวลาหรือล่าช้า การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย การคิดค่าธรรมเนียมการจัดหางานให้แรงงานต่างด้าวในจำนวนเงินที่ผิดกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่าการบังคับใช้ยังขาดประสิทธิผล เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดหางานใต้ดิน ค่าธรรมเนียมเอกสาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเข้าเมือง

หลายบริษัทใช้แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ โดยคนงานจะลงนามในสัญญาจ้างกับนายหน้าจัดหาแรงงาน กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องให้ “ผลประโยชน์และสวัสดิการอย่างยุติธรรม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ” แก่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วง อย่างไรก็ดี นายจ้างมักจะจ่ายค่าจ้างแก่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงน้อยกว่าและให้สวัสดิการน้อยกว่าหรือไม่ให้เลย นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังเผชิญปัญหาการถูกเก็บยึดเอกสาร และการจัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นภาษาไทยซึ่งแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เข้าใจได้ไม่ดีพอ

สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศรายงานว่า จากแบบสำรวจเกี่ยวกับแรงงานประมงในประเทศไทย พบว่าการตรวจสอบเรือประมงนั้นไม่เพียงพอต่อการระบุ รายงาน และตรวจแก้การละเมิด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และพบว่าการสัมภาษณ์ลูกเรือประมงต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่มีล่าม สหพันธ์ฯ กล่าวว่า ลูกเรือประมงเผชิญกับการละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อคับต่าง ๆ อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการจ่ายค่าแรง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ และระยะเวลาการทำงานในทะเลที่ยาวนานซึ่งผิดกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมประมงสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพและประกันสังคม อีกทั้งกำหนดให้เรือประมงบางประเภทต้องจัดสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน จนถึงเดือนพฤศจิกายน การบังคับใช้ระเบียบข้อบังคับหลักที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและเกณฑ์จำกัดอายุยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ข้อบังคับของรัฐกำหนดให้แรงงานประมงต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนต้องซื้อประกันสุขภาพ และให้เจ้าของเรือประมงจ่ายเงินสมทบในกองทุนเงินทดแทน แรงงานประมงต่างด้าวที่ถือบัตรผ่านแดนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอุบัติเหตุ

แม้ว่าประเทศไทยจะมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนสำหรับผู้มีสัญชาติไทยทุกคน แต่กองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนเป็นกองทุนสำหรับผู้ที่เป็นลูกจ้างเท่านั้น

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกจ้างแบบจ้างเหมาหรือจ้างเหมาช่วง และแรงงานต่างด้าว ไม่มีชื่อในระบบประกันสังคม หรือไม่ได้รับการคุ้มครองจากโครงการกองทุนเงินทดแทน เพราะนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเหล่านี้หรือไม่ได้จ่ายเงินเข้าไปในระบบประกันสังคม

แรงงานของแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งให้บริการส่งของ ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน เพราะถือว่าเป็น “พาร์ทเนอร์” ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการของไทยมีสัดส่วนประมาณกึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และกฎหมายแรงงานมักไม่ครอบคลุมถึงภาคธุรกิจนี้

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2563 – ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/2020-human-rights-report-th/ Mon, 31 Jul 2023 09:13:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22906

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2563 – ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2563 – ประเทศไทย

รายงานสรุป

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงดำรงตำแหน่งองค์พระประมุข ในเดือนมีนาคม 2562 ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยคณะรัฐประหารเข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 5 ปี พรรคพลังประชารัฐซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก คสช. และพรรคร่วมสนับสนุนอีก 18 พรรคชนะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และได้เลือกให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. ผู้นำคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และนายทหารชั้นยศนายพลที่เกษียณอายุแล้วดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ การเลือกตั้งโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แทบจะไม่มีรายงานความผิดปกติ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่า การจำกัดสิทธิในการหาเสียงเลือกตั้งและการใช้ข้อบังคับเพียงบางส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคที่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐก็ตาม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการกองทัพไทยมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และกองบัญชาการกองทัพไทยขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบพิเศษในพื้นที่ชายแดนเพื่อปราบปรามการก่อความไม่สงบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนจะได้รับอำนาจกลับคืนมามากขึ้นหลังการเลือกตั้ง แต่ยังคงไม่มีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงใช้อำนาจโดยมิชอบในหลากหลายรูปแบบ

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ มีรายงานการสังหารที่ผิดกฎหมายหรือตามอำเภอใจโดยรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล, การทรมานและเหตุการณ์การปฏิบัติหรือลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่ของทางการ, การจับกุมและคุมขังโดยพลการโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, นักโทษการเมือง, การแก้แค้นโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งรวมถึงข้อกล่าวหาว่ามีการบังคับบุคคลซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกประเทศให้สูญหาย, การแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการพิจารณาคดี, การจำกัดเสรีภาพการแสดงออก สื่อ และอินเทอร์เน็ตอย่างเคร่งเครัด ซึ่งรวมไปถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ การปิดกั้นเว็บไซต์ และกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา, การแทรกแซงสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบและเสรีภาพในการสมาคม รวมถึงการคุกคามนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล, การส่งกลับผู้ลี้ภัยที่เผชิญภัยอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพ, การจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง, การกระทำทุจริตอย่างร้ายแรง, การค้ามนุษย์ และการจำกัดเสรีภาพในการสมาคมของผู้ใช้แรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทางการได้ดำเนินขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลบังคับใช้ในทุกอำเภอของจังหวัดดังกล่าว ยกเว้น 6 อำเภอที่มีการยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2554 และใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 แทน

ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีฝ่ายความมั่นคงของรัฐและเป้าหมายที่เป็นพลเรือน

หมวดที่ 1. การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล อันรวมถึงการปลอดจาก:

ก. การสังหารตามอำเภอใจหรือการสังหารที่ผิดกฎหมายหรือมีเหตุจูงใจทางการเมือง

มีรายงานจำนวนมากระบุว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมาย สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งได้แก่ ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ ได้สังหารผู้ต้องสงสัย 16 ราย ขณะดำเนินการจับกุมตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2562 จนถึงปลายเดือนกันยายน ซึ่งลดลงจากปี 2561-2562 ร้อยละ 60

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงนายเจริญศักดิ์ รัชพูมาด ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดและอาวุธจนเสียชีวิตที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า นายเจริญศักดิ์ยกมือขึ้นยอมแพ้ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 10 นายล้อมจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยิงยืนยันว่า นายเจริญศักดิ์ใช้มีดจะแทงเขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสั่งให้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าว

คดีสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมายหลายคดีก่อนหน้านี้ยังคงไม่รับการคลี่คลาย ในคดียิงนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักเคลื่อนไหวชาวลาหู่ผู้มีชื่อเสียงเสียชีวิตในปี 2560 ศาลแพ่งจังหวัดเชียงใหม่ตัดสินในเดือนตุลาคมว่า นายชัยภูมิเสียชีวิตจากการถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ป้องกันตัวเอง และยกฟ้องโดยไม่พิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม อันรวมไปถึงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ด่านตรวจของทหารซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ญาติและทนายของนายชัยภูมิปฏิเสธว่าเขากระทำการรุนแรงกับเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว และเรียกร้องให้กองทัพเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด และดำเนินการตรวจสอบหาความจริงของเหตุการณ์นี้อย่างโปร่งใสและถี่ถ้วน ในปี 2561 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ส่งต่อคดีให้กับสำนักงานอัยการเพื่อระบุความรับผิด ซึ่งทำให้คดีล่าช้าเป็นเวลา 2 ปี

มีรายงานการสังหารที่กระทำโดยทั้งรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ดูหมวดที่ 1.ช.)

ข. การหายสาบสูญ

ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหายสาบสูญโดยหรือในนามของเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน (ดูหมวดที่ 1.จ. หัวข้อ “การแก้แค้นบุคคลซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกประเทศโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง”)

แม้ว่าคดีส่วนใหญ่จากปีก่อน ๆ จะยังคงไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่ในเดือนสิงหาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เห็นพ้องกับ (และจะเรียกร้องให้อัยการสูงสุดพิจารณาใหม่) กรณีไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 4 คนในข้อหาฆาตกรรมนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง เมื่อปี 2557 นายพอละจีหายตัวไปในจังหวัดเพชรบุรีหลังถูกคุมตัวในอุทยาน และถูกสอบสวนในข้อกล่าวหามีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ในเดือนกันยายน 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษประกาศว่า พบกระดูกของนายพอละจี ผลการสืบสวนชี้ว่า นายพอละจีถูกทรมานและฆาตกรรม จากนั้นศพถูกนำไปเผาและใส่ไว้ในถังน้ำมันถ่วงน้ำในเขื่อนเพื่ออำพรางคดี ในเดือนพฤศจิกายน 2562 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่อุทยานจำนวน 3 คน ถูกฟ้องว่ามีความผิดใน 6 ข้อกล่าวหารวมถึงการฆาตกรรมและอำพรางศพของนายพอละจี ในเดือนมกราคม อัยการยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 คนในข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด รวมถึงฆาตกรรม และฟ้องพวกเขาเพียงแค่ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีไม่ส่งตัวนายพอละจีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากควบคุมตัวนายพอละจี

ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่น ๆ

รัฐธรรมนูญระบุว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548 ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากการกระทำในระหว่างปฏิบัติตามหน้าที่ นับจนถึงเดือนกันยายน คณะรัฐมนตรีได้ขยายเวลาการบังคับใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุก ๆ 3 เดือนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 ทั้งนี้ มี 6 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการยกเว้นจากพระราชกำหนดดังกล่าว ได้แก่ อำเภอศรีสาคร อำเภอสุไหงโกลก และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอไม้แก่น และอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายและบีบบังคับนักโทษและผู้ต้องขัง และโดยส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกลงโทษ คำร้องเรียนแทบจะไม่นำไปสู่การลงโทษตำรวจผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่มีตัวอย่างให้เห็นมากมายที่การสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ ใช้เวลานานหลายปีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุป

ตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรด้านกฎหมายรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานคดีหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ ใช้ความรุนแรง ในเดือนเมษายน นายยุทธนาและนายณัฐพงษ์ ซ้ายซา สองพี่น้องถูกเจ้าหน้าที่ทหารชุดปราบปรามยาเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจับกุมในจังหวัดนครพนมและนำตัวไปยังค่ายทหารเพื่อสอบสวน ในเวลาต่อมานายยุทธนาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่นั่น ขณะที่นายณัฐพงษ์ถูกพบว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสในสถานที่อื่น เจ้าหน้าที่ทหาร 7 นายรับสารภาพว่าได้ทำร้ายชายทั้งสองคนขณะสอบสวนเพื่อบังคับให้ยอมรับว่าค้ายาเสพติด ณ เดือนพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังคงสืบสวนคดีนี้อยู่

มีรายงานจำนวนมากระบุว่า มีการกระทำเหยียดหยามให้อับอายและทารุณทางกายในหน่วยทหาร ในเดือนมีนาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรายงานว่า มีการกระทำทารุณอย่างกว้างขวางและยาวนานในกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทหารที่รักร่วมเพศและข้ามเพศ มีรายงานเกี่ยวกับทหารเกณฑ์ที่เสียชีวิตไม่นานหลังจากเข้ารับการเกณฑ์ เช่น นายเสรี บุตรวงศ์ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครหลังจากเข้ากรมทหารได้ 10 วันในเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ทหารระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ข้าราชการทหารเข้ารับการอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชน มีการจัดฝึกอบรมข้าราชการในหลายระดับเป็นประจำ รวมทั้งข้าราชการสัญญาบัตร ข้าราชการชั้นประทวน และทหารเกณฑ์ นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังกำหนดให้นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจต้องลงเรียนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน

สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน

เรือนจำและสถานกักกันต่าง ๆ อันได้แก่ สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่กักกันผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิงที่ไม่มีเอกสารประจำตัว และชาวต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง มีสภาพไม่ดีและส่วนใหญ่แออัดมาก ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เป็นเด็กยังคงถูกกักอยู่ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรืออยู่ที่สถานีตำรวจในท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว แม้ว่าก่อนหน้านั้นรัฐบาลจะขอให้ยุติการกักกันก็ตาม กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสภาพเรือนจำ ในขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดูแลสภาพของศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

รัฐบาลยังคงกักขังผู้ต้องสงสัยที่เป็นพลเรือนบางรายที่สถานกักกันของทหาร แม้ว่าคำสั่งในเดือนกรกฎาคม 2561 ได้กำหนดให้โอนคดีพลเรือนทุกคดีจากศาลทหารไปยังศาลพลเรือนแล้วก็ตาม กรมราชทัณฑ์ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน มีพลเรือนอย่างน้อย 6 รายถูกกักกันอยู่ที่เรือนจำของมณฑลทหารบกที่ 11 ในกรุงเทพมหานคร

สภาพเรือนจำและสถานกักกัน: มีผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกันสูงกว่าความสามารถรองรับได้ประมาณร้อยละ 50 ณ เดือนพฤศจิกายน มีผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกัน 346,170 คน แต่สถานที่ถูกออกแบบให้รองรับจำนวนผู้ต้องขังได้สูงสุดเพียง 210,000 ถึง 220,000 คน

เรือนจำและสถานกักกันบางแห่งมีสถานที่นอนไม่เพียงพอ และยังคงมีรายงานว่ามีสภาพแออัดมากและอากาศถ่ายเทไม่ดี และปัญหาที่ร้ายแรงคือการขาดบริการทางการแพทย์ บางครั้งทางการจะส่งตัวนักโทษหรือผู้ต้องขังที่ป่วยหนักไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อโควิด-19

สภาพของศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบหลายข้อที่กำกับระบบราชทัณฑ์ตามปกติทั่วไป และผู้ต้องขังร้องเรียนถึงสภาพที่แออัดและผิดหลักอนามัย เช่น ห้องมีอากาศถ่ายเทไม่ดี และไม่ได้ใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง ในระหว่างปี สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองส่งตัวผู้ต้องกักหลายสิบคนจากศูนย์กักกันฯ ที่สวนพลูในกรุงเทพมหานครไปยังศูนย์กักกันฯ ในจังหวัดอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาความแออัด ผู้สนับสนุนผู้ลี้ภัยรายงานว่า ศูนย์กักกันฯ ที่สวนพลูมีสภาพแออัดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ศูนย์กักกันฯ หลายแห่งทั่วประเทศยังคงมีปัญหานี้อยู่ ในเดือนพฤษภาคม ทางการยืนยันว่า ผู้ต้องกักอย่างน้อย 60 รายในศูนย์กักกันฯ ที่สะเดา จังหวัดสงขลา ติดเชื้อโควิด-19

ประมาณร้อยละ 17 ของผู้ต้องขังทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดี ผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป บ่อยครั้งรัฐบาลคุมขังผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในค่ายทหารหรือสถานีตำรวจมากกว่าเรือนจำ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ในบางครั้งทางการควบคุมผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้องหรือดำเนินการตามขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะในสถานีตำรวจขนาดเล็กหรือที่อยู่ห่างไกล ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บางครั้งทางการควบคุมเยาวชนอายุเกิน 14 ปีรวมกับผู้ใหญ่

ตามกฎหมาย ทางการสามารถกักกันบุคคลต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้อยู่ในประเทศได้ รวมทั้งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง หรือผู้ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลาหลายปีได้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะได้รับการประกันตัวหรือจ่ายค่าปรับและค่าเดินทางกลับประเทศของตนเอง ส่วนใหญ่แล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะแยกผู้เป็นแม่และลูกออกมาอยู่ในสถานที่ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า แต่ยังคงจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเขา องค์กรนอกภาครัฐเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายและนโยบายเพื่อยุติการคุมขังเด็กที่วีซ่าหมดอายุและใช้ทางเลือกอื่นแทน เช่น การปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขให้คุมประพฤติ และการไม่ควบคุมตัวและจัดที่อยู่อาศัยในชุมชนให้ในระหว่างดำเนินการแก้ปัญหาสถานะวีซ่า องค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ รายงานว่า มีการร้องทุกข์โดยเฉพาะจากชาวมุสลิมในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่ามีอาหารฮาลาลไม่เพียงพอ

บางครั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำใช้มาตรการขังเดี่ยวเพื่อลงโทษนักโทษชายที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของเรือนจำเป็นประจำหรือที่เป็นภัยต่อผู้อื่น ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังใช้ตรวนขาที่มีน้ำหนักมากกับนักโทษที่เห็นว่ามีความเสี่ยงจะหลบหนีหรือที่อาจเป็นอันตรายต่อนักโทษคนอื่น

สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีบุคคลเสียชีวิตภายใต้การคุมขังของทางการจำนวน 713 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม 2562 จนถึงวันที่ 30 กันยายน ในจำนวนนี้ 24 รายเสียชีวิตขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจ และ 689 รายเสียชีวิตขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ ทางการระบุว่า ส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ

การดำเนินการของเรือนจำ: ทางการอนุญาตให้นักโทษหรือผู้แทนสามารถยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินโดยไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาก่อน แต่ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อฝ่ายตุลาการได้โดยตรง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการพิจารณาและตรวจสอบคำร้องเรียนและคำร้องทุกข์ที่ได้รับจากนักโทษและให้คำแนะนำแก่กรมราชทัณฑ์ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจดำเนินการในนามของนักโทษ และไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในคดี ยกเว้นแต่จะได้รับคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการ

การตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ: รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าเยี่ยมสังเกตการณ์เรือนจำได้ รวมถึงการเข้าเยี่ยมนักโทษโดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย และยังสามารถเข้าเยี่ยมได้อีกหลายครั้ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ไม่มีการตรวจสอบระบบทัณฑสถาน รวมถึงเรือนจำทหาร เช่น เรือนจำในมณฑลทหารบกที่ 11 ในกรุงเทพมหานคร จากหน่วยงานภายนอกหรือต่างประเทศ

โดยทั่วไป ผู้แทนขององค์กรระหว่างประเทศได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศเพื่อให้บริการและดำเนินการโยกย้ายถิ่นฐาน การเข้าถึงศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแต่ละแห่งแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ตลอดทั้งปี

ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ

หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะยุติบทบาทในเดือนกรกฎาคม 2562 รัฐบาลทหารภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยกเลิกคำสั่ง 76 ฉบับ ซึ่งคืนสิทธิพลเรือนและสิทธิชุมชนบางส่วนให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คสช. ฉบับอื่น ๆ ยังมีผลบังคับใช้ และทหารยังมีอำนาจในการกักกันบุคคลได้สูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาหรือมีการพิจารณาในศาล

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ยังมีผลบังคับใช้อยู่ (ดูหมวดที่ 1. ช.)

บทบัญญัติในพระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ยากแก่การร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งการกักขัง พระราชกำหนดฉุกเฉินระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่าผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง นอกจากนี้ พระราชกำหนดฉุกเฉินระบุว่า เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย

นายกรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ทั่วประเทศในเดือนมีนาคม ซึ่งมีการต่ออายุทุก ๆ เดือนนับจนถึงเดือนพฤศจิกายน ผู้วิจารณ์อ้างว่า พระราชกำหนดดังกล่าวถูกใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ขั้นตอนการจับกุมและการปฏิบัติต่อบุคคลขณะถูกคุมขัง

กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องได้รับหมายจากศาลก่อนเข้าทำการจับกุม แต่คำสั่ง คสช. ฉบับหนึ่งอนุญาตให้คุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ ในการออกหมายจับนั้น ศาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติออกหมายจับตามที่ยื่นขอมาทั้งหมด ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งข้อหาให้บุคคลที่ถูกจับกุมทราบทันทีที่เข้าจับกุม และต้องอนุญาตให้บุคคลผู้นั้นแจ้งผู้ใดผู้หนึ่งเรื่องที่ตนถูกจับกุมได้

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังคดีอาญาทั้งในศาลพลเรือนและศาลทหารสามารถติดต่อทนายได้ แต่นักกฎหมายและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวอ้างว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนผู้ถูกคุมขังโดยไม่ให้ติดต่อทนายความ

ทั้งศาลยุติธรรมและกองทุนยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรมจัดทนายอาสาให้แก่จำเลยที่มีฐานะยากจน ในช่วงเวลาทั้งปีจนถึงวันที่ 30 กันยายน ศาลยุติธรรมจัดหาทนายความให้แก่จำเลยผู้ใหญ่ 21,254 รายและจำเลยเยาวชน 5,405 ราย ทั้งนี้ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ขาดแคลน 1,699 รายด้วยกัน

กฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในการขอประกันตัว และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว

การจับกุมตามอำเภอใจ: คำสั่ง คสช. ฉบับหนึ่งให้ทหารมีอำนาจคุมขังบุคคลโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้สูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีการพิจารณาโดยศาล พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจทางการในการคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา (ดูหมวดที่ 1. ช.)

การคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี: ในกรณีปกติทั่วไป กฎหมายอนุญาตให้ตำรวจคุมขังผู้ต้องสงสัยคดีอาญาเพื่อสอบสวนคดีได้เป็นเวลา 48 ชั่วโมงหลังการจับกุม ทนายความรายงานว่า ตำรวจส่งสำนวนคดีส่วนใหญ่ต่อศาลภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม พวกเขาแสดงความกังวลที่ขณะเดียวกันมีการใช้กฎหมายที่บังคับใช้กับคดีความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกกักขังนานขึ้น กฎหมายอื่น ๆ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่พลเรือนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการกักขังบุคคลที่ต้องสงสัยว่าก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 3 วันก่อนส่งตัวให้กับตำรวจ

กฎหมายและระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ความผิดที่มีโทษจำคุกสูงสุดน้อยกว่า 3 ปีอยู่ภายใต้อำนาจรับผิดชอบของศาลแขวง ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างออกไปและกำหนดให้ตำรวจต้องส่งสำนวนคดีให้อัยการภายในเวลาระยะเวลา 72 ชั่วโมงหลังจากการจับกุม

ก่อนการตั้งข้อกล่าวหาและการพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่อาจคุมขังบุคคลได้นานสูงสุดถึง 84 วัน (สำหรับคดีร้ายแรงที่สุด) โดยศาลจะพิจารณาทบทวนทุก 12 วัน หลังจากการตั้งข้อกล่าวหาและตลอดช่วงการพิจารณาคดี การคุมขังอาจกินเวลานานถึง 3 เดือนไปจนถึง 2 ปีก่อนที่จะมีการตัดสินคดี และอาจนานถึง 6 ปีก่อนที่ศาลฎีกาจะพิจารณาเรื่องฎีกา ทั้งนี้ ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับการดำเนินการฟ้องร้องและความพร้อมในการสู้คดี จำนวนคดีที่ศาลรับผิดชอบ และลักษณะของหลักฐาน

จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลเคารพความเป็นอิสระและความเป็นกลางของฝ่ายตุลาการ อย่างไรก็ดี ยังมีเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อำนาจกับรัฐบาลในการแทรกแซงเพื่อป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ “ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ” กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับอิทธิพลของรัฐบาลที่มีต่อกระบวนการตุลาการอันเป็นกระบวนการอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กระบวนการตุลาการเพื่อลงโทษบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ขั้นตอนการพิจารณาคดี

รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่บุคคลในการได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม และโดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายตุลาการที่มีความเป็นอิสระเป็นฝ่ายบังคับใช้กฎหมายตามสิทธิที่ว่านี้ ยกเว้นในบางคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

กฎหมายให้ถือว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดได้ การพิจารณาความผิดลหุโทษใช้ผู้พิพากษาคนเดียวตัดสิน ส่วนความผิดในคดีที่ร้ายแรงกว่านั้นต้องใช้ผู้พิพากษา 2 คนหรือมากกว่า ส่วนใหญ่แล้วการพิจารณาคดีจะเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้มีการพิจารณาคดีโดยลับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ราชวงศ์ เยาวชน หรือการล่วงละเมิดทางเพศ

จำเลยที่ถูกพิจารณาคดีในศาลอาญาปกติจะได้รับสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ซึ่งรวมถึงการเลือกทนายด้วยตนเอง การรับทราบรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว การใช้ล่ามโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ (หากจำเป็น) สิทธิในการปรากฏตัวต่อศาล รวมถึงสิทธิที่จะมีเวลาและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอในการเตรียมต่อสู้คดี นอกจากนี้ จำเลยยังมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือสารภาพผิด เผชิญหน้ากับพยาน นำเสนอพยาน และขออุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ทางการไม่ได้จัดหาทนายโดยอัตโนมัติให้แก่จำเลยที่มีฐานะยากจนโดยใช้งบประมาณของรัฐเสมอไป และมีการกล่าวหาว่าทางการไม่ได้ให้สิทธิทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นแก่จำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเล็ก ๆ หรือจังหวัดที่อยู่ห่างไกล

นักโทษและผู้ต้องขังทางการเมือง

กรมราชทัณฑ์รายงานว่า จนถึงเดือนพฤศจิกายน มีผู้รอการพิจารณาคดีหรือจำคุกภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ (ดูหมวดที่ 2.ก.) ประมาณ 23 ราย กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า บุคคลหลายรายถูกดำเนินคดีและตัดสินลงโทษในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง ทางการออกหมายจับผู้ประท้วงและผู้สนับสนุนการประท้วงมากกว่า 30 รายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลังมีการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเปิดเผยมากขึ้นระหว่างการชุมนุมในเดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน ในเดือนธันวาคม ศาลอาญายกฟ้องนางพัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ “จ่านิว” เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีอายุ 4 ปี โดยพิจารณาว่าคำตอบ “จ้า” คำเดียวที่เธอโพสต์ในบทสนทนาทางเฟซบุ๊กซึ่งวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ไม่มีเจตนาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

การแก้แค้นบุคคลซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกประเทศโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง

ยังคงมีการกล่าวหาว่าทางการไทยดำเนินการแก้แค้นนักเคลื่อนไหวและผู้วิจารณ์ที่อยู่นอกประเทศ โดยมีเหตุจูงใจทางการมือง

องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดในกรณีการสูญหายของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหว โดยมีรายงานว่ามือปืนสวมหน้ากากลักพาตัวเขาไปในเดือนมิถุนายนที่ประเทศกัมพูชา ก่อนหน้านั้นทางการไทยออกหมายจับนายวันเฉลิมซึ่งลี้ภัยอยู่ในกัมพูชาหลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2557 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของเขา ทางการกัมพูชาเริ่มการสืบสวนสอบสวน โดยมีรายงานว่าเป็นการกระทำตามการร้องขอของรัฐบาลไทย และในเดือนกันยายน ได้ออกผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ไม่มีหลักฐานว่ามีการลักพาตัวเกิดขึ้น สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชนแสดงความห่วงใยว่า การลักพาตัวนายวันเฉลิมที่มีการรายงานนั้น “อาจเป็นการถูกบังคับให้สูญหาย” องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า มีผู้เห็นต่างชาวไทยจำนวนอย่างน้อย 8 คนเป็นเหยื่อของการสูญหายในลักษณะดังกล่าวนับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2557 ในเดือนพฤศจิกายน พี่สาวของนายวันเฉลิมเดินทางไปยังพนมเปญเพื่อยื่นหลักฐานในคดีดังกล่าว

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมกรณีทางการเวียดนามจับกุมนักเคลื่อนไหว ได้แก่ นายชูชีพ ชีวสุทธิ์ นายสยาม ธีรวุฒิ และนายกฤษณะ ทัพไทย เมื่อปี 2562 และส่งตัวกลับประเทศไทย

ขั้นตอนและการเยียวยาคดีความแพ่ง

กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลและหน่วยงานฝ่ายปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลเคารพสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฉุกเฉินที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำหนดไว้ว่า ศาลปกครองหรือกระบวนการทางแพ่งหรืออาญาไม่สามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ แต่ผู้เสียหายอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้จากหน่วยงานรัฐได้

ฉ. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านพัก หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมาย

ข้อกำหนดของคำสั่ง คสช. ฉบับหนึ่ง และพระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจฝ่ายความมั่นคงในการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ใช้อำนาจดังกล่าวเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ พระราชบัญญัติอื่นกำหนดให้มีขั้นตอนการค้นหาและยึดคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูล “ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” “เป็นเท็จ” หรือ “บิดเบือน” (ดูหมวดที่ 2.ก.) พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการขอและบังคับให้มีการลบข้อมูลที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตได้

รัฐบาลตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดโดยมีการกำกับดูแลที่จำกัด หน่วยงานรัฐบาลใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดส่องติดตาม รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ตลอดจนใบอนุญาตเพื่อนำเข้าอุปกรณ์ดักจับการสื่อสารทางไกลจากบริษัทในยุโรป การสอดส่องโดยรัฐบาลขาดกลไกการตรวจสอบและความโปร่งใส บทบัญญัติบางข้อไม่ให้ความคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลซึ่งตามจริงแล้วกำหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้งไม่ปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล และให้อำนาจอย่างมากแก่รัฐบาลในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยปราศจากการพิจารณาทบทวนโดยศาลหรือการควบคุมดูแลในรูปแบบอื่น ๆ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตอบโต้การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเปิดตัวแอปสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งติดตามและตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงมายังประเทศไทย แอปนี้จะขอให้ใส่ข้อมูล เช่น ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และหมายเลขหนังสือเดินทาง และผู้เดินทางมาจากต่างประเทศทุกคนจะต้องดาวน์โหลดแอปดังกล่าวมาใช้งาน ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า มีความคลุมเครือเกี่ยวกับวิธีใช้ข้อมูลและผู้ที่นำข้อมูลไปใช้

มีรายงานจำนวนมากซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุกคามพลเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมทั้งไปพบหรือสอดส่องที่บ้านหรือสถานที่ทำงานของบุคคลนั้น ในเดือนกรกฎาคม นายทิวากรณ์ วิถีตน อ้างว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสอบสวนหลายครั้งที่บ้านหลังจากโพสต์รูปภาพตนเองสวมเสื้อยืดที่มีข้อความวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ในภายหลัง นายทิวากรณ์ถูกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 6 คนและเจ้าหน้าที่ทหาร 1 นายจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนำตัวไปยังโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อรับการรักษาเป็นเวลา 14 วัน ในเดือนมิถุนายน นายบุญเกื้อหนุน “ฟรานซิส” เป้าทอง นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล รายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายมาที่บ้านหลายครั้งเพื่อเตือนเขาเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการชุมนุมที่เขาจัด อีกทั้งขอให้เขาระบุตัวผู้นำการชุมนุมคนอื่น ๆ ในเดือนตุลาคม เขาและผู้ชุมนุมอีก 2 คนถูกกล่าวหาว่าพยายามกระทำรุนแรงต่อพระราชินี เนื่องจากมีส่วนในเหตุการณ์ที่ทำให้ขบวนเสด็จของพระราชินีล่าช้าขณะขบวนเข้าไปใกล้กับสถานที่ชุมนุม โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวมีบทลงโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกรายงานในเดือนมกราคมเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ทหารบังคับเก็บสารพันธุกรรม (DNA) จากชายชาวมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ผู้วิจารณ์กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ

ช. การใช้อำนาจในทางมิชอบอื่น ๆ ในการจัดการปัญหาขัดแย้งภายในประเทศ

ความขัดแย้งภายในประเทศในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูยังคงดำเนินต่อไป การโจมตีโดยผู้ก่อความไม่สงบและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ผ่านมาได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวไทยพุทธในพื้นที่

พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส (โดยมี 6 อำเภอได้รับการยกเว้น) ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนบางส่วน ในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ตลอดจนมอบหมายอำนาจด้านการรักษาความมั่นคงภายในบางประการแก่กองทัพ พระราชกำหนดฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ในปี 2549 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การสังหาร: กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหากองกำลังของรัฐบาลว่ากระทำการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุข้อมูล ณ เดือนกันยายนว่า มีเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมโดยกองกำลังรักษาความมั่นคง 8 ครั้ง ซึ่งส่งผลให้มีผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเสียชีวิต 22 ราย เจ้าหน้าที่รัฐยืนกรานว่า ผู้ต้องสงสัยในแต่ละคดีขัดขืนการจับกุม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังรุนแรงจนถึงแก่ความตาย ซึ่งครอบครัวของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโต้แย้งประเด็นข้ออ้างดังกล่าว

ในเดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐยิงผู้ต้องสงสัย 7 รายเสียชีวิตขณะค้นหาผู้ก่อเหตุวางระเบิด 2 จุดซึ่งทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 2 รายในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ โดยขอความช่วยเหลือจากชุมชนและผู้นำศาสนาในการเกลี้ยกล่อมให้ผู้ต้องสงสัยยอมแพ้ก่อนจะถูกผู้ต้องสงสัยยิง ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธได้จำนวนหนึ่ง และผู้ต้องสงสัยวางระเบิดบางคนที่ถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างการปะทะกันถูกระบุในเวลาต่อมาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ณ เดือนพฤศจิกายนระบุว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น 285 ครั้งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 107 รายและได้รับบาดเจ็บ 155 ราย ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 เช่นเดียวกันกับปีที่ผ่าน ๆ มา กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมักมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งรวมถึงข้าราชการอำเภอและเทศบาล ทหาร และตำรวจ โดยใช้ระเบิดและการซุ่มยิง

ในเดือนมกราคม กลุ่มชายติดอาวุธขว้างระเบิดแสวงเครื่องและปลดระเบิดมือก่อนบุกไปที่ฐานปฏิบัติทหารในตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส อาสารักษาดินแดนชาวมุสลิมคนหนึ่งเสียชีวิตและอีก 7 คนได้รับบาดเจ็บในระหว่างการโจมตี ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาสารักษาดินแดนซึ่งตอบโต้การโจมตีที่ฐานปฏิบัติการถูกระเบิดโจมตีและกระหน่ำยิง ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม ระเบิด 2 ลูกถูกพบฝังอยู่ใต้ถนนใกล้กับจุดเกิดเหตุระเบิด

ในเดือนกุมภาพันธ์ มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถจักรยานยนต์โดยมุ่งเป้าไปที่ปลัดอำเภอและกลุ่มอาสารักษาดินแดนที่ด้านนอกโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 คน ได้แก่ ปลัดอำเภอ อาสาสมัคร 3 คน ชาวบ้าน 4 คน และนักเรียน 2 คน

ในเดือนมีนาคม มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถกระบะด้านนอกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ในจังหวัดยะลา ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 28 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อมวลชน และชาวบ้าน

อาสาสมัครป้องกันดินแดนที่เป็นพลเรือนบางส่วนได้รับการอบรมพื้นฐานและรับแจกอาวุธจากฝ่ายความมั่นคงของรัฐ องค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงแสดงความกังวลว่า อาสาสมัครป้องกันดินแดนและพลเรือนอื่น ๆ จะลงโทษบุคคลโดยพลการ

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังฯ ระบุว่า แม้ว่าผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบได้ก่อเหตุโจมตีพลเรือนหลายครั้ง แต่ทั้งเหตุความรุนแรง ตลอดจนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง มีจำนวนลดลงในช่วงครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562

การทารุณกรรมทางกาย การลงโทษ และการทรมาน: ศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐในท้องถิ่น ได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องหาก่อความไม่สงบว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทรมานร่างกายในขณะถูกคุมขัง องค์กรเดียวกันนี้ระบุว่า การหาข้อเท็จจริงมาสนับสนุนการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและการให้เข้าพบผู้ต้องหาในสถานที่ควบคุมตัว กลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม มีผู้ถูกคุมขังอย่างน้อย 77 คน องค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงยืนยันว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาเป็นการกระทำตามอำเภอใจและเกินกว่าเหตุ องค์กรเหล่านั้นยังวิจารณ์สภาพแออัดของสถานที่อีกด้วย

กฎอัยการศึกที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อนุญาตให้ควบคุมตัวบุคคลได้สูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาและไม่ต้องได้รับอนุมัติจากศาลหรือหน่วยงานของรัฐ พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในพื้นที่เดียวกันอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐจับกุมและคุมขังผู้ต้องหาเพิ่มได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา และหลังจากครบกำหนดระยะเวลานี้แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐจะเริ่มคุมขังผู้ต้องสงสัยได้ภายใต้กฎหมายอาญาปกติ ซึ่งจะแตกต่างจากการคุมขังภายใต้กฎอัยการศึกตรงที่ต้องให้ศาลอนุมัติ แม้องค์กรสิทธิมนุษยชนนอกภาครัฐจะร้องเรียนว่าศาลไม่ใช้อำนาจในการพิจารณาการคุมขังเสมอไป

ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้รายงานว่า จนถึงเดือนสิงหาคม ทางการจับกุมตัวบุคคล 20 รายตามหมายศาลภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2562 ในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการปล่อยตัว 6 ราย ถูกดำเนินคดี 13 ราย และกักขังเพื่อรอการสอบสวนเพิ่มเติม 1 ราย แหล่งข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้อ้างว่า จำนวนที่ลดลงส่วนหนึ่งเกิดจากการปฏิบัติการปราบปรามที่น้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2562 รวมทั้งมีการเน้นมาตรการป้องกันเพิ่มขึ้นในการควบคุมความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความมุสลิมให้เหตุผลว่า จำนวนที่ลดลงดังกล่าวเกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19

รัฐบาลมักแจกอาวุธแก่อาสาสมัครพลเรือนป้องกันดินแดนทั้งที่เป็นชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู รวมทั้งจัดกำลังป้องกันโรงเรียนและวัดพุทธ ตลอดจนจัดทหารคุ้มกันพระสงฆ์และครู

ข้าราชการทหารที่ออกปฏิบัติงานสนับสนุนการต่อต้านการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้รับการอบรมพิเศษเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการอบรมรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะที่อาจเกิดขึ้นได้โดยละเอียด

หมวดที่ 2. การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง อันประกอบด้วย:

ก. เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพประชาชนในการพูดและเสรีภาพของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ช่วยเหลือองค์กรสื่อที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลในการดำเนินตามข้อบังคับต่าง ๆ ข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตรวจสอบสื่อและอินเทอร์เน็ต และปิดกั้นเว็บไซต์

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีต่อความผิด 1 กระทง กฎหมายอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้หากพบเห็นผู้ใดกระทำการดังกล่าว

เมื่อเดือนพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับผู้นำการชุมนุม 12 คนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นการออกหมายจับในข้อหาดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้น นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า แม้ว่าจะมีการดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพลดน้อยลง แต่รัฐบาลหันไปใช้กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และข้อหายุยงปลุกปั่นเพิ่มขึ้นในการจำกัดเสรีภาพในการพูด รวมทั้งการพูดที่วิจารณ์สถาบัน

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า จนถึงเดือนกันยายน มีผู้ถูกคุมขังเนื่องจากความผิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 15 ราย และจนถึงเดือนสิงหาคม ศาลยุติธรรมรายงานว่า มีคดีละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรอการดำเนินคดีอยู่ทั่วประเทศ 23 คดี

รัฐบาลยังคงพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากปีก่อน ๆ เป็นการลับ และห้ามการเปิดเผยเนื้อหาที่มีการกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้นต่อประชาชน องค์กรและนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในแง่ลบของกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ศาลรัฐธรรมนูญอาจดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่พิจารณาว่าได้บิดเบือนข้อเท็จจริง กฎหมาย หรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยคดีต่าง ๆ ของศาล หรือได้ล้อเลียนศาล

เสรีภาพของสื่อมวลชน รวมทั้งสื่อออนไลน์: สื่ออิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องแต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการทำหน้าที่อย่างเสรีหลายประการ

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้เจ้าของหนังสือพิมพ์และองค์กรสื่อมวลชนอื่น ๆ ต้องเป็นประชาชน แต่เจ้าหน้าที่รัฐยินยอมอย่างเปิดเผยให้มีข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลระหว่างสำนักข่าวที่ดำเนินการโดยรัฐบาลจีนและสื่อในประเทศที่เป็นของรัฐ โดยให้เหตุผลว่าสื่อจีนให้มุมมองที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากมุมมองของสื่อตะวันตก รัฐบาลไทยเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดที่ใช้ในการแพร่ภาพกระจายเสียงและให้ผู้ดำเนินการสื่อเอกชนเช่า ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลทางอ้อมกับสื่อได้ เป็นที่รู้กันว่าบริษัทสื่อตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่เป็นประจำ

การตรวจสอบสื่อก่อนเผยแพร่ หรือการจำกัดเนื้อหา: กฎหมายยังคงให้อำนาจแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยใช่เหตุ นับจนถึงเดือนตุลาคม ไม่มีข้อมูลว่าทางการได้เพิกถอนใบอนุญาตใด ๆ ทั้งนี้ ทางการเฝ้าตรวจสอบข้อมูลที่สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอ รวมทั้งสื่อต่างชาติด้วย สื่อในประเทศมีแนวโน้มที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนเองก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือสมาชิกราชวงศ์

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาความขัดแย้ง ให้อำนาจกับรัฐบาลในการ “ห้ามการตีพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก หรือมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อมูล” และยังให้อำนาจในการตรวจกรองข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เมื่อเดือนตุลาคม องค์กรสื่อและนักวิชาการวิจารณ์คำสั่งของตำรวจที่รั่วไหลออกมา ซึ่งเป็นคำสั่งให้ตรวจสอบสำนักข่าวออนไลน์ และหน้าเฟซบุ๊กของกลุ่มชุมนุมต่อต้านรัฐบาลซึ่งเป็นที่รู้จักเพื่อตรวจหาการละเมิดกฎหมายภายใต้ “สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง” ในเดือนตุลาคม ซึ่งห้ามไม่ให้กระจายหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของประชาชน สุดท้าย ศาลไม่รับฟังคำร้องเพื่อปิดสำนักข่าว 4 แห่งและหน้าเฟซบุ๊กดังกล่าวซึ่งปัจจุบันยังดำเนินการและเปิดใช้งานอยู่ นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน รัฐมนตรีว่ากระกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ออกคำสั่งให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กระจายโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและสัญญาณมือถือระงับบัญชีของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประท้วง นอกจากนี้ รัฐมนตรียังประกาศว่า มี URL 300,000 รายการที่อาจเข้าข่ายละเมิดพระราชกำหนด

กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท: ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับและจำคุก 2 ปี บุคคลในแวดวงทหารและนักธุรกิจฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และนักการเมืองฐานหมิ่นประมาททางอาญาและโฆษณาหมิ่นประมาท

ในเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเวลา 10 เดือนหลังจากบริษัทฟาร์มเลี้ยงไก่ ธรรมเกษตร ถอนฟ้องนางสาวสุธารี “กระติก” วรรณศิริ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในคดีหมิ่นประมาททางแพ่ง บริษัทแพ้คดีอาญาที่ฟ้องต่อนางสาวสุธารี บริษัทธรรมเกษตรให้เหตุผลว่า ข้อความเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ในปี 2560 ของนางสาวสุธารีทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง

ในเดือนตุลาคม ศาลอุทธรณ์จังหวัดลพบุรีพิพากษายกเลิกการลงโทษนางสุชาณี คลัวเทรอ นักข่าวโทรทัศน์ ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในคดีที่บริษัทธรรมเกษตรเป็นผู้ฟ้อง ในเดือนธันวาคม 2562 ศาลจังหวัดลพบุรีได้ลงโทษจำคุกนางสุชาณีเป็นเวลา 2 ปี หลังจากแสดงความคิดเห็นบนทวิตเตอร์เมื่อปี 2560 เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานของบริษัทธรรมเกษตร

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 12 แห่ง เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อกฎหมายหมิ่นประมาท และ “ดำเนินมาตรการโดยทันทีเพื่อยุติกระบวนการทางอาญาที่ไม่มีน้ำหนักต่อนักข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้แจ้งเบาะแส รวมทั้งผู้ที่ถูกบริษัทธรรมเกษตรกล่าวหา” ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ บริษัทธรรมเกษตรได้ยื่นฟ้องนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักข่าวอย่างน้อย 39 คดีกรณีวิจารณ์การใช้แรงงานของบริษัท โดยกล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นประมาททางแพ่งและทางอาญา

ความมั่นคงของชาติ: คำสั่ง คสช. หลายฉบับยังคงให้อำนาจรัฐในการจำกัดการเผยแพร่เนื้อหาที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

รัฐบาลยังคงจำกัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและลงโทษผู้ที่วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นจริงเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเฝ้าสังเกตการณ์สื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคลเพื่อตรวจหาเนื้อหาที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและเป็น “ข่าวปลอม” มีรายงานว่ารัฐบาลเฝ้าสังเกตการสื่อสารออนไลน์ส่วนบุคคลโดยไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่เหมาะสม

กฎหมายอนุญาตให้ทางการลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีและปรับเงินจำนวนมากต่อผู้กระทำผิดฐานลงข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามความมั่นคงของรัฐ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน หรือทำให้บุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอิงจากคำนิยามที่คลุมเครือ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บบันทึกข้อมูลผู้ใช้งานทุกรายเป็นเวลา 90 วันเพื่อใช้ในกรณีที่ทางการต้องการข้อมูลเหล่านั้น และหากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดเห็นชอบหรือจงใจสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความผิดกฎหมายก็จะถูกลงโทษด้วย ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ทางการต้องขอคำสั่งศาลในการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับนี้เสมอไป นักเคลื่อนไหวด้านสื่อวิจารณ์ว่า กฎหมายนี้ให้คำจำกัดความการกระทำความผิดไว้กว้างเกินไปและบทลงโทษบางบทก็รุนแรงเกินไป

โดยทั่วไปแล้ว บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสันติทางอินเทอร์เน็ต แม้ว่ายังคงมีข้อจำกัดด้านเนื้อหาหลายประการ ภาคประชาสังคมรายงานว่า รัฐบาลใช้การดำเนินคดีหรือการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ ทางการตั้งเป้าดำเนินคดีกับบุคคลที่แสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ในหลายหัวข้อ ตั้งแต่การพูดคุยถึงเรื่องการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ไปจนถึงการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การวิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาล การรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาวของรัฐบาล และการเตือนเกี่ยวกับการสอดแนมของรัฐบาล

ในเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนางสาวฐิติมา คงทน และนายฤทธิศักดิ์ วงศ์ทองเหลือง ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับบุคคลที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งคู่อาจต้องจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดบุกบ้านเรือนใน 4 จังหวัดและจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน 4 รายที่แสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ว่าเชื้อโควิด-19 ได้แพร่กระจายไปยังจังหวัดเชียงใหม่

ในเดือนกุมภาพันธ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยจากจังหวัดชลบุรีที่ใช้ชื่อว่า นิรนาม ถูกตำรวจจับและตั้งข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” หลังจากโพสต์ข้อความที่ถือว่าหมิ่นประมาทรัชกาลที่ 10 นิรนามถูกเพิ่มข้อหาฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีก 7 ข้อหาหลังจากการพิจารณาคดีถูกเลื่อนออกไปในเดือนมิถุนายน เขาต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

ในเดือนเมษายน กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประกาศแผนการที่จะฟ้องร้องผู้ดูแลหน้าเฟซบุ๊กแหม่มโพธิ์ดำ หลังจากแหม่มโพธิ์ดำรายงานเกี่ยวกับกรณีกักตุนหน้ากากที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดของนายธรรมมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แหม่มโพธิ์ดำอ้างว่าข้อมูลที่เผยแพร่นำมาจากหน้าเฟซบุ๊กของคนสนิทดังกล่าวก่อนที่จะถูกลบไป

ในเดือนสิงหาคม ศาลสั่งปรับและจำคุกบุคคลจำนวน 10 รายในข้อหาเผยแพร่สิ่งที่รัฐบาลกล่าวว่าเป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยข้อความดังกล่าวกล่าวหาว่ารองนายกประวิตรจัดซื้อเทคโนโลยีดาวเทียมมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท (3,000 ล้านเหรียญ) เพื่อสอดส่องประชาชน ในภายหลังโทษถูกลดให้เหลือรอลงอาญา 2 ปี

ในเดือนเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังได้ยื่นคำร้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีนักวิชาการผู้ลี้ภัย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์สร้างและดำเนินการเป็นผู้ดูแลหน้าเฟซบุ๊กต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังขอให้เฟซบุ๊กลบหน้าบัญชีดังกล่าว ซึ่งเฟซบุ๊กปฏิบัติตามเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ในเดือนกันยายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ยื่นคำร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีที่เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ยังไม่ได้ปิดกั้นการเข้าถึงหน้าเว็บไซต์บางหน้าตามที่กระทรวงฯ ร้องขอผ่านทางศาลก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังยื่นคำร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อความที่วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 และ 20 กันยายนด้วย โดยอ้างว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้กระทำการยุยงปลุกปั่นและนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐบาลดำเนินการสอดส่องอย่างใกล้ชิดและปิดกั้นเว็บไซต์ ตลอดจนโพสต์และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ การดำเนินคดีต่อสื่อมวลชน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในฐานหมิ่นประมาททางอาญาหรือยุยงปลุกปั่นจากการลงเนื้อหาออนไลน์นั้นสร้างบรรยากาศของการตรวจสอบตัวเองก่อนเผยแพร่ข้อมูลมากยิ่งขึ้น เว็บบอร์ดและกระดานสนทนาทางการเมืองในอินเทอร์เน็ตจำนวนมากคอยสอดส่องข้อความสนทนาและตรวจสอบเนื้อหาของตนอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปิดกั้น หนังสือพิมพ์จำกัดการเข้าถึงพื้นที่แสดงความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการถูกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือหมิ่นประมาท นอกจากนี้ กสทช. ยังชักจูงผู้ให้บริการเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตต่างชาติลบหรือตรวจสอบเนื้อหาของตนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีการเผยแพร่ในประเทศ ทางการขอให้รัฐบาลต่างชาติดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เห็นต่างชาวไทยที่อยู่ในประเทศเหล่านั้น ผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกคุมขังเปิดเผยรหัสผ่านที่เข้าใช้บัญชีส่วนตัวในสื่อสังคมออนไลน์

เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาในมหาวิทยาลัยอยู่เป็นประจำเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์การบรรยายและการเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตนักศึกษา มีหลายกรณีที่ทางการจับกุมนิสิตนักศึกษาจากการใช้เสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็น มหาวิทยาลัยรายงานว่า ยังคงมีการตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่อยู่

เมื่อเดือนมิถุนายน สำนักข่าว ไทยเอ็นไควเรอร์ รายงานกรณีการคุกคามและข่มขู่นิสิตนักศึกษาและคณาจารย์มหาวิทยาลัย รวมทั้งนักศึกษาคนหนึ่งที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมานำเขาไปยังสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำ เขาถูกยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และถูกบังคับให้เปิดเผยรหัสผ่านของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของทางการเข้าพบคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีการระบุชื่อในกรุงเทพมหานคร และขอให้ระบุตัวผู้นำการชุมนุมประท้วงและตรวจสอบกิจกรรมของพวกเขา

ในเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่อนุญาตให้ผู้ประท้วงที่เป็นนักศึกษาใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยในการชุมนุมประท้วง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อนุญาตให้มีการชุมนุมในเดือนสิงหาคมและประกาศว่า นักศึกษาสามารถแสดงข้อเรียกร้องการทางการเมืองได้ แต่ในภายหลังได้แสดงความเสียใจที่อนุญาตให้นักศึกษาใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ในการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ข. เสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม

มีการชุมนุมประท้วงโดยสันติขนาดใหญ่หลายครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน แม้กระนั้น รัฐบาลได้จำกัดเสรีภาพในการชุมนุมกันอย่างสงบและการจัดตั้งสมาคม ตลอดจนจับกุมและตั้งข้อหากับผู้นำการชุมนุมจำนวนหลายสิบคนภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด-19 กฎหมายการยุยงปลุกปั่น และกฎหมายอื่น ๆ

เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อจำกัดของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อ “คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” รัฐบาลยังคงดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ประท้วงโดยสงบ

ในเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ชุมนุมประท้วงและนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่เป็นนักศึกษา เริ่มจัดให้มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเพื่อประท้วงคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคอนาคตใหม่ ในเดือนมีนาคม นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 และต่ออายุพระราชกำหนดฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด-19 ต่อเนื่องทุกเดือน ในเดือนมิถุนายน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายทัตเทพ “ฟอร์ด” เรืองประไพกิจเสรี นายพริษฐ์ “เพนกวิน” ชิวารักษ์ และนางสาวปนัสยา “รุ้ง” สิทธิจิรวัฒนกุล ฐานละเมิดพระราชกำหนดฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด-19 โดยการจัดการชุมนุม 2 ครั้งเพื่อประท้วงการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหว และระลึกถึงการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ซึ่งทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทยสิ้นสุดลง การชุมนุมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานครทำให้ผู้นำการชุมนุมกว่า 30 คนถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นและข้อหาอื่น ๆ

แม้ว่ารัฐบาลจะผ่อนปรนข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด-19 ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงจับกุมผู้นำการชุมนุมในข้อหายุยงปลุกปั่นและละเมิดกฎหมายอื่น ๆ การชุมนุมในเดือนสิงหาคมซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้นำการชุมนุมถูกตั้งข้อหากระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และยุยงปลุกปั่น

ในเดือนกันยายน นายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ “ไมค์” จาดนอก ถูกคุมตัวเป็นเวลา 5 วันหลังมีคำวินิจฉัยว่าพวกเขาละเมิดข้อกำหนดของเงื่อนไขการประกันตัวจากการจับกุมก่อนหน้านั้น โดยการเข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเผชิญหน้ากับขบวนเสด็จของพระราชินีเป็นเวลาสั้น ๆ รัฐบาลออก “พระราชกำหนดฉุกเฉินร้ายแรง” ซึ่งห้ามการชุมนุมเกินกว่า 5 คน ในวันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนฉีดน้ำซึ่งมีส่วนผสมของสารที่ทำให้ระคายเคืองผิวเพื่อสลายผู้ชุมนุมที่รวมกลุ่มกันเป็นการละเมิดพระราชกำหนด ในวันที่ 22 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้ยกเลิกพระราชกำหนดดังกล่าวขณะที่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป ผู้ชุมนุมหลายสิบคนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในการชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าว และผู้นำการชุมนุม ได้แก่ เพนกวิน รุ้ง และไมค์ ถูกจับกุมและคุมตัวเป็นเวลา 3 สัปดาห์ก่อนที่จะได้รับการประกันตัวออกมา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ทางการยื่นฟ้องผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลประมาณ 175 รายในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน นักเคลื่อนไหว 3 คนอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนเสด็จของพระราชินี ผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 30 คน ซึ่งรวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 16 ปี 1 คน ได้รับหมายเรียกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี และผู้นำการชุมนุมกว่า 10 คนถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตั้งแต่ 2 กระทงขึ้นไป มีบุคคลอย่างน้อย 45 คน รวมทั้งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17 ปี 1 คน ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ผู้นำการชุมนุมหลายคนถูกตั้งข้อหาหลายข้อหาซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมหลายครั้ง

เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคม

รัฐธรรมนูญให้บุคคลมีสิทธิในการจัดตั้งสมาคมโดยมีข้อจำกัดบางประการเพื่อ “ปกป้องประโยชน์ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงามของส่วนรวม”

กฎหมายห้ามมิให้จดทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อเดียวกันหรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยวินิจฉัยว่าพรรครับเงินกู้ผิดกฎหมายจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และห้ามคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งนายธนาธร มีส่วนร่วมทางการเมืองจนถึงปี 2573 (ดูหมวดที่ 3)

. เสรีภาพในการนับถือศาสนา

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนานานาชาติ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https:/www.state.gov/religiousfreedomreport/

. เสรีภาพในการเดินทาง

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพประชาชนในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การโยกย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ และการเดินทางกลับประเทศ รัฐบาลมีข้อยกเว้นบางกรณีโดยอ้างว่าเพื่อ “รักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การวางผังเมืองและการวางผังประเทศ หรือสวัสดิภาพของเยาวชน”

การเดินทางภายในประเทศ: รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการเดินทางภายในประเทศของชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ถือบัตรประจำตัวที่รัฐบาลออกให้ รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ทางการห้ามผู้ถือบัตรเหล่านี้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่อาศัยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากนายอำเภอ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับหรือต้องโทษจำคุก 45-60 วัน ส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ตำรวจตามจุดตรวจในประเทศมักเรียกเก็บสินบนเพื่อแลกกับการอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ข้อจำกัดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่มีผลในช่วงปีนี้มีบทบาทสำคัญในการจำกัดการเดินทางภายในประเทศ เช่น หน่วยงานรัฐประจำจังหวัดกำหนดข้อจำกัดในการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ซึ่งมีผลกับทุกคน ไม่ใช่แต่เพียงคนไร้สัญชาติเท่านั้น

การเดินทางไปต่างประเทศ: ทางการกำหนดว่าบุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงชาวไทใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาวเขาจำนวนหลายพันคนต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทยหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

. สถานะและการปฏิบัติต่อผู้พลัดถิ่นในประเทศ

ไม่มีข้อมูล

. การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลให้ความร่วมมือกับ UNHCR องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติ และบุคคลในความห่วงใย (person of concern) อื่น ๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดจำนวนมากก็ตาม

การดูแลผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงของรัฐบาลยังคงมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐยังคงให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงจำนวนมาก และโดยปกติแล้ว ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเพื่อไม่ให้ถูกขับไล่หรือถูกส่งกลับประเทศ รวมทั้งอนุญาตให้ผู้ที่หนีการสู้รบหรือเหตุการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านข้ามพรมแดนมาพักในไทยได้จนกว่าการสู้รบจะยุติ นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในเมืองที่ได้รับการรับรองสถานภาพจาก UNHCR รวมทั้งผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วและอาศัยอยู่ในค่ายอพยพ 9 แห่งตามแนวชายแดนพม่า ได้รับอนุญาตให้โยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

การกระทำมิชอบต่อผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และบุคคลไร้สัญชาติ: ณ เดือนสิงหาคม ยังมีชาวโรฮีนจาและบุคคลที่ประกาศตัวว่าเป็น “มุสลิมชาวพม่า” ถูกกักกันอยู่ 231 ราย โดยอยู่ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 143 ราย และสถานที่พักพิงอื่นๆ อีก 88 ราย

รัฐบาลยังคงอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วในค่าย 9 แห่งตามแนวชายแดน คงอยู่ในประเทศได้ชั่วคราว และยังคงเรียกค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ว่า “ที่พักพิงชั่วคราว” แม้ว่าค่ายเหล่านี้จะดำเนินการมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วก็ตาม ทางการยังคงปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงทุกคนนอกค่ายเหล่านี้ซึ่งไม่มีวีซ่าถูกต้องหรือใบอนุญาตอพยพอื่น ๆ ประหนึ่งเป็นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมาย บุคคลที่ถูกระบุสถานภาพว่าเป็นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมายจะถูกจับ กักกัน และส่งตัวกลับประเทศตามกฎหมาย ทางการอนุญาตให้มีการประกันตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่ถูกกักกันได้บางประเภทเท่านั้น เช่น แม่ เด็ก และผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองใช้หลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้มีการประกันตัวโดยไม่แน่นอน และองค์กรนอกภาครัฐ ผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจำนวนมากเรียกร้องสินบนเมื่อมีการขอให้ประกันตัว

องค์การด้านมนุษยธรรมรายงานข้อกังวลว่าผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงเผชิญกับสภาพที่แออัด ขาดโอกาสในการออกกำลังกาย มีเสรีภาพในการเดินทางที่จำกัด และถูกกระทำมิชอบโดยเจ้าหน้าที่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

บางครั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ จับกุมและกักขังผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัย ซึ่งมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดจำนวนผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและผู้ที่พำนักในประเทศเกินวันหมดอายุของวีซ่า ณ เดือนสิงหาคม มีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงประมาณ 320 คนอาศัยอยู่ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และชาวอุยกูร์ 50 คนยังคงอยู่ระหว่างการกักตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558

การส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย: หลังจากถูกจับ บุคคลจากพม่าที่ไม่ได้มีสถานะผู้ลี้ภัยหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย มักจะถูกนำตัวไปส่งที่ชายแดนพม่า บางครั้งทางการให้สิทธิพิเศษกับชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ชาวพม่าบางกลุ่ม เช่น ชาวไทใหญ่ โดยผ่อนผันให้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ นอกค่าย 9 แห่งตามแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ทางการจะไม่แยกความแตกต่างระหว่างชาวพม่าที่แสวงที่พักพิงกับชาวพม่าที่เข้าเมืองโดยไม่มีเอกสาร โดยพิจารณาว่า ทุกคนเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายหมด อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้ว ทางการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ขึ้นทะเบียนและผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วกลับไปที่ค่ายผู้ลี้ภัยได้หากถูกจับนอกค่าย

โดยปกติแล้ว ทางการไม่เนรเทศบุคคลในความห่วงใยที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่น่าสังเกตกรณีหนึ่ง ทางการบังคับนายเจือง ซุย เญิต ชาวเวียดนามและบล็อกเกอร์ของสำนักข่าวเรดิโอ ฟรี เอเชีย กลับประเทศเวียดนามในเดือนมกราคม 2562 หลังจากที่นายเจืองขอสถานะผู้ลี้ภัยกับ UNHCR เมื่อเดือนธันวาคม 2563 นายเจืองถูกศาลเวียดนามไต่สวนและตัดสินลงโทษจำคุก 10 ปีในข้อหา “ใช้ตำแหน่งและอำนาจของตนโดยมิชอบขณะปฏิบัติหน้าที่”

การเข้าพักค่ายพักพิง: กฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย และทางการไม่ได้จัดตั้งระบบเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัย รัฐบาลออกกฎหมาย (ซึ่ง UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเรียกว่าเป็น “ระบบคัดกรองระดับประเทศ”) ซึ่งอนุญาตให้บุคคลที่รัฐบาลถือว่าเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองนั้นได้รับความคุ้มครองชั่วคราวจากการถูกส่งกลับประเทศ

UNHCR ยังคงถูกจำกัดการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยบางประเภทซึ่งอาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยของทางการ การอนุญาตให้ UNHCR เข้าพบผู้แสวงหาที่พักพิงที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการสัมภาษณ์พิจารณาสถานภาพ รวมทั้งสอดส่องดูแลผู้แสวงหาที่พักพิงที่เพิ่งมาถึงนั้น มีความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากข้อจำกัดในการเยี่ยมเยียนศูนย์กักกันฯ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ทางการอนุญาตประเทศที่รับผู้แสวงหาที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนให้ดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่ศูนย์กักกันฯ ได้ ส่วนองค์กรด้านมนุษยธรรมก็ได้รับอนุญาตให้จัดบริการด้านสาธารณสุข อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ มีรายงานว่าการเข้าถึงผู้แสวงหาที่พักพิงบางกลุ่มแตกต่างกันไปตามความพอใจของหัวหน้าศูนย์กักกันฯ แต่ละแห่ง ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลกลางในการห้ามไม่ให้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเปราะบางทางการเมืองบางกลุ่ม

รัฐบาลอนุญาตให้ UNHCR สอดส่องการคุ้มครองและหาทางช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 92,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่า องค์กรนอกภาครัฐซึ่งได้รับเงินทุนจากประชาคมระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย เช่น บริการด้านสาธารณสุข อาหาร การศึกษา ที่พักพิง น้ำ บริการสุขอนามัย การฝึกอาชีพ และบริการอื่น ๆ

ณ เดือนกันยายน รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ชาวพม่าเกือบ 600 คนย้ายจากค่ายลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามหรือได้รับการอุปถัมภ์จากภาคเอกชนจำนวน 5 ประเทศ ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนทั้ง 9 แห่ง แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการไม่มีสิทธิโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ยกเว้นว่าจะมีข้อกังวลที่รุนแรงด้านการแพทย์หรือการคุ้มครอง และได้รับการยินยอมเป็นพิเศษจากคณะกรรมการของทางการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังร่วมกับทางการพม่าในการบันทึกข้อมูลและส่งตัวผู้ที่ขึ้นทะเบียนอาศัยอยู่ในค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมในโครงการกลับประเทศโดยสมัครใจ กลับไปยังประเทศพม่า มีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 1,039 ราย เดินทางกลับพม่าโดยสมัครใจใน 4 กลุ่มภายใต้โครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2559-2562 ในระหว่างปีนี้ ไม่มีผู้เดินทางกลับพม่าโดยสมัครใจ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการปิดชายแดนจากสถานการณ์โรคโควิด-19

เสรีภาพในการเดินทาง: ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนติดกับประเทศพม่าไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง หากผู้ลี้ภัยถูกจับนอกเขตค่ายผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ผู้ลี้ภัยอาจถูกคุกคาม ปรับ กักกันตัว ถอนทะเบียน และเนรเทศกลับประเทศ บางครั้งเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายเดินทางออกนอกค่ายได้โดยจำกัดในกรณีเช่นไปรับการดูแลด้านการแพทย์หรือเดินทางไปยังค่ายอื่น ๆ เพื่อรับการอบรมทางการศึกษา

กฎหมายอนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตพักพิงชั่วคราวแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางคน รวมทั้งผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ขณะที่กำลังมีการสืบสวนคดีการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในสถานที่พักพิงแบบปิดที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการ และมีเสรีภาพในการเดินทางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงไม่มีสิทธิเข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้จะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวจากพม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งได้รับการพิสูจน์สัญชาติและมีหนังสือเดินทางสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ

การจ้างงาน: กฎหมายห้ามผู้ลี้ภัยทำงานในประเทศ รัฐบาลได้อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารประจำตัวที่มาจากประเทศพม่า กัมพูชา และลาว สามารถทำงานในภาคเศรษฐกิจบางส่วนได้อย่างถูกกฎหมายถ้าขึ้นทะเบียนกับทางการและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อขอทำเอกสารระบุสถานภาพของตน (ดูหมวดที่ 7.ง.) นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่ให้ความร่วมมือกับคดีที่รออยู่ในชั้นศาลทำงานได้อย่างถูกกฎหมายเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี (โดยอาจขยายเวลาได้) หลังจากที่การพิจารณาคดีของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วเสร็จ ใบอนุญาตทำงานจะต้องระบุผู้ว่าจ้างโดยเฉพาะเจาะจง สำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติบางราย รวมถึงชาวโรฮีนจา รัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสมเพื่อที่จะมีใบอนุญาตทำงานได้ โดยอ้างว่าไม่มีโอกาสในท้องถิ่นและไม่มีการพิจารณานโยบายการตรวจคนเข้าเมือง ค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน การตรวจสุขภาพ และประกันสุขภาพ ยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ต้องการว่าจ้างผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

การเข้าถึงบริการพื้นฐาน: ประชาคมนานาชาติให้การบริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยที่อาศัยภายในค่ายพักพิง 9 แห่งตามแนวชายแดนพม่า ระบบการส่งต่อทางการแพทย์ทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถขอรับการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่จำเป็นนอกเหนือจากการดูแลขั้นต้นได้ สำหรับประชากรผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในเมืองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนยังมีน้อย องค์กรนอกภาครัฐ 3 แห่งซึ่งได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากประชาคมนานาชาติ ให้บริการหรืออำนวยการดูแลสุขภาพขั้นต้นรวมถึงสุขภาพจิต รวมทั้งความช่วยเหลือทางกฎหมาย UNHCR ประสานงานการส่งต่อผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่น ในระหว่างปี รัฐบาลประกาศว่าจะตรวจโควิด-19 และให้การรักษาฟรีกับทุกคน รวมทั้งผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์เฉพาะ อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า การดำเนินการในระดับจังหวัดและอำเภอยังคงไม่แน่นอน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนตัดสินใจว่า โรงพยาบาลของจังหวัดจะไม่ตรวจหรือให้การรักษาโรคโควิด-19 กับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่าย 4 แห่งในจังหวัด

ตามกฎหมายแล้ว โรงเรียนรัฐบาลจะต้องรับเด็กที่สามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องในระดับหนึ่งเข้าศึกษา รวมถึงเด็กผู้ลี้ภัยด้วย องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เด็กผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการศึกษาแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน และบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริหารของโรงเรียนนั้น ๆ ชุมชนผู้ลี้ภัยบางแห่งจัดตั้งโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางของชุมชนเองเพื่อให้การศึกษาแก่ลูกหลานของตน  บางแห่งก็ขวนขวายเรียนภาษาไทยโดยการสนับสนุนจาก UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากเด็กผู้ลี้ภัยชาวพม่าโดยทั่วไปไม่อาจเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาของรัฐบาลได้ องค์กรนอกภาครัฐจึงสนับสนุนองค์กรชุมชนที่ค่ายในการให้โอกาสทางการศึกษา และบางแห่งประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาด้วย

การคุ้มครองชั่วคราว: โดยปกติแล้ว ทางการไม่เนรเทศบุคคลในความห่วงใยที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง รัฐบาลยังคงคุ้มครองผู้อพยพชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่ถูกทางการกักกัน ไม่ให้ถูกเนรเทศกลับ รวมถึงผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศอย่างไม่ปกติในช่วงวิกฤตผู้อพยพทางเรือในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันเมื่อปี 2558 ทางการยังคงดำเนินนโยบายคัดกรองหาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮีนจาทุกคนซึ่งถูกจับกุมขณะเดินทางผ่านประเทศไทย ณ เดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้สถานะดังกล่าวกับชาวโรฮีนจาคนใด ทางการระบุว่า บุคคล 74 คนเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ให้แม่และเด็กจำนวน 30 คนเข้าพักในสถานที่พักพิงภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แทนการกักกันที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง UNHCR สามารถเข้าถึงสถานที่พักพิงเหล่านี้ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดกรองอย่างเป็นทางการสำหรับผู้อพยพเข้าเกณฑ์ได้รับผลประโยชน์ในฐานะผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพชาวโรฮีนจาบางส่วนถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่ในสถานที่พักพิง และไม่มีเสรีภาพในการเดินทางหรือเข้าถึงใบอนุญาตทำงาน

. บุคคลไร้สัญชาติ

รัฐบาลยังคงดำเนินการระบุตัวบุคคลไร้สัญชาติ จัดหาเอกสารเพื่อแก้ปัญหาการไร้สัญชาติ และเปิดทางให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมทั้งนักเรียนนักศึกษา สามารถขอสัญชาติไทยได้ รัฐบาลประเมินว่า ณ เดือนมิถุนายน มีบุคคลราว 480,000 คนในประเทศไทย (ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ) ขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งรวมถึงชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการ และชนกลุ่มน้อยที่ไม่เคยมีเอกสารมาก่อน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน รัฐบาลให้สัญชาติกับบุคคลไร้สัญชาติจำนวน 3,594 คน และสถานะผู้พำนักอาศัยถาวรกับอีก 87 คน ในเดือนกันยายน คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นักเรียนไร้สัญชาติที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 3,042 คนเข้าถึงสิทธิประกันสุขภาพของรัฐได้ เจ้าหน้าที่ทางการกันชาวโรฮีนจาและชาวมุสลิมจากพม่า รวมทั้งบุคคลที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ในแม่สอดใกล้ชายแดนพม่าเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน จากกระบวนการรับรองบุคคลไร้สัญชาติ เนื่องจากไม่มีสถานภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย บุคคลไร้สัญชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือมีเอกสารมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกกระทำมิชอบในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการขู่ว่าจะเนรเทศออกนอกประเทศ (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “เด็กและชาวพื้นเมือง”)

รัฐบาลมีมติในปี 2559 ที่จะทำให้คนไร้สัญชาติหมดไป และกำหนดแนวทางที่ทำให้เด็กและวัยรุ่นไร้สัญชาติประมาณ 80,000 คนได้รับสัญชาติไทย บุคคลเหล่านี้เกิดในประเทศไทยและมีบิดามารดาเป็นชนกลุ่มน้อย ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาล และอาศัยอยู่ในประเทศมาเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15 ปี นอกจากนี้ มติดังกล่าวยังใช้บังคับกับเยาวชนที่ไร้สัญชาติที่ไม่ทราบชาติกำเนิดซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐบาลว่า ได้อาศัยอยู่ในประเทศมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ในปี 2562 รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร ซึ่งกำหนดแนวทางให้ทารกที่ถูกทอดทิ้งสามารถขอสูติบัตร และขอบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้ หากบุคคลที่อยู่อาศัยในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติอื่น ๆ ครบถ้วน บุคคลดังกล่าวเข้าเกณฑ์ที่จะขอสัญชาติไทยได้.

การเกิดในประเทศไม่ทำให้ได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ ตามกฎหมาย การได้สัญชาติต้องเป็นการกำเนิดจากบุพการีที่อย่างน้อยหนึ่งคนเป็นพลเมืองไทย นอกจากนี้ บุคคลอาจขอสัญชาติได้ตามหลักเกณฑ์พิเศษซึ่งรัฐบาลกำหนดขึ้นและดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีหรือเป็นไปตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “เด็ก”) บุคคลไร้สัญชาติเชื้อสายไทยและบุตรที่มีคุณสมบัติตรงตามคำจำกัดความของ “ชาวไทยพลัดถิ่น” สามารถขอสถานภาพ “การมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด” ได้

ตามกฎหมาย ชาวเขาผู้ไร้สัญชาติไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งถูกจำกัดการเดินทางให้อยู่แต่ในเพียงจังหวัดของตน และเนื่องจากเป็นบุคคลไร้สัญชาติ พวกเขาจะไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ กฎหมายอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้ตามกฎหมาย ยกเว้นบางประเภทที่เฉพาะบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะได้รับใบอนุญาต (เช่น แพทย์ วิศวกร และทนายความ) บุคคลไร้สัญชาติประสบความยากลำบากในการขอกู้เงินและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น บริการด้านสาธารณสุข  แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้เด็กผู้อพยพและไร้สัญชาติที่ไม่มีเอกสารสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กที่มีสัญชาติไทยได้ แต่การเข้าถึงการศึกษาขาดความเท่าเทียม มีรายงานว่าผู้บริหารโรงเรียนระบุสถานภาพ “พลเมืองที่ไม่ใช่ชาวไทย” บนประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาของเด็กเหล่านี้ซึ่งเป็นการจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจของพวกเขาเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติสมัครเข้าเรียนได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ทางการศึกษาของรัฐได้

องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ผู้ใหญ่บ้านและข้าราชการอำเภอมักจะเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติเพื่อดำเนินการตามคำขอขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการ หรือเพื่อขอสถานะผู้พำนักอาศัยถาวรหรือสัญชาติ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติที่จุดตรวจในประเทศเพื่อแลกกับการอนุญาตให้พวกเขาเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งอีกด้วย

หมวดที่ 3. เสรีภาพในการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง

โดยทั่วไปแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองสามารถเลือกรัฐบาลของตนเองได้ด้วยการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเป็นช่วง ๆ อย่างเสรีและยุติธรรม โดยการลงคะแนนเป็นการลับ และมีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นสากลและเท่าเทียม ในเดือนมีนาคม 2562 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นหลังจากรัฐบาล คสช. ที่นำโดยทหารเข้ามาบริหารประเทศหลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2557 ได้เป็นเวลา 5 ปี ช่วงเวลาการหาเสียงส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย พรรคการเมืองจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อให้ได้จำนวนที่นั่งในรัฐสภาและจัดให้มีการอภิปรายหาเสียงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิในการหาเสียงเลือกตั้งและการใช้ข้อบังคับเพียงบางส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง โดยเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคที่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ

การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การเลือกตั้งเมื่อไม่นานนี้: มีการจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศในเดือนมีนาคม 2562 หลังรัฐบาลทหารบริหารประเทศมาเป็นเวลา 5 ปี ในเดือนมิถุนายน 2562 สภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนให้นายประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และในเดือนกรกฎาคม 2562 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลประยุทธ์ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการยุติบทบาทของ คสช. อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2557

แทบจะไม่มีรายงานความผิดปกติในระหว่างการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อเดือนมีนาคม 2562 แม้ว่ามักจะมีรายงานว่าพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านซื้อเสียง เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระดับโลกเพียงองค์กรเดียวที่รัฐบาลอนุญาตให้สังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ พบว่าการเลือกตั้ง “มีความอิสระบางส่วน แต่ไม่เป็นธรรม” ANFREL ตั้งข้อสังเกตว่า กิจกรรมโดยเฉพาะในวันเลือกตั้งเป็นไปด้วยดีหลายประการ เช่น มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก ประชาชนสามารถเข้าถึงคูหาเลือกตั้งได้โดยเสรี และมีความสงบเรียบร้อยระหว่างการรณรงค์หาเสียงและในวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ANFREL พบว่า การจำกัดสิทธิและใช้ข้อบังคับกฎหมายอย่างอคติ ตลอดจนการขาดความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หมายความว่าทางการ “ล้มเหลวในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดี อันเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม”

พรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง: ผู้วิจารณ์ตำหนิว่า ตำรวจและศาลมุ่งดำเนินคดีกับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นธรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โดยอ้างว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ให้พรรคกู้ยืมเงินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 16 คนเป็นเวลา 10 ปี นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยอ้างว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองเพื่อบั่นทอนกำลังของพรรคฝ่ายค้านพรรคสำคัญ นายธนาธรและสมาชิกหลักของ อนค. ยังมีคำสั่งฟ้องติดตัวอยู่อีกกว่า 20 คดี ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดโทษจำคุก

การมีส่วนร่วมของสตรีและชนกลุ่มน้อย: ไม่มีกฎหมายที่ห้ามมิให้ผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ดี ผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยก็มีส่วนร่วมได้อย่างจำกัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้หญิง 76 คนจากสมาชิกทั้งหมด 489 คน และสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้หญิง 26 คนจากสมาชิกทั้งหมด 250 คน มีผู้หญิง 4 คนดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 35 คน ทั้งสี่คนมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ทั้งนี้ รัฐสภามีสมาชิกจากกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) 4 คน และจากกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 1 คน

หมวดที่ 4. การทุจริตและการขาดความโปร่งใสในวงราชการ

กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการทุจริตในวงราชการ ทว่า ในบางครั้งข้าราชการก็พัวพันกับการกระทำการทุจริตโดยไม่ต้องรับโทษ ในช่วงปีที่ผ่านมามีรายงานเกี่ยวกับการทุจริตในวงราชการหลายกรณี

การทุจริต: ในเดือนกุมภาพันธ์ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีประยุทธ์กระทำการทุจริตซึ่งเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินของบิดาให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอ้างว่า ราคาขายที่ดินดังกล่าวสูงเกินกว่ามูลค่าปกติอย่างมาก และตั้งข้อสังเกตว่า ในเวลาต่อมา บริษัทที่เข้ามาซื้อที่ดินซึ่งเป็นบริษัทที่เพิ่งจะก่อตั้งเพียง 7 วันก่อนการซื้อขายนั้น ได้เซ็นสัญญาบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นเวลา 50 ปี

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ทหารรายหนึ่งที่อ้างว่าตนถูกผู้บังคับบัญชาและแม่ยายของผู้บังคับบัญชาโกงเงินซื้อขายที่ดิน ได้ลงมือฆ่าบุคคลทั้งสอง แล้วจึงก่อเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน กองทัพบกได้ย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 นายไปช่วยราชการที่หน่วยงานอื่น และดำเนินมาตรการเพื่อลดโอกาสการทุจริตโครงการจัดสรรบ้านและที่ดินในหมู่เจ้าหน้าที่ทหาร

ในเดือนมีนาคม สิบเอก ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือที่รู้จักกันในนาม “หมู่อาร์ม” หนีทหารหลังอ้างว่าชื่อของตนถูกทหารรายอื่น ๆ นำไปใช้รับเบี้ยเลี้ยงผี เขากลับไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเดือนมิถุนายนและได้รับการประกันตัว โฆษกประจำกองทัพบกกล่าวว่า นายณรงค์ชัยจะได้รับโทษฐานหนีราชการเท่านั้น ไม่ใช่จากการเปิดโปงการกระทำผิดทางการเงิน กองทัพบกดำเนินการสืบสวน และพบว่า เกิดการทุจริตตามคำกล่าวอ้างจริง จึงได้ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ในเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่ 6 คนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติถูกตัดสินให้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ถึง 56 ปีฐานยักยอกทรัพย์

ในเดือนสิงหาคม คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. เรียกไต่สวนนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การในคดีทุจริตโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้มูลค่า 770 ล้านบาท (25.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) ระหว่างดำรงตำแหน่งในปี 2551 นางอนงค์วรรณเป็นภรรยาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเคยแสดงความคับข้องใจต่อสาธารณชนว่าการรื้อคดีดังกล่าวของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการตอบโต้ทางการเมือง

หลังมีคำสั่งให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การพิจารณาของศาลล้มละลายในเดือนกันยายน กระทรวงคมนาคมได้สืบสวนสาเหตุการล้มละลายและพบว่า “มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง” ในการจัดซื้อเครื่องบิน A340 จำนวน 10 ลำในปี 2546 และ 2547 และยังพบว่าเจ้าหน้าที่การบินไทยรับสินบนเพื่อทำให้การซื้อขายนี้ลุล่วงแม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของเครื่องบินเหล่านี้สำหรับเส้นทางบินของการบินไทย กระทรวงคมนาคมได้ส่งต่อคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สืบสวนขยายผลต่อไป

เช่นเดียวกันในเดือนกันยายน นายวัฒนา เมืองสุข ถูกตัดสินจำคุก 99 ปีฐานกระทำความผิดเรียกรับสินบนจากผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ระหว่างปี 2548-2549

การทุจริตและการรับสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่เป็นวงกว้างในวงการตำรวจ ทั้งนี้ ตำรวจไทยจะต้องซื้อชุดเครื่องแบบและอาวุธด้วยเงินของตนเอง ในเดือนกรกฎาคม สื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์การแถลงเกี่ยวกับนายวรยุทธ “บอส” อยู่วิทยา ทายาทบริษัทเครื่องดื่มเรดบูล ซึ่งหลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหาในคดีขับรถเฟอร์รารี่ของตนชนเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2555 นายกรัฐมนตรีประยุทธ์มีคำสั่งให้สืบสวนกรณีดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การเปิดโปงว่าตำรวจและอัยการน่าจะทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกันช่วยให้นายวรยุทธพ้นข้อกล่าวหา ในเดือนสิงหาคม มีการออกหมายจับนายวรยุทธใหม่ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ และเสพยาเสพติด นอกจากนี้ ตำรวจยังแถลงดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ 21 รายที่ถูกกล่าวหาว่าบกพร่องในการทำสำนวนคดีด้วย ด้านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดำเนินการสืบสวนกรณีดังกล่าวเช่นกัน ในเดือนธันวาคม สำนักงานอัยการสูงสุดแถลงว่า ยังไม่สามารถส่งฟ้องนายวรยุทธได้ในส่วนความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจนกว่าตำรวจจะจับกุมตัวนายวรยุทธกลับมาให้ส่งฟ้องคดี

การแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน: กฎหมายและระเบียบราชการกำหนดให้ข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งและที่ได้รับการแต่งตั้งแจ้งรายการทรัพย์สินและรายได้ของตนตามแบบฟอร์มที่เป็นมาตรฐาน กฎหมายกำหนดบทลงโทษข้าราชการที่ไม่ได้แจ้งรายการทรัพย์สิน หรือแจ้งรายการไม่ตรงตามความเป็นจริง หรือปกปิดทรัพย์สิน โดยบทลงโทษมีดังต่อไปนี้ คือ ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ยึดทรัพย์ ปลดออกจากตำแหน่ง รวมถึงจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในเดือนสิงหาคม 2562 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยเหตุจงใจปกปิดทรัพย์สินในรายการที่ต้องแจ้ง หลังตรวจสอบพบว่านายประหยัดได้ปกปิดการถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศ ได้แก่ ตึกแถวในกรุงลอนดอนที่มีมูลค่า 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ และทรัพย์สินในต่างประเทศมูลค่า 400,000 เหรียญสหรัฐ โดยแจ้งว่าเป็นทรัพย์สินของภรรยา ในภายหลัง นายประหยัดชี้แจงว่า ภรรยาของตนถือครองทรัพย์สินดังกล่าวแทนบุคคลอื่น เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดกำลังอยู่ระหว่างการส่งฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หมวดที่ 5. ท่าทีของรัฐบาลต่อการสืบสวนโดยองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภทดำเนินกิจกรรมอยู่ในไทย องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เช่น การปฏิรูปการเมืองหรือการคัดค้านโครงการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน ยังคงเผชิญกับการคุกคามเป็นระยะ ๆ

เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนที่ทำงานเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกคุกคามและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ รัฐบาลให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่องค์กรนอกภาครัฐเพียงไม่กี่ราย ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุปสรรคต่อการหาเงินทุนขององค์กรเหล่านี้

สหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ: สหประชาชาติรายงานว่า ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับการขออนุญาตเดินทางมาไทยของคณะทำงานของสหประชาชาติด้านการหายสาบสูญ ผู้เสนอรายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ผู้เสนอรายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการจัดตั้งสมาคม หรือผู้เสนอรายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสถานการณ์ของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ผู้อพยพ ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ การทรมาน ชาวพื้นเมือง และอัตลักษณ์ทางเพศและวิถีทางเพศ

องค์กรสิทธิมนุษยชนภาครัฐ: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นคณะกรรมการอิสระที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและจัดทำรายงานประจำปี ในปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน กสม. ได้รับคำร้อง 472 เรื่อง ในจำนวนนี้ มี 74 เรื่องที่ กสม. รับไว้สืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และ 30 เรื่องเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการกระทำมิชอบโดยตำรวจ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ กสม. กรณีไม่ยื่นฟ้องร้องผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยตนเองหรือในนามของผู้ร้องเรียน รัฐบาลมิได้ดำเนินการคัดเลือกกรรมการถาวรของ กสม. ซึ่งควรเกิดขึ้นในปี 2560 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กรรมการรักษาการ 7 คนยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป เว้นเพียงนายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการ ซึ่งเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานอิสระและมีอำนาจพิจารณาและสอบสวนคำร้องเรียนจากประชาชน หลังจากดำเนินการสอบสวน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินอาจส่งเรื่องต่อไปยังศาลเพื่อพิจารณาต่อไป หรือให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการต่อไป สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการตามคำแนะนำ ในปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนใหม่ 3,140 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มี 744 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการกระทำมิชอบโดยตำรวจ

หมวดที่ 6. การเลือกปฏิบัติ การกระทำมิชอบในสังคม และการค้ามนุษย์

สตรี

การข่มขืนและความรุนแรงในครอบครัว: การข่มขืนกระทำชำเราบุรุษและสตรีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป กฎหมายให้คำจำกัดความการข่มขืนกระทำชำเราไว้อย่างแคบ ๆ ว่าเป็นการใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้ำผู้อื่นทางกาย ส่งผลให้ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดในรูปแบบอื่นไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ที่ข่มขืนคู่สมรสของตน และมีการดำเนินคดีประเภทนี้ กฎหมายกำหนดบทลงโทษหลายระดับสำหรับคดีข่มขืนหรือการใช้กำลังทำร้ายทางเพศ เริ่มตั้งแต่โทษจำคุก 4 ปีจนถึงประหารชีวิต รวมถึงโทษปรับ

องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า การข่มขืนเป็นปัญหาร้ายแรง และผู้เสียหายเข้าแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราและการประทุษร้ายในครอบครัวน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขาดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีอย่างมีประสิทธิผล

องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไม่เพียงพอ และผู้เสียหายมักมองว่า ตำรวจไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

การใช้ความรุนแรงต่อสตรีเป็นปัญหาสำคัญ กระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง (One Stop Crisis Center: OSCC) ซึ่งให้ข้อมูลและบริการแก่ผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศทั่วประเทศ กฎหมายยังกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการแจ้งความเหตุรุนแรงในครอบครัวและการรอมชอมระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิด นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามมิให้สื่อรายงานคดีความรุนแรงในครอบครัวระหว่างที่คดียังอยู่ในระบบกระบวนการยุติธรรม องค์กรนอกภาครัฐแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายว่า การเน้นการส่งเสริมครอบครัวมั่นคงจะสร้างแรงกดดันต่อผู้เสียหายให้ยอมรอมชอมโดยไม่มีการแก้ปัญหาสวัสดิภาพและเป็นเหตุให้อัตราการพิพากษาลงโทษต่ำ

ในเดือนพฤษภาคม กระทรวง พม. รายงานว่า การแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหลังประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด-19 ในเดือนเมษายน ดังนั้นกระทรวงจึงจัดให้มีเจ้าหน้าที่สายด่วนเพิ่มเติมเพื่อรับมือการโทรแจ้งเหตุที่ทวีขึ้น

ทางการได้ดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัวบางคดีตามบทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษที่หนักขึ้น รัฐบาลดำเนินงานศูนย์พักพิงสำหรับผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวจังหวัดละ 1 แห่ง ศูนย์ช่วยเหลือของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งให้การดูแลรักษาสตรีและเด็กที่ถูกทำร้าย

การขริบอวัยวะเพศสตรี: ไม่มีกฎหมายเฉพาะเจาะจงที่ห้ามมิให้ขริบอวัยวะเพศสตรี องค์กรนอกภาครัฐและสื่อต่างประเทศรายงานว่า มีการการขริบอวัยวะเพศสตรีประเภทที่ 4 ในภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลทางสถิติเผยแพร่ ไม่มีรายงานว่ารัฐบาลพยายามป้องกันหรือแก้ไขการปฏิบัติดังกล่าว

การคุกคามทางเพศ: การคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษปรับและจำคุก 1 เดือนสำหรับการคุกคามทางเพศ ในขณะที่การคุกคามทางเพศที่ถือว่าเป็นการกระทำอนาจารอาจต้องโทษปรับและจำคุกสูงสุด 15 ปี การคุกคามทางเพศในที่ทำงานอาจมีโทษปรับเพียงเล็กน้อย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนห้ามมิให้คุกคามทางเพศ และกำหนดบทลงโทษไว้ 5 ระดับ คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน สั่งพักราชการ และไล่ออก องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า คำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่าการคุกคามทางเพศมีความคลุมเครือและทำให้การดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่มีประสิทธิผล

การบังคับให้ควบคุมจำนวนประชากร: ไม่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้บุคคลทำแท้งหรือทำหมัน

การเลือกปฏิบัติ: รัฐธรรมนูญระบุว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง จะกระทำมิได้”

กระทรวง พม. ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยจัดสรรงบประมาณในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับพระราชบัญญัติดังกล่าวและส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับเพศสภาพและความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึงพิจารณาไต่สวนข้อร้องเรียนจากผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ นับตั้งแต่ปี 2559 กระทรวง พม. ได้รับข้อร้องเรียน 58 เรื่อง และให้การตัดสินแล้ว 44 เรื่อง โดยพบว่าเป็นกรณีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ 23 เรื่อง คดีส่วนใหญ่เป็นกรณีบุคคลข้ามเพศถูกเลือกปฏิบัติ (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “การกระทำรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และการถูกกระทำมิชอบอื่น ๆ เนื่องจากวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศภาวะ”) ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจากการทบทวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติมีความล่าช้ามาก นอกจากนี้ ประชาชนและสำนักงานประจำจังหวัดของกระทรวง พม. ยังขาดความเข้าใจกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย

โดยทั่วไป ผู้หญิงมีสถานะและสิทธิทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม บางครั้ง ผู้หญิงก็ประสบกับการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจ้างงาน ผู้ที่มีความผิดว่าด้วยการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือนหรือโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายห้ามมิให้เลือกปฏิบัติในการจ้างงานเนื่องจากเพศและอัตลักษณ์ทางเพศภายใต้นโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ โครงการหรือขั้นตอนใด ๆ ของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน และปัจเจกชน แต่ยังคงระบุข้อยกเว้นไว้ 2 ประการซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มประชาสังคม อันได้แก่ หลักการทางศาสนาและความมั่นคงของชาติ

คู่สมรสชาวต่างชาติของผู้หญิงไทยไม่สามารถขอความเป็นพลเมืองตามสัญชาติของภรรยาได้ ซึ่งต่างจากคู่สมรสชาวต่างชาติของผู้ชายไทย

ในจำนวนกำลังพลทั่วประเทศ มีทหารหญิงประมาณร้อยละ 12 นโยบายของกระทรวงกลาโหมจำกัดจำนวนบุคลากรหญิงในหน่วยงาน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 25 ยกเว้นหน่วยงานด้านการแพทย์หรือการพยาบาลเฉพาะทาง งบประมาณ และการเงิน ซึ่งอนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่หญิงได้ร้อยละ 35 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน สถาบันการศึกษาของทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับผู้หญิงเข้าศึกษา แม้ว่าสถาบันเหล่านี้จะมีอาจารย์ที่เป็นเพศหญิงอยู่จำนวนมากก็ตาม

ตั้งแต่ปี 2561 โรงเรียนนายร้อยตำรวจยกเลิกการรับสมัครผู้หญิงเข้าเป็นนักเรียน นักเคลื่อนไหววิจารณ์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวขัดกับความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ นอกจากนี้ นักเคลื่อนไหวยังได้ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการให้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณาการตัดสินใจดังกล่าวอีกครั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจยังคงเปิดรับเพียงผู้สมัครเพศชายเท่านั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุข้อกำหนดในประกาศจ้างงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนและตำแหน่งอื่น ๆ ว่า ต้องเป็น “เพศชาย” กสม. และชมรมพนักงานสอบสวนหญิงได้คัดค้านคำประกาศนี้อย่างเปิดเผย คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวง พม. ส่งคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และได้รับคำตอบกลับมาว่าคณะกรรมการไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่จะยื่นคำร้องนี้ได้ อย่างไรก็ดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับพนักงานสอบสวนหญิงจำนวนหนึ่งเข้าทำงานในปี 2562

เด็ก

การจดทะเบียนเกิด: เด็กได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่แรกเกิดหากมีบิดาหรือมารดาถือสัญชาติไทย การเกิดในประเทศไม่ได้ทำให้ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิได้รับสูติบัตร ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่างจากทางการ โดยไม่สำคัญว่าถือสัญชาติใด (ดูหมวดที่ 2.ช.) กฎหมายกำหนดว่า เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศจะได้รับสูติบัตรจากทางการไม่ว่าบิดามารดาจะมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร ในพื้นที่ห่างไกล บิดามารดาบางคนไม่ขอสูติบัตรให้แก่บุตรของตนเพราะขั้นตอนยุ่งยากและไม่ตระหนักถึงความสำคัญของเอกสารนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บางครั้งชาวเขาและบุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ไม่ได้แจ้งเกิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากข้าราชการท้องถิ่นมีข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่มีคุณธรรม อุปสรรคด้านภาษา และการถูกจำกัดการเดินทางทำให้การขอสูติบัตรเป็นเรื่องลำบาก

การศึกษา: คำสั่ง คสช. กำหนดให้เด็กทุกคนได้รับ “การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ก่อนประถมศึกษาจนถึงการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ” โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งหมายถึงจนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า บุตรของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ผู้ลี้ภัย หรือผู้แสวงหาที่พักพิง เข้าถึงการศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลได้อย่างจำกัด

การกระทำทารุณเด็ก: กฎหมายมีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กจากการถูกกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องระวางโทษจำคุก 4 ถึง 20 ปีและโทษปรับ ผู้ที่ทอดทิ้งเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน ผู้เสียหาย และผู้กระทำผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในคดีการกระทำมิชอบและคดีละเมิดทางเพศต่อเด็ก กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสิทธิรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะเพิกเฉยหรือหลีกเลี่ยงการสืบสวนสอบสวนคดีการกระทำมิชอบต่อเด็ก

การแต่งงานก่อนวัยอันควรและการบังคับแต่งงาน: กฎหมายกำหนดให้ทั้งหญิงและชายที่จะแต่งงานต้องมีอายุอย่างน้อย 17 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 21 ปีต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อนจึงจะแต่งงานได้ ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุ ต่ำกว่า 17 ปีแต่งงานได้

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอนุญาตให้เด็กหญิงแต่งงานได้หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหากได้รับการยินยอมจากบิดามารดา ในปี 2561 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพิ่มอายุขั้นต่ำในการสมรสจาก 15 เป็น 17 ปี เด็กชาวมุสลิมที่อายุน้อยกว่า 17 ปีสามารถแต่งงานได้หากมีหนังสืออนุญาตจากศาลหรือหนังสือแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิเศษ 3 คน และในจำนวนนี้ เป็นสตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามอย่างน้อย 1 คน

การแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก: บุคคลอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถร่วมประเวณีได้โดยยินยอมพร้อมใจ มีกฎหมายกำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ที่จัดหา ล่อลวง บังคับ หรือข่มขู่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ค้าประเวณี และกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นต่อผู้ที่จ่ายเงินเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทางการยังอาจลงโทษบิดามารดาที่ยอมให้บุตรเข้าสู่ธุรกิจการค้าประเวณี ตลอดจนเพิกถอนสิทธิในฐานะบิดามารดาได้ กฎหมายห้ามมิให้ผลิต เผยแพร่ นำเข้า หรือส่งออกสื่อลามกอนาจารเด็ก นอกจากนี้ ยังกำหนดบทลงโทษรุนแรงสำหรับบุคคลที่แสวงประโยชน์ทางเพศกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งรวมถึงการจัดหาผู้ค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กในรูปแบบอื่น ๆ

การค้าประเวณีเด็กยังคงเป็นปัญหาอยู่ และประเทศไทยก็ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอยู่ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามต่อสู้กับปัญหานี้อย่างต่อเนื่องก็ตาม เด็กต่างด้าวและเด็กที่เป็นชนกลุ่มน้อย ตลอดจนเด็กในครอบครัวยากจนยังคงเสี่ยงมากเป็นพิเศษต่อการถูกบังคับค้าประเวณี และมีกรณีที่ตำรวจจับกุมบิดามารดาที่บังคับให้บุตรของตนค้าประเวณี ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงก่ออาชญากรรมล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งรวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์จากเด็ก และการผลิตและการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กด้วย

มีรายงานการข่มขืนกระทำชำเราและคุกคามทางเพศเด็กหญิงจำนวนมาก ซึ่งบ่อยครั้งเกิดขึ้นในโรงเรียน ในเดือนพฤษภาคม ตำรวจจับกุมครู 5 คนและศิษย์เก่า 2 คนของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดมุกดาหาร ในความผิดฐานกระทำชำเรานักเรียนอายุ 14 ปีคนหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ ภายหลังยังมีนักเรียนอายุ 16 ปีอีกคนหนึ่งที่อ้างว่าตนถูกครูและศิษย์เก่ากลุ่มเดียวกันนี้กระทำชำเรา บรรดาครูที่เกี่ยวข้องถูกไล่ออกและเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครู รวมถึงถูกตั้งข้อหาประทุษร้ายทางเพศ และได้รับการประกันตัวในระหว่างที่การสืบสวนคดียังคงดำเนินต่อไป ในเดือนสิงหาคม บิดามารดาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ร้องเรียนว่าบุตรของตนถูกครูอายุ 57 ปีลวนลาม ในเดือนตุลาคม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 คนร้องเรียนว่าถูกผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นประทุษร้ายทางเพศ ทั้งสองคดีอยู่ในขั้นตอนการสืบสวน

รัฐบาลได้พยายามมาตลอดปีที่จะต่อสู้กับการแสวงประโยชน์ทางเพศกับเด็ก ในเดือนกรกฎาคม กระทรวงศึกษาธิการเปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้กระทำเป็นครูและบุคลาการทางการศึกษาอื่น ๆ ศูนย์ได้พัฒนามาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการประทุษร้ายทางเพศต่อนักเรียนนักศึกษา รวมถึงคุ้มครองและมอบค่าชดเชยแก่ผู้เสียหาย ในเดือนแรกของการทำงาน ศูนย์ดำเนินการกับข้อร้องเรียนอย่างน้อย 16 กรณี ซึ่งส่งผลให้ผู้กระทำผิดถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครู พักงาน หรือทั้งสองอย่าง

เด็กพลัดถิ่น: โดยทั่วไป ทางการจะส่งเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนไปที่สถานพักพิงที่รัฐบาลจัดให้ในแต่ละจังหวัด แต่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารประจำตัวมักเลี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในสถานพักพิงเหล่านั้นเพราะเกรงว่าจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ จนถึงเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลรายงานว่า มีเด็กข้างถนนที่แสวงหาสถานพักพิงประมาณ 30,000 คนทั่วประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่ามีเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนประมาณ 50,000 คนในประเทศไทย และในจำนวนดังกล่าวเป็นเด็กต่างด้าว 20,000 คน โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจะส่งเด็กไร้บ้านที่เป็นคนไทยเข้าเรียนที่โรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือส่งกลับครอบครัวภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ รัฐบาลส่งตัวเด็กข้างถนนบางคนที่มาจากประเทศอื่นกลับมาตุภูมิ

เด็กในสถานสงเคราะห์: มีการรายงานอย่างจำกัดเกี่ยวกับการกระทำมิชอบในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าหรือสถานสงเคราะห์อื่น ๆ

การลักพาเด็กระหว่างประเทศ: ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการดำเนินการทางแพ่งต่อการลักพาเด็กระหว่างประเทศ พ.ศ. 2523 ทั้งนี้ สามารถอ่าน รายงานประจำปีเรื่องการลักพาตัวลูกข้ามชาติโดยพ่อหรือแม่ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https://travel.state.gov/content/travel/en/International-Parental-ChildAbduction/for-providers/legal-reports-and-data/reported-cases.html

การต่อต้านยิว

ชาวยิวในไทยมีจำนวนน้อยมาก และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว

การค้ามนุษย์

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

คนทุพพลภาพ

รัฐธรรมนูญห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยมีสาเหตุมาจากความพิการ และสภาวะทางร่างกายหรือสุขภาพ กฎหมายให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับนายจ้างที่ว่าจ้างคนทุพพลภาพเข้ามาทำงานตามจำนวนที่กำหนดไว้ เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นพิเศษเพื่อส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนทุพพลภาพ

รัฐบาลปรับแต่งสิ่งอำนวยความสะดวกและอาคารสาธารณะหลายแห่งเพื่อให้เอื้อต่อคนทุพพลภาพ แต่การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลยังไม่มีประสิทธิผลโดยสม่ำเสมอกัน กฎหมายกำหนดให้คนทุพพลภาพต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร และอาคารที่สร้างใหม่ แต่บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างเป็นเอกภาพ กฎหมายกำหนดให้คนทุพพลภาพที่ขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการมีสิทธิได้รับบริการตรวจโรค รถเข็น และไม้ยันรักแร้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชนของรัฐบาลและโครงการศูนย์การเรียนรู้คนพิการในชุมชนยังคงดำเนินงานอยู่ในทุกจังหวัด นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปีแก่คนทุพพลภาพที่ดำเนินธุรกิจขนาดย่อม

รัฐบาลมีโรงเรียนพิเศษและศูนย์การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความพิการหลายสิบแห่ง ตลอดจนศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความพิการ กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนของรัฐทั่วประเทศต้องรับนักเรียนทุพพลภาพเข้าศึกษา และในช่วงปีที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนทุพพลภาพ รัฐบาลยังมีสถานสงเคราะห์และศูนย์ฟื้นสมรรถภาพสำหรับคนทุพพลภาพโดยเฉพาะ รวมถึงศูนย์ดูแลเด็กออทิสติก

องค์กรคนพิการรายงานว่า การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับบริการสาธารณะต่าง ๆ กระทำได้ยาก

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิผู้ทุพพลภาพบางคนอ้างว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กระทรวง พม. และบริษัทเอกชนมักจะทำสัญญากับองค์กรคนพิการเพื่อจ้างงานบุคคลทุพพลภาพ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่สุจริตในภาครัฐและองค์กรคนพิการหักค่าจ้างส่วนหนึ่งของลูกจ้างเหล่านี้ได้

ชาวพื้นเมือง

ชาวเขาที่ไม่มีสัญชาติไทยยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประสบความยากลำบากในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร และเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ถึงแม้ว่ากฎหมายแรงงานจะให้สิทธิแก่ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะลูกจ้าง แต่นายจ้างยังคงละเมิดสิทธินั้นบ่อยครั้งโดยจ่ายค่าแรงให้พวกเขาน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานชาวไทยและน้อยกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ กฎหมายยังกีดกันบุคคลเหล่านี้จากสวัสดิการของรัฐ แต่กำหนดให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการรักษาฟรีที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนได้อย่างจำกัด

กฎหมายให้สิทธิการขอสัญชาติแก่ชาวเขาบางกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสิทธิ (ดูหมวดที่ 2.ช.) รัฐบาลสนับสนุนความพยายามในการให้สัญชาติและให้ความรู้ชาวเขาเกี่ยวกับสิทธิของตน

การกระทำรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และการถูกกระทำมิชอบอื่น ๆ เนื่องจากวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ

ไม่มีกฎหมายใดระบุว่า การแสดงออกซึ่งวิถีทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นความผิดทางอาญา

กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) รายงานว่า เมื่อพวกตนตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรม ตำรวจจะปฏิบัติต่อพวกตนเช่นที่ปฏิบัติต่อคนทั่วไป ยกเว้นในกรณีอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งตำรวจมักมีแนวโน้มที่จะไม่ให้ความสำคัญกับการละเมิดทางเพศมากนัก หรือไม่เห็นการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องจริงจัง

กฎหมายไม่อนุญาตให้บุคคลข้ามเพศเปลี่ยนการระบุเพศของตนในเอกสารแสดงตน ซึ่งเมื่อรวมกับการเลือกปฏิบัติของสังคมกลุ่มใหญ่แล้ว ทำให้โอกาสสมัครงานของบุคคลข้ามเพศถูกจำกัด

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท UNDP ยังระบุอีกว่า สื่อนำเสนอบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในลักษณะเหมารวมและเป็นไปให้ทางลบ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้

กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติ “เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” และปกป้องนักศึกษาข้ามเพศจากการถูกเลือกปฏิบัติ แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562-2565 ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีในเดือนมีนาคมและมิถุนายนตามลำดับ โดย 1 ใน 12 แผนสิทธิมนุษยชนรายกลุ่มเป็นแผนการปฏิบัติเกี่ยวกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

องค์กรนอกภาครัฐและสหประชาชาติรายงานว่า บุคคลข้ามเพศถูกเลือกปฏิบัติในหลายภาคส่วน รวมทั้งในกระบวนการการเกณฑ์ทหาร ขณะถูกคุมขัง และจากนโยบายที่เคร่งครัดเกี่ยวกับเครื่องแบบของโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งกำหนดให้นักเรียนนักศึกษาต้องสวมเครื่องแบบที่ตรงกับเพศกำเนิด ในช่วงปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยบางแห่งผ่อนคลายกฎการแต่งกาย โดยส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อการชุมนุมประท้วงที่นักเรียนนักศึกษาจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษา ในเดือนมิถุนายน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศอนุญาตให้นักศึกษาสวมเครื่องแบบที่ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศที่ตนเลือกได้ อีกทั้งยังออกกฎห้ามบุคลากรหรือนักศึกษากลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือกดขี่ข่มเหงนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางเพศ

ในเดือนพฤษภาคม 2562 กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีทางเพศและความหลากหลายทางเพศสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังกลุ่ม LGBTI รณรงค์สนับสนุนประเด็นดังกล่าวมาเป็นเวลา 2 ปี องค์กรนอกภาครัฐยังคงรณรงค์ให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรภาคบังคับ อีกทั้งทำงานร่วมกับกระทรวงเพื่อพัฒนาหลักสูตรและจัดการฝึกอบรมครูอาจารย์เพื่อให้การสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

การตีตราทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีและเอดส์

บุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ต้องเผชิญกับการตีตราทางสังคมอยู่บ้าง แม้ว่ารัฐบาลและองค์กรนอกภาครัฐจะพยายามให้ความรู้อย่างแพร่หลายในเรื่องนี้ มีรายงานว่านายจ้างบางรายให้ลูกจ้างที่ตรวจพบว่ามีเชื้อเอชไอวีออกจากงาน หรือปฏิเสธที่จะจ้างงานผู้ที่ติดเชื้อ

หมวดที่ 7. สิทธิของคนงาน

ก. เสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์การ ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยกฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจบางส่วนในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานอิสระได้ กฎหมายไม่อนุญาตให้พนักงานของภาครัฐและแรงงานต่างด้าวจัดตั้งสหภาพแรงงาน ข้าราชการพลเรือนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มได้ ตราบใดที่การรวมกลุ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และวัตถุประสงค์ของกลุ่มจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กฎหมายกำหนดให้พนักงานบางกลุ่มมีสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มและนัดประท้วงหยุดงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าสิทธิเหล่านี้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง

กฎหมายกำหนดว่าลูกจ้างต้องมีนายจ้างคนเดียวกันหรือต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันจึงจะสามารถก่อตั้งเป็นสหภาพได้ คนงานตามสัญญาจ้างไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพได้แม้จะทำงานในโรงงานเดียวกันและทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเต็มเวลา เนื่องจากคนงานตามสัญญาจ้างจัดว่าเป็นพนักงานประเภทอุตสาหกรรมบริการ ในขณะที่ลูกจ้างเต็มเวลาจัดอยู่ในประเภท “อุตสาหกรรมการผลิต”อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดให้คนงานตามสัญญาจ้างมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับสมาชิกสหภาพแรงงาน การที่คนงานตามสัญญาจ้างและลูกจ้างเต็มเวลาไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพแรงงานเดียวกันได้อาจลดผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มใหญ่ นอกจากนี้ คนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้นยังมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมสหภาพแรงงานน้อยกว่าลูกจ้างประเภทอื่นเพราะกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากการต่อต้านสหภาพแรงงานด้วยการไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ผู้สนับสนุนด้านแรงงานกล่าวอ้างว่า มีบริษัทหลายแห่งที่จ้างคนงานตามสัญญาจ้างเพื่อบั่นทอนความพยายามในการจัดตั้งสหภาพแรงงานของลูกจ้าง จากการสำรวจอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์พบว่า คนงานมากกว่าร้อยละ 45 เป็นคนงานตามสัญญาจ้าง และในจำนวนดังกล่าว ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นคนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้น

กฎหมายไม่ได้คุ้มครองสมาชิกสหภาพแรงงานจากการกระทำของนายจ้างที่เป็นการต่อต้านสหภาพแรงงานจนกว่าสหภาพแรงงานนั้นจะได้รับการจดทะเบียน ในการจดทะเบียนสหภาพแรงงานจะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนร่วมกันยื่นรายชื่อของตนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและสถานภาพการจ้างงานกับนายจ้าง กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ลูกจ้างเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากนายจ้างก่อนที่การจดทะเบียนจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประจำกับสหภาพแรงงานอีกด้วย กฎหมายอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพแรงงานได้ 1 กลุ่ม รัฐวิสาหกิจในประเทศไทยนั้นมีทั้งธนาคาร รถไฟ สายการบิน สนามบิน ท่าเรือ และบริการไปรษณีย์ของรัฐ หากสมาชิกภาพของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจใดมีจำนวนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด สหภาพแรงงานนั้นจะต้องถูกยุบตามข้อบังคับด้านแรงงาน กฎหมายห้ามมิให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกับสหภาพแรงงานภาคเอกชนของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจประเภทเดียวกันเข้าอยู่ในเครือเดียวกัน เนื่องจากสหภาพทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับ

กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานจะต้องมีสมาชิกภาพจำนวนร้อยละ 20 จึงจะสามารถร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มได้ กฎหมายอนุญาตให้พนักงานในสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพแรงสามารถยื่นข้อเรียกร้องร่วมได้ หากว่าพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 15 ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว

พนักงานในบริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” เพื่อเป็นตัวแทนของลูกจ้างในประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์จากการจ้างงาน และยังสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการสวัสดิการ” เพื่อเป็นตัวแทนของลูกจ้างในด้านสวัสดิการและประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการเงิน คณะกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสวัสดิการอาจให้ข้อเสนอแนะแก่นายจ้าง แต่ไม่สามารถยื่นข้อเรียกร้องด้านแรงงานหรือนัดหยุดงานได้

กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างกระทำการที่ส่งผลเสียต่อการจ้างงานของพนักงานอันเนื่องมาจากการที่พนักงานเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการดังกล่าว และห้ามมิให้นายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ ผู้นำสหภาพแรงงานจึงมักจะเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองนี้ตามกฎหมาย จากจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ 29,305 แห่งที่มีคนงานมากกว่า 50 คน มีสหภาพแรงงาน 1,486 แห่ง และคณะกรรมการลูกจ้าง 687 คณะ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มักจะไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในแถบชายแดน ซึ่งคนงานในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพ

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานมีสิทธิประท้วงหยุดงานได้หากแจ้งทางการและนายจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และการประท้วงจะต้องไม่กระทำบนถนนสาธารณะ รัฐบาลอาจห้ามมิให้มีการชุมนุมประท้วงของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนโดยรวม กฎหมายห้ามมิให้มีการประท้วงและปิดกิจการในรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายห้ามมิให้เลิกจ้างผู้ที่นัดหยุดงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่อนุญาตให้นายจ้างมีสิทธิที่จะจ้างพนักงานชั่วคราวหรือลูกจ้างรับเหมาค่าแรงมาทำงานแทนได้ ข้อกฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องมีการเรียกประชุมใหญ่สมาชิกสหภาพแรงงานเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเรื่องที่จะนัดหยุดงาน โดยต้องได้รับความเห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกทั้งหมด และเนื่องจากโรงงานจำนวนมากว่าจ้างคนงานเป็นกะ สมาชิกสหภาพจึงรวมตัวกันเพื่อให้ครบองค์ประชุมได้ยาก

ในเดือนพฤษภาคม กระทรวงแรงงานออกประกาศห้ามนายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานในระหว่างการบังคับใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนและบรรเทาความขัดแย้งในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในภาวะเศรษฐกิจซบเซาอันเนื่องมาจากโรคโควิด-19 องค์กรนอกภาครัฐวิจารณ์ประกาศฉบับนี้ว่า เป็นการละเมิดสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มของแรงงาน ขณะที่รัฐบาลและผู้นำสหภาพบางคนมองว่าประกาศดังกล่าวเป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมการเจรจาหารือเพื่อป้องกันการปิดกิจการหรือการปลดคนงานขนานใหญ่

ศาลแรงงานหรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้ออกจากงานหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมได้ และอาจเรียกร้องให้พนักงานหรือผู้นำสหภาพได้รับเงินชดเชยหรือกลับเข้าทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์เหมือนเช่นที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ประกอบด้วยตัวแทนของนายจ้าง รัฐบาล และกลุ่มลูกจ้าง รวมทั้งผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานซึ่งเป็นตัวแทนของลูกจ้างและนายจ้าง

แรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรือผู้ที่ไม่มีเอกสารอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในสหภาพ แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นและบริหารโดยพลเมืองไทย แต่การมีส่วนร่วมของแรงงานต่างด้าวในสหภาพแรงงานอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอุปสรรคทางด้านภาษา การขาดความเข้าใจสิทธิของตนภายใต้กฎหมาย การเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง ค่าสมาชิก กฎระเบียบของสหภาพแรงงานที่เข้มงวด การแบ่งแยกแรงงานไทยจากแรงงานต่างด้าวตามภาคอุตสาหกรรมและเขตพื้นที่ (โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชายฝั่งทะเล) และความกลัวว่าจะตกงานเนื่องจากการมีส่วนร่วมในสหภาพ

สมาคม องค์กรชุมชน หรือกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนมักเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว ในสถานประกอบการที่ลูกจ้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว บางครั้งแรงงานต่างด้าวจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสวัสดิการหรือคณะกรรมการลูกจ้าง แรงงานต่างด้าวสามารถยื่นข้อเรียกร้องแบบกลุ่มได้ หากข้อเรียกร้องนั้นมีชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างอย่างน้อยร้อยละ 15 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ข้อเรียกร้องแบบกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

กฎหมายให้ความคุ้มครองพนักงานและสมาชิกสหภาพจากการดำเนินคดีอาญาหรือคดีแพ่งอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ริเริ่มการนัดหยุดงาน จัดชุมนุมประท้วง หรืออธิบายข้อขัดแย้งด้านแรงงานต่อสาธารณชน ยกเว้นในกรณีที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง กฎหมายไม่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างและสมาชิกสหภาพในความผิดทางอาญาว่าด้วยการสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและมีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อข่มขู่สมาชิกสหภาพแรงงานและลูกจ้าง กฎหมายยังไม่ได้ห้ามการฟ้องร้องคดีที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุม คุกคาม และปิดปากกระบอกเสียงของลูกจ้างโดยใช้การสู้คดีความทางกฎหมายที่มีค่าใช้จ่ายสูงเป็นเครื่องมือ กฎหมายคุ้มครองจำเลยจากการถูกดำเนินคดีในกรณีที่มีการฟ้องหมิ่นประมาทเพื่อกลั่นแกล้งในระดับหนึ่ง โดยศาลอาจสั่งยกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ในเดือนมิถุนายน ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในคดีที่นักเรียกร้องสิทธิแรงงานสัญชาติอังกฤษรายหนึ่งถูกตั้งข้อหาเมื่อปี 2558 จากการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของแรงงานต่างด้าว โดยตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิด

การบังคับใช้กฎหมายแรงงานมีความไม่สม่ำเสมอ และในบางกรณีก็ไม่มีประสิทธิผลในการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงาน มีรายงานกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ ทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนสหภาพ ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านแรงงานระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยกรณีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายก็ตาม ในบางกรณี ศาลแรงงานสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานตามเดิม แม้ในบางครั้งนายจ้างจะไม่ปฏิบัติตาม มีรายงานจากสหภาพแรงงานและองค์นอกภาครัฐว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งของศาล นายจ้างพยายามที่จะต่อรองเงื่อนไขในการรับกลับเข้าทำงาน ด้วยการเสนอให้สิทธิประโยชน์ชดเชยสำหรับผู้ที่สมัครใจลาออก ปฏิเสธไม่ให้ผู้นำสหภาพที่ได้รับกลับเข้าทำงานแล้วเข้ามาในสถานประกอบการ หรือลดตำแหน่งของลูกจ้างให้ไปทำงานที่มีค่าตอบแทนและผลประโยชน์น้อยลง

ในบางกรณี ผู้พิพากษากลับคำตัดสินให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนการรับพนักงานกลับเข้าทำงานในกรณีที่นายจ้างหรือพนักงานอ้างว่าตนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปกติสุข อย่างไรก็ตาม ทางการมักจะไม่ลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ บทลงโทษเหล่านี้เทียบเท่ากับบทลงโทษอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิเสธสิทธิพลเมือง

สหภาพแรงงานและองค์กรระหว่างประเทศรายงานว่า นายจ้างใช้กลวิธีหลากหลายรูปแบบเพื่อบั่นทอนการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานและความพยายามในการเจรจาต่อรองแบบกลุ่มของลูกจ้าง ซึ่งรวมถึงการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงปฏิบัติงานแทนลูกจ้างที่นัดหยุดงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้หากลูกจ้างที่นัดหยุดงานยังได้รับค่าจ้างเหมือนเดิม, ยืดเวลาการต่อรองออกไปโดยการไม่ปรากฏตัวในการประชุมคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือส่งตัวแทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมในการต่อรอง, ข่มขู่ผู้นำสหภาพและลูกจ้างที่นัดหยุดงาน, กดดันให้ผู้นำสหภาพและลูกจ้างที่นัดหยุดงานต้องลาออก, ปลดผู้นำสหภาพโดยอ้างเหตุผลทางธุรกิจ การละเมิดกฎของบริษัท หรือการมีทัศนคติทางลบต่อบริษัท, ห้ามลูกจ้างชุมนุมประท้วงในบริเวณสถานประกอบการ, ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงเพื่อขอหมายศาลสั่งห้ามการประท้วง, โยกย้ายผู้นำสหภาพให้ไปทำงานที่สาขาอื่น ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมคณะกรรมการลูกจ้างหรือคณะกรรมการสวัสดิการได้, โยกย้ายผู้นำสหภาพและลูกจ้างที่นัดหยุดงานให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่ไม่น่าพึงใจเท่าเดิม หรือปลดออกจากตำแหน่งบริหาร และสนับสนุนให้มีการก่อตั้งสหภาพมาแข่งขันกับสหภาพเดิมที่ไม่ยอมรับข้อตกลงที่นายจ้างเสนอ

ในจำนวนพนักงานที่รับค่าจ้างและเงินเดือนทั้งหมด มีร้อยละ 3.4 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และมีเพียง 34 จาก 77 จังหวัดเท่านั้นที่มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน

กลุ่มแรงงานรายงานว่า นายจ้างฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อกีดกันสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างปี โดยในเดือนพฤษภาคม พนักงานทั้งหมด 94 คนที่ถูกบริษัทซันสตาร์เอ็นจิเนียริ่ง ผู้จำหน่ายชิ้นส่วนเครื่องยนต์รายหนึ่ง ให้ออกจากงานนั้น มี 93 คนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พนักงานอีก 800 คนจากโรงงานบอดี้แฟชั่นในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในและชุดชั้นในแฟชั่นสตรี ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชยหลังจากที่รวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าจ้างและเงินโบนัสตามที่เคยตกลงกันไว้

ในบางครั้ง นายจ้างยื่นฟ้องต่อผู้นำสหภาพและพนักงานที่นัดหยุดงานในความผิดฐานบุกรุกสถานที่ หมิ่นประมาท และทำลายทรัพย์สิน

บริษัทเอกชนยังคงดำเนินคดีทางแพ่งและอาญากับองค์กรนอกภาครัฐ สื่อมวลชน และแรงงาน (ดูหมวดที่ 2.ก. หัวข้อ “กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท”) ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงเดือนพฤษภาคม บริษัทฟาร์มเลี้ยงไก่ธรรมเกษตรในจังหวัดลพบุรีได้ยื่นฟ้องอดีตลูกจ้าง นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน และสื่อมวลชนจำนวน 14 คนในคดีอาญาและคดีแพ่งทั้งหมด 13 คดีในหลากหลายข้อหา เช่น การหมิ่นประมาทในทางอาญา การขโมยบัตรตอกเวลาทำงาน และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทางการและศาลไม่รับเรื่องร้องเรียนและไม่สั่งฟ้องข้อหาส่วนใหญ่ที่บริษัทธรรมเกษตรยื่น อีกทั้งยังมีคำสั่งให้บริษัทซึ่งมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายแรงงานนั้น จ่ายเงินชดเชยจำนวน 1.7 ล้านบาท (56,900 เหรียญสหรัฐ) ให้กับอดีตลูกจ้าง 14 คน เพื่อเป็นค่าจ้างย้อนหลัง ค่าแรงล่วงเวลา และค่าแรงในวันหยุดนักขัตฤกษ์ จนถึงเดือนกันยายน คดีเหล่านี้บางคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

องค์กรนอกภาครัฐและผู้สนับสนุนด้านสิทธิแรงงานรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของตนถูกนายจ้างสะกดรอยตามหรือข่มขู่ หลังจากที่มีผู้พบเห็นพวกเขารณรงค์ส่งเสริมสิทธิแรงงาน

เดือนตุลาคม ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลางพิพากษาว่า ผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย 13 คนมีความผิดฐาน “ละทิ้งงานหรือ … กระทําการอย่างใด ๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกันกระทําการเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป” และต้องโทษจำคุก 3 ปี คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบทบาทของสหภาพในการจัดการนัดหยุดงานในปี 2552 เพื่อประท้วงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ภายหลังเกิดเหตุรถไฟตกรางที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เห็นว่า การกระทำของผู้นำสหภาพแรงงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล ในปี 2561 ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้นำสหภาพรถไฟ 7 คนในคดีดังกล่าวจ่ายค่าปรับ 15 ล้านบาท (500,000 เหรียญสหรัฐ) พร้อมดอกเบี้ย จากนั้นรัฐบาลจึงเริ่มอายัดเงินเดือนและทรัพย์สินของผู้นำสหภาพ องค์การและสหภาพแรงงานหลายแห่งมองว่า โทษเหล่านี้เป็นความพยายามที่จะขัดขวางเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่ม

ข. การห้ามบังคับใช้แรงงาน

กฎหมายห้ามมิให้บังคับใช้แรงงานทุกรูปแบบ ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม มีการประกาศกฎอัยการศึก หรือกำลังจะเกิดภัยพิบัติสาธารณะ บทลงโทษในคดีบังคับใช้แรงงานเทียบเท่ากับคดีรุนแรงอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คดีลักพาตัว การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของรัฐบาลยังไม่มีประสิทธิผลโดยสม่ำเสมอกัน

ในปี 2562 รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี โดยเพิ่มบทบัญญัติหนึ่งที่กล่าวถึง “การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” โดยเฉพาะ และกำหนดบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้นภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ซึ่งมีอยู่แต่เดิม หรือในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส หน่วยงานภาครัฐและกลุ่มนอกภาครัฐได้ทบทวนกฎระเบียบซึ่งเป็นกฎหมายลูกบท แนวปฏิบัติการระบุผู้เสียหาย และมาตรฐานการปฏิบัติงานต่าง ๆ

กระทรวง พม. กระทรวงแรงงาน และสำนักงานอัยการสูงสุดได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับกลุ่มผู้บังคับใช้กฎหมายและคณะปฏิบัติงานสหวิชาชีพ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายดังกล่าว

มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมงสัตว์น้ำ การประมงกุ้ง การผลิตเสื้อผ้า การเกษตร งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทาน รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิผล บทลงโทษในคดีเหล่านี้เทียบเท่ากับคดีรุนแรงอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คดีลักพาตัว องค์กรนอกภาครัฐยอมรับว่า การแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงานในรูปแบบที่ร้ายแรงที่สุดลดน้อยลงในภาคการประมง อย่างไรก็ดี องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายแรงงานยังคงไม่มีความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าจ้างไม่เป็นเวลาหรือล่าช้า การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดหางานโดยผิดกฎหมาย การเก็บยึดเอกสาร และการไม่จัดทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาที่แรงงานเข้าใจ

กลุ่มสิทธิด้านแรงงานรายงานว่า นายจ้างบางรายมีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็นการบังคับใช้แรงงาน เช่น พยายามป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าวย้ายงานหรือบังคับให้ทำงานด้วยการจ่ายค่าแรงล่าช้า การก่อเกิดหนี้ หรือการกล่าวหาว่าแรงงานลักทรัพย์ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีนายจ้างที่สมรู้ร่วมคิดกันขึ้นบัญชีดำแรงงานที่รายงานการละเมิดแรงงาน เข้าร่วมสหภาพแรงงาน หรือย้ายงาน

รัฐบาลและองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อยู่ในหมู่ผู้อพยพที่ถูกลักลอบเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะผู้อพยพที่มาจากพม่า คดีเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับองค์กรค้ามนุษย์ข้ามชาติทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและประเทศต้นทาง ผู้เสียหายจำนวนมากต้องเผชิญกับการหลอกลวง การกักขังหน่วงเหนี่ยว การอดอาหาร การประทับตราบนร่างกาย และการกระทำมิชอบตลอดการเดินทาง บางครั้งผู้ลักลอบค้ามนุษย์จะทำลายหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัวของผู้เสียหาย ผู้เสียหายบางคนถูกขายให้กับผู้ลักลอบค้ามนุษย์รายอื่นและตกเป็นแรงงานขัดหนี้

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

ค. การห้ามใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน

กฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มครองเด็กจากการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดโดยครอบคลุมทุกรูปแบบ กฎหมายคุ้มครองเด็กจากการค้ามนุษย์ที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์ การให้เด็กกระทำสิ่งผิดกฎหมาย และการบังคับใช้แรงงาน แต่ไม่ได้ห้ามกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐในการเกณฑ์เด็กไปเป็นทหาร ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล กฎหมายกำหนดหลักการการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามการจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กฎหมายห้ามมิให้ว่าจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โลหะ สารเคมีอันตราย วัสดุมีพิษ กัมมันตรังสี และอุณหภูมิหรือระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การสัมผัสกับจุลินทรีย์ที่เป็นพิษ การใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก ตลอดจนการทำงานใต้ดินหรือใต้น้ำ รวมทั้งห้ามมิให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่อันตราย เช่น โรงฆ่าสัตว์ บ่อนการพนัน สถานที่ที่มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ สถานอาบอบนวด สถานบันเทิง เรือประมงทะเล และสถานประกอบการแปรรูปอาหารทะเล ดังนั้น เด็กอายุ 15 ถึง 17 ปีจึงอาจทำ “งานที่บ้าน” (งานที่ผู้จ้างในธุรกิจอุตสาหกรรมมอบหมายให้ลูกจ้างผลิตหรือประกอบในที่อยู่อาศัยของลูกจ้างเองนอกสถานประกอบการ) ซึ่งเป็นงานเสี่ยงอันตรายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างจำกัดแก่แรงงานเด็กในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการบางภาคส่วน เช่น ภาคการเกษตร งานรับใช้ตามบ้าน และธุรกิจที่บ้าน เด็กที่มีอาชีพอิสระและเด็กที่ทำงานโดยไม่ได้มีความสัมพันธ์ในการจ้างงาน (ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดทำข้อตกลงหรือสัญญา และทำงานแลกกับค่าตอบแทน) ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน แต่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองเด็กและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม เด็กที่เข้าแข่งขันมวยไทย ทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับค่าจ้าง ต่างไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากฎหมายคุ้มครองเด็กให้ความคุ้มครองแก่เด็กที่ขึ้นชกมวยไทยอย่างเพียงพอ

ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กอาจจะต้องรับโทษจำคุกหรือปรับ บทลงโทษเหล่านี้เทียบเท่ากับคดีรุนแรงอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คดีลักพาตัว บุพการีที่ศาลตัดสินว่าให้ผู้สืบสันดานทํางานหรือให้บริการเพราะ “เหตุความยากจนเหลือทนทาน” อาจไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดอย่างมีประสิทธิผล แต่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าในด้านบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงานและงานเสี่ยงอันตราย

รัฐบาลและบริษัทภาคเอกชนใช้การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและการตรวจสภาพฟันเพื่อระบุผู้สมัครงานที่อาจมีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การตรวจดังกล่าวไม่ได้ให้ข้อมูลครอบคลุมเสมอไป พนักงานตรวจแรงงานใช้ข้อมูลจากภาคประชาสังคมในการมุ่งตรวจตราการใช้แรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงาน

องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศรายงานว่า แทบจะไม่พบคดีเกี่ยวกับแรงงานเด็กในอุตสาหกรรมการผลิต การประมง การจับกุ้ง และการแปรรูปอาหารทะเล โดยคาดว่าน่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในปี 2557 ที่ได้เพิ่มจำนวนประเภทงานที่เสี่ยงอันตรายซึ่งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่สามารถทำได้ และการเปลี่ยนแปลงในปี 2560 ที่ได้เพิ่มโทษของการใช้แรงงานเด็ก

อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เด็กบางส่วนจากประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว และชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ทำงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการและธุรกิจขนาดเล็ก รวมทั้งการทำไร่ทำนา ธุรกิจที่บ้าน ร้านอาหาร การขายอาหารตามข้างถนน บริการเกี่ยวกับรถยนต์ การแปรรูปอาหาร งานก่อสร้าง งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทาน เด็กบางคนถูกบังคับให้ค้าประเวณี ปรากฏตัวในสื่อลามกอนาจาร ขอทาน รวมทั้งผลิตและค้ายาเสพติด (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “เด็ก”) ในปี 2562 คณะทำงานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตได้สืบสวนคดีการค้าประเวณีเด็ก 26 คดี คดีการบังคับเด็กให้ขอทาน 3 คดี และคดีการครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก 31 คดี

กสร. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายว่าด้วยแรงงานเด็ก องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานของ กสร. มักจะส่งต่อกรณีการละเมิดกฎหมายแรงงานเด็กให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสืบสวนและดำเนินคดีต่อไป และยังระบุด้วยว่า ครอบครัวที่มีเด็กเป็นผู้เสียหายคดีค้ามนุษย์หรือบังคับใช้แรงงานได้รับความช่วยเหลือในระดับหนึ่ง แต่เด็กที่ทำงานโดยขัดต่อกฎหมายแรงงานเด็กข้ออื่น ๆ (เกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงานและงานเสี่ยงอันตราย) แทบจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ในปี 2562 รัฐบาลรายงานว่า มีการเพิ่มพนักงานตรวจแรงงานและล่ามที่กระทรวงแรงงานจัดจ้างโดยตรงเป็นจำนวนเล็กน้อย ระหว่างปี การตรวจสอบแรงงานมุ่งเน้นตรวจสอบท่าเรือหาปลาและสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงงานเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล ฟาร์มสัตว์ปีกและสุกร ร้านรับซ่อมยานยนต์ สถานที่ก่อสร้าง และในภาคธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร บาร์คาราโอเกะ โรงแรม และสถานีบริการน้ำมัน กสร. รายงานว่า เกิดการละเมิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก 43 กรณี ซึ่งรวมไปถึงการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด การไม่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กกับภาครัฐ และการว่าจ้างให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานอันตรายหรือทำงานในเวลากลางคืน

ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่า มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยแรงงานเด็กมีประสิทธิผลจำกัด เช่น พนักงานตรวจแรงงานมีจำนวนไม่เพียงพอ ล่ามสำหรับการตรวจแรงงานมีจำนวนไม่เพียงพอ วิธีการตรวจสอบไม่มีประสิทธิผล(โดยเฉพาะวิธีการสำหรับสถานประกอบการที่เข้าถึงได้ยาก เช่น บ้านพักส่วนบุคคล สถานประกอบธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ฟาร์ม และเรือประมง) และแรงงานต่างด้าวที่เป็นผู้เยาว์จากประเทศเพื่อนบ้านไม่มีเอกสารประจำตัวที่ทางการออกให้ นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐยังรายงานว่า ไม่มีการคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้แรงงานเด็กอย่างเพียงพอ ซึ่งรวมไปถึงการขาดความช่วยเหลือทางกฎหมายในการเรียกร้องสินไหมชดเชยและค่าเสียหาย กลไกการคุ้มครองและให้คำปรึกษา ตลอดจนการส่งตัวกลับประเทศอย่างปลอดภัย (โดยเฉพาะเด็กที่เป็นบุคคลต่างด้าว) โดยระบุว่า แม้จะมีกลไกต่าง ๆ ที่ชัดเจนในการคุ้มครองและส่งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นเด็กกลับประเทศ แต่กลับไม่มีกลไกดังกล่าวสำหรับผู้เสียหายจากการใช้แรงงานเด็ก นอกจากนี้ การขาดความตระหนักรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับกฎหมายและมาตรฐานแรงงานเด็กก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นเดียวกัน

ในเดือนมิถุนายน 2562 รัฐบาลตีพิมพ์รายงานผลสำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทยเล่มแรก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่สัมพันธ์กับแนวปฏิบัติสากล การสำรวจดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน สํานักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รายงานฉบับนี้เปิดเผยว่า ร้อยละ 3.9 ของเด็กอายุ 5 ถึง 17 ปีจำนวน 10.47 ล้านคนเป็นเด็กที่ทำงาน ซึ่งในจำนวนนี้ ร้อยละ 1.7 เป็นแรงงานเด็ก (เด็กที่ทำงานโดยถูกแสวงประโยชน์), ร้อยละ 1.3 ทำงานเสี่ยงอันตราย และอีกร้อยละ 0.4 ทำงานที่ไม่เสี่ยงอันตราย แรงงานเด็กส่วนใหญ่ทำงานเสี่ยงอันตรายในครัวเรือนหรือธุรกิจครอบครัว (ร้อยละ 55), ภาคการเกษตร (ร้อยละ 56), ธุรกิจบริการ (ร้อยละ 23) และภาคการผลิต (ร้อยละ 20) สัดส่วนแรงงานเด็กเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมากกว่าครึ่งของแรงงานเด็กไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน จากลักษณะการทำงานอันตราย 3 ประเภทแรก ร้อยละ 22 เกี่ยวข้องกับการยกของหนัก, ร้อยละ 8 เป็นการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนจัด เย็นจัด และเสียงดังหรือทำงานในเวลากลางคืน และร้อยละ 7 ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายและสารพิษ

สามารถอ่าน รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด ประกอบที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/resources/reports/child-labor/findings และอ่าน บัญชีรายชื่อสินค้าที่ผลิตโดยการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับ ประกอบที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/reports/child-labor/list-of-goods เอกสารทั้งสองฉบับจัดทำโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

ง. การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจ้างงานและอาชีพ

กฎหมายแรงงานไม่ได้ระบุห้ามการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ สีผิว ชาติพันธุ์ ความทุพพลภาพ อายุ วิถีทางเพศ หรือสถานะการติดเชื้อเอชไอวี แต่กำหนดให้ลงโทษจำคุกหรือปรับผู้ที่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจจ้างงานด้วย บทลงโทษสำหรับความผิดฐานเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศเทียบเท่ากับคดีสิทธิพลเมือง แต่รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่มีขอบเขตจำกัดอย่างมีประสิทธิผล กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนจ้างลูกจ้างที่มีภาวะทุพพลภาพอย่างน้อย 1 คนต่อสัดส่วนลูกจ้างทุก 100 คน

กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้หญิงทำงานใต้ดิน ในเหมือง ก่อสร้างใต้น้ำ บนนั่งร้านซึ่งสูงกว่า 33 ฟุต และผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือไวไฟ

การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจ้างงานเกิดขึ้นกับกลุ่ม LGBTI สตรี และแรงงานต่างด้าว (ดูหมวดที่ 7.จ.) ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงว่าเป็นเพศใด ผู้นำสหภาพแรงงานระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว ความแตกต่างของค่าจ้างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงมีน้อย และสาเหตุหลักมาจากทักษะ ระยะเวลาการจ้างงาน ประเภทงานที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงข้อกำหนดตามกฎหมายที่ห้ามมิให้ผู้หญิงทำงานที่อันตราย อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ พ.ศ. 2559 ว่าด้วยแรงงานต่างด้าวเพศหญิงที่ทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศ ระบุว่า แรงงานต่างด้าวเพศหญิงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าแรงงานเพศชายเหมือนเช่นที่เป็นมาตลอด และแรงงานต่างด้าวเพศหญิงกว่ากึ่งหนึ่งได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ทางการกำหนดด้วย โดยเฉพาะค่าล่วงเวลา (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “สตรี”) ระหว่างปี มีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งจงใจให้พนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์ออกจากงาน

ในปี 2561 โรงเรียนนายร้อยตำรวจประกาศว่า จะไม่รับสมัครผู้หญิงเข้ามาเรียนอีกต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและเป็นผลเสียต่อศักยภาพของกองกำลังตำรวจในการตรวจสอบกรณีการละเมิดแรงงานหญิง นอกจากนี้ ยังมีการเลือกปฏิบัติต่อคนทุพพลภาพในเรื่องการจ้างงาน การเข้าถึงงาน และการฝึกอบรม ในเดือนเมษายน กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสิทธิของคนทุพพลภาพยื่นข้อร้องเรียนกรณีการยักยอกทรัพย์และการหักค่าจ้างของลูกจ้างผู้พิการโดยผิดกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐโอนคดีดังกล่าวให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

กลุ่ม LGBTI มักเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ส่วนหนึ่งเพราะอคติของคนทั่วไปและการไม่มีกฎหมายและนโยบายมารองรับเรื่องการเลือกปฏิบัติ มีรายงานว่าพนักงานที่เป็นบุคคลข้ามเพศต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น และทำงานจำกัดอยู่ในสาขาอาชีพเพียงไม่กี่สาขา เช่น ธุรกิจความงามและความบันเทิง

จ. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

ค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลคำนวณไว้ 3 เท่า และไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ งานรับใช้ตามบ้าน และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “อันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน

กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่บ้าน ต้องมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย นอกจากนี้ ยังห้ามสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย กฎหมายยังกำหนดให้นายจ้างแจ้งลูกจ้างถึงสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายตั้งแต่ก่อนจ้างงาน ทว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน

กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น ค่าแรงขั้นต่ำรายวันไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ งานรับใช้ตามบ้าน และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล กฎกระทรวงให้ความคุ้มครองบางประการแก่แรงงานรับใช้ตามบ้านในเรื่องเกี่ยวกับวันลา อายุขั้นต่ำ และการจ่ายค่าแรง แต่ไม่ได้กล่าวถึงค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงทำงานปกติ ประกันสังคม หรือการลาคลอด สถิติของรัฐระบุว่า ร้อยละ 54 ของแรงงานทำงานอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ โดยได้รับความคุ้มครองอย่างจำกัดภายใต้กฎหมายแรงงานและระบบประกันสังคม

กสร. บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน แรงงานสัมพันธ์ และความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสถานที่ทำงานโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รวมทั้งสามารถออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด พนักงานตรวจแรงงานมีหน้าที่ส่งต่อกรณีนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไป มีพนักงานตรวจแรงงานไม่พอสำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกหากนายจ้างไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำนี้อย่างมีประสิทธิผล บทลงโทษสำหรับความผิดดังกล่าวเทียบเท่าหรือสูงกว่าคดีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คดีฉ้อโกง

ในปี 2561 กสร. มีคำสั่งไปยังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ห้ามพนักงานตรวจแรงงานระงับข้อพิพาทในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม มีรายงานจำนวนมากระบุว่า ระหว่างปี มีคดีการไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำที่เข้าสู่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาท และคนงานตกลงยอมรับค่าแรงที่นายจ้างติดค้างไว้ ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายวัน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานตามสัญญาจ้างในภาครัฐได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากลูกจ้างประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายฉบับที่ต่างออกไป

การตรวจแรงงานมุ่งเน้นสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูงและใช้ข้อมูลที่ได้จากภาคีเครือข่ายประชาสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ดี การตรวจแรงงานมักเกิดขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอ และมีจำนวนพนักงานตรวจแรงงานและทรัพยากรไม่เพียงพอ ผู้นำสหภาพเสนอแนะว่า พนักงานตรวจแรงงานควรตรวจสอบสถานประกอบการในเชิงรุกมากกว่าที่จะตรวจสอบเอกสารแบบพอเป็นพิธี ผู้สนับสนุนด้านสิทธิรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานในระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยคดีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้งแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 ผู้นำสหภาพแรงงานประมาณว่า มีลูกจ้างที่ถูกให้ออกจากงานเกือบ 1 ล้านคน และจำนวนมากไม่ได้รับเงินชดเชยหรือการแจ้งล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะคนงานตามสัญญาจ้างและแรงงานต่างด้าว

รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา และค่าจ้างสำหรับวันหยุดอย่างมีประสิทธิผล ทั้งในบริษัทขนาดเล็ก พื้นที่บางแห่ง (โดยเฉพาะพื้นที่ชนบนหรือบริเวณชายแดน) หรืออุตสาหกรรมบางประเภท (โดยเฉพาะภาคการเกษตร ก่อสร้าง และประมง) ในปี 2562 สหภาพแรงงานประมาณว่า ร้อยละ 5-10 ของลูกจ้างได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ โดยสัดส่วนของแรงงานที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำน่าจะมีสูงกว่าในกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและในบริเวณชายแดน แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่ค่อยขอรับการเยียวยาตามกฎหมาย เนื่องจากขาดสถานภาพทางกฎหมายและกลัวว่าจะขาดรายได้เลี้ยงชีพ

การละเมิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีบทลงโทษคือจำคุกและปรับ บทลงโทษสำหรับความผิดดังกล่าวเทียบเท่าหรือสูงกว่าคดีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น คดีประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เชี่ยวชาญและการตรวจสอบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ การตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากมีผู้ร้องเรียน รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิผล

ผู้นำสหภาพประมาณการว่า สถานประกอบการเพียงร้อยละ 20 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ของบริษัทต่างประเทศ ปฏิบัติตามมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของรัฐ วิธีปฏิบัติและการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุในแรงงานต่างด้าวสูงกว่าแรงงานไทย โรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่มักดำเนินการตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยที่ทางการกำหนด แต่การบังคับใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยโดยรวมยังไม่เข้มงวด โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการและธุรกิจขนาดเล็ก องค์กรนอกภาครัฐและผู้นำสหภาพตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่มีประสิทธิผล ได้แก่ จำนวนพนักงานตรวจแรงงานที่มีคุณภาพมีไม่เพียงพอ ใช้วิธีตรวจสอบเอกสารมากเกินไป (แทนที่จะตรวจสอบสถานประกอบการ) ไม่มีการคุ้มครองแรงงานที่ยื่นคำร้องทุกข์ ไม่มีล่าม และไม่สามารถลงโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิผล

ประเทศไทยมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่พลเมืองทุกคน และมีกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย อีกทั้งมีสิทธิประโยชน์สำหรับการตั้งครรภ์ ภาวะทุพพลภาพ การเสียชีวิต การช่วยเหลือผู้มีบุตร การว่างงาน และเกษียณอายุ แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน ตลอดจนผู้อยู่ในอุปการะ ทั้งในภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการมีสิทธิซื้อประกันสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกจ้างรับเหมาค่าแรงและแรงงานต่างด้าว ไม่มีชื่อในระบบประกันสังคม หรือไม่ได้รับการคุ้มครองจากโครงการกองทุนเงินทดแทน เพราะนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเหล่านี้หรือไม่ได้จ่ายเงินเข้าไปในระบบประกันสังคม

ในเดือนมีนาคม 2562 กระทรวงแรงงานออกระเบียบข้อปฏิบัติให้ลูกจ้างทุกคนเข้าโครงการกองทุนเงินทดแทนสำหรับอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานประกอบการ แต่ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานค้าเร่แผงลอยและแรงงานรับใช้ตามบ้าน ผู้นำสหภาพแรงงานรายงานว่า แรงงานมักไม่ได้รับเงินทดแทนสำหรับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เนื่องจากการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพและสถานประกอบการนั้นมักจะเป็นเรื่องยาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีการประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมประมง โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้แรงงานสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพและประกันสังคมได้ อีกทั้งระบุว่า สำหรับเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 300 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ออกทะเลนานกว่า 3 วันต่อครั้ง นายจ้างจะต้องจัดให้เรือประมงมีสภาพเหมาะสมสำหรับให้แรงงานพักอาศัยบนเรือได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมและกฎหมายส่วนอื่น ๆ ยังไม่มีผลบังคับใช้เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาเห็นชอบกฎหมายลูกบทโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อกำหนดของรัฐในปัจจุบันมีไว้เพื่อกำหนดให้แรงงานประมงต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนซื้อประกันสุขภาพ และให้เจ้าของเรือประมงสมทบเงินเข้าสู่กองทุนเงินทดแทน ตั้งแต่ปี 2562 แรงงานประมงต่างด้าวที่ถือบัตรผ่านแดนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอุบัติเหตุ ปัจจัยที่เพิ่มความเปราะบางของแรงงานประมง ได้แก่ การขาดแคลนทั้งการตรวจสอบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ชุดปฐมพยาบาล ตลอดจนการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วยภาษาของแรงงานต่างด้าว ระหว่างปี องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีหลายกรณีที่กองทัพเรือได้ช่วยเหลือแรงงานประมงที่ประสบอุบัติเหตุในทะเล

หลายบริษัทใช้ “ระบบสัญญาจ้างเหมางาน” โดยคนงานจะเซ็นสัญญาจ้างกับนายหน้าจัดหาแรงงาน กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องให้ “ผลประโยชน์และสวัสดิการอย่างยุติธรรมโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ” แก่คนงานที่ทำสัญญาเหมา อย่างไรก็ดี นายจ้างมักจะจ่ายค่าจ้างแก่คนงานที่ทำสัญญาเหมาน้อยกว่าและให้สวัสดิการน้อยกว่าหรือไม่ให้เลย

กรมการจัดหางานออกกฎจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่า การบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวยังขาดประสิทธิผล เนื่องจากแรงงานไม่เต็มใจให้ข้อมูลและขาดเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดหางานใต้ดินและค่าธรรมเนียมเอกสาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการอพยพ สำนักงานจัดหางานที่แสวงหาผลประโยชน์จากพลเมืองไทยที่ทำงานในต่างประเทศยังคงคิดค่าธรรมเนียมการจัดหางานเป็นจำนวนเงินที่ผิดกฎหมาย องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานมักกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยสูงจากเจ้าหนี้นอกระบบเพื่อนำไปจ่ายค่าหัวคิว

ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่มีข้อมูลล่าสุด มีรายงานการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยในสถานประกอบการ 94,906 ครั้ง จากจำนวนดังกล่าว ร้อยละ 2 ส่งผลให้สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต สำนักงานประกันสังคมรายงานว่า อุบัติเหตุในสถานประกอบการที่ร้ายแรงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงงานผลิต อุตสาหกรรมการค้าส่งและปลีก การก่อสร้าง การคมนาคม โรงแรม และร้านอาหาร ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า มีการรายงานอุบัติเหตุในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการและภาคการเกษตร และอุบัติเหตุในกลุ่มแรงงานต่างด้าวน้อยกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้ นายจ้างมักไม่ระบุถึงหรือจ่ายค่าชดเชยให้กับความเจ็บป่วยอันมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับอาชีพ อีกทั้งแทบจะไม่มีแพทย์หรือคลินิกเฉพาะทางสำหรับโรคเหล่านี้

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2563 – ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2562 https://th.usembassy.gov/th/2019-trafficking-in-persons-report-th/ Mon, 31 Jul 2023 08:58:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22884

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2562 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2562

ประเทศไทย: กลุ่มที่ 2

รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่มีความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลไทยแสดงความพยายามโดยรวมมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานปีที่ผ่านมา ดังนั้นประเทศไทยจึงยังคงอยู่ในกลุ่มที่ 2 ความพยายามดังกล่าวประกอบไปด้วยการระบุผู้เสียหายมากขึ้น การพิพากษานักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดและเจ้าหน้าที่รัฐที่สมรู้ร่วมคิดให้รับโทษจำคุกร้ายแรง การจัดทำคู่มือต่างๆ ในการร่วมงานกับภาคประชาสังคมเพื่อกำหนดมาตรฐานการฝึกอบรมและนโยบายการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นครั้งแรกที่พนักงานตรวจแรงงานระบุและส่งตัวผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายต่อไปยังคณะทำงานสหวิชาชีพ ส่งผลให้มีการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในหลายเรื่องหลัก มีการดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์น้อยรายลง และสืบสวนสอบสวนคดีการค้าแรงงานเพียง 43 คดีเท่านั้น รัฐบาลจำกัดการเดินทางและการสื่อสารของผู้เสียหายที่พักอาศัยอยู่ในสถานพักพิงของรัฐ การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนสมรู้ร่วมคิดยังคงเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามการค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุคดีการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน อย่างสม่ำเสมอ

ข้อเสนอแนะสำคัญ

ไทยควรพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ด้านแรงงานในเชิงรุก และระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ไทยควรสืบสวนสอบสวนในเชิงรุกและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ และดำเนินการพิพากษาและลงโทษผู้ที่พบว่ามีความผิดจริงอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าสถานพักพิงที่ดำเนินการโดยรัฐและองค์การนอกภาครัฐปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจอย่างเพียงพอ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการดูแลทางจิตใจด้วย ไทยควรอนุญาตให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ สามารถเดินทางเข้าออกสถานพักพิง และเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้โดยเสรีมากขึ้น ไทยควรส่งเสริมให้ผู้พิพากษาในคดีการค้ามนุษย์ใช้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลักและคำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหายด้วย นอกจากนี้ ยังควรยกระดับความร่วมมือกับองค์การภาคประชาสังคมในประเทศเกี่ยวกับศูนย์ให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ศูนย์แรกรับเข้าทำงาน และสถานพักพิงของรัฐ รวมถึงการให้บริการต่างๆ กับผู้เสียหายด้วย ไทยควรเพิ่มความพยายามในการดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่านายจ้างจัดทำสำเนาของสัญญาเป็นภาษาที่แรงงานเข้าใจได้ ไทยควรเพิ่มการให้ค่าสินไหมทดแทนและเงินชดเชยแก่ผู้เสียหาย อีกทั้งเพิ่มการเข้าถึงบริการของภาครัฐก่อนที่ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายจากคณะทำงานสหวิชาชีพ ไทยควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำสายด่วนและสถานพักพิงของรัฐพร้อมล่ามอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรายงานอาชญากรรมการค้ามนุษย์ โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกดำเนินคดี รวมทั้งการถูกนายจ้างกล่าวหาเท็จเพื่อแก้แค้น ไทยควรตรวจสอบว่ามีการค้ามนุษย์หรือไม่ในสถานประกอบการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีแรงงานที่ได้รับการว่าจ้างภายใต้การว่าจ้างแรงงานตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ไทยควรบังคับให้มีการจ่ายค่าแรงอย่างสม่ำเสมอ มีข้อกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าธรรมเนียมจัดหางานให้กับแรงงานต่างด้าว และให้มีการให้สิทธิแก่ลูกจ้างในการถือครองเอกสารประจำตัวและเอกสารทางการเงินของตนเอง

การดำเนินคดี

รัฐบาลยังคงพยายามบังคับใช้กฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ระบุว่าการค้ามนุษย์ทางเพศและแรงงานเป็นความผิดอาญา และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000-1,200,000 บาท (12,360-37,090 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-2,000,000 บาท (18,550-61,820 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก บทลงโทษที่กำหนดดังกล่าวเข้มงวดเพียงพอ และสำหรับกรณีการค้ามนุษย์ทางเพศ บทลงโทษนี้เทียบเท่าได้กับบทลงโทษสำหรับความผิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ เช่น การข่มขืน รัฐบาลรายงานว่า ในปี 2561 มีการสืบสวนคดีค้ามนุษย์ 304 คดี (เทียบกับ 302 คดีในปี 2560) ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ 438 ราย (เทียบกับ 638 รายในปี 2560) และพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ 316 ราย (เทียบกับ 466 รายในปี 2560) นอกจากนี้ ได้รายงานว่ามีการสืบสวนคดีบังคับใช้แรงงานเพียง 43 คดี (เทียบกับ 47 คดีในปี 2560 และ 83 ปีในปี 2559) ในจำนวนนี้ มีคดีค้ามนุษย์ในภาคการประมง 6 คดี ร้อยละ 58 ของนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรับโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป รัฐบาลรายงานว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจับกุมเครือข่ายนักค้ามนุษย์ทางเพศและแรงงานรายใหญ่ได้จำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยจัดให้มีการประชุมทวิภาคีร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลและรวบรวมหลักฐานในคดีค้ามนุษย์ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศเพื่อสืบสวนสอบสวนนักค้ามนุษย์ชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศและผู้ต้องสงสัยต่างชาติในประเทศไทย ความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ได้ในประเทศกัมพูชา มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้การค้ามนุษย์สะดวกมากขึ้น และยังคงบ่อนทำลายความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ องค์การนอกภาครัฐบางแห่งทราบถึงการทุจริตที่มีอยู่มากมาย จึงลังเลที่จะร่วมงานกับรัฐบาลหรือหน่วยงานบางหน่วยงานในบางคดี แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับไต้ก๋งบางรายในปีก่อนๆ แต่ผู้สังเกตการณ์ยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายบางรายลังเลที่จะสอบสวนไต้ก๋งที่เข้าใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ในปี 2561 รัฐบาลพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมค้ามนุษย์ 16 คน (เทียบกับ 12 คนในปี 2560) โดยได้ลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 5-50 ปี ในจำนวนนี้ มี 10 คนรับโทษจำคุกมากกว่า 15 ปี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐได้ส่งเรื่องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนให้กับพนักงานอัยการ ในจำนวนนี้ ทางการได้เริ่มดำเนินคดีไปแล้ว 4 คดี รัฐบาลใช้การลงโทษทางปกครองต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดบางราย เช่น สั่งพักราชการหรือโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งใหม่ แทนที่จะดำเนินคดีทางอาญา รัฐบาลได้ให้เจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดออกจากราชการในปี 2561 แต่รายงานว่าได้เริ่มดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวเพียง 3 รายเท่านั้น รัฐบาลยังคงสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 20 คนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในคดีที่เริ่มดำเนินการไปแล้วระหว่างช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ ทางการไม่ได้รายงานว่า มีการสอบสวนหรือดำเนินคดีอย่างหนักหน่วงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่อำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์โดยการรับสินบนที่จุดผ่านแดน

ในปี 2561 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 509 ล้านบาท (15.73 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในคดีค้ามนุษย์ เทียบกับ 14 ล้านบาท (432,770 เหรียญสหรัฐ) ในปี 2560 รัฐบาลดำเนินงานแผนกคดีค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะในศาลอาญากรุงเทพฯ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดให้พนักงานอัยการทุกคนเร่งยื่นคดีค้ามนุษย์ให้กับศาลยุติธรรม คณะทำงานต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย (TATIP) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน และประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และองค์การนอกภาครัฐ ได้สอบสวนคดีการค้ามนุษย์ 29 คดีในปี 2561 ส่งผลให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 69 ราย นอกจากนี้ คณะทำงานปราบปรามอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน (TICAC) สืบสวนการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 19 คดี (เทียบกับ 18 คดีในปี 2560) รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวน 3.6 ล้านบาท (111,280 เหรียญสหรัฐ) ให้กับ TATIP และ 11.84 ล้านบาท (366,000 เหรียญสหรัฐ) ให้กับ TICAC เทียบกับ 9 ล้านบาท (278,210 เหรียญสหรัฐ) ที่จัดสรรให้กับ TICAC ในปี 2560 ในช่วงการรายงานนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศว่าจะไม่เปิดรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงอีกต่อไป ซึ่งอาจส่งผลให้ความหลากหลายทางเพศในกองกำลังตำรวจลดน้อยลง และส่งผลลบต่อความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการค้ามนุษย์

ทั้งนี้ ผู้เสียหายบางรายยังคงลังเลที่จะมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดำเนินคดีเพราะกลัวถูกกักตัวและต้องอยู่ในสถานพักพิงเป็นเวลานาน กลัวถูกนักค้ามนุษย์แก้แค้น และมีอุปสรรคทางด้านภาษา ในความพยายามที่จะช่วยให้ผู้เสียหายเต็มใจที่จะเป็นพยานให้การมากยิ่งขึ้น ศาลยอมให้นำคำให้การล่วงหน้าที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอมาใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี ศาลดำเนินการไต่สวนพยานล่วงหน้า 24 ครั้งในปี 2561 ในจำนวนนั้นเป็นการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ 4 ครั้ง ในคดีหนึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชานำผู้เสียหายชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับประเทศไปแล้ว 15 คนมายังศาลจังหวัดชายแดนไทยเพื่อให้การทางวิดีโอ นอกจากนี้ พนักงานอัยการยังทำงานกับองค์การนอกภาครัฐในการเตรียมตัวผู้เสียหายเพื่อให้การเป็นพยาน และศาลอนุญาตให้ทนายขององค์การนอกภาครัฐเป็นโจทก์ร่วมในบางคดีเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในด้านกฎหมาย รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.4 ล้านบาท (74,190 เหรียญสหรัฐ) ในการให้บริการคุ้มครองพยาน 15 รายในคดีค้ามนุษย์ในปี 2561 เทียบกับ 4.3 ล้านบาท (132,920 เหรียญสหรัฐ) สำหรับพยาน 52 รายในปี 2560

รัฐบาลทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และองค์การนอกภาครัฐจัดทำคู่มือและแนวทางเพื่อให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่เป็นทางการและได้มาตรฐาน ซึ่งรวมไปถึงคู่มือแนะแนวการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีค้ามนุษย์สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกแนวทางเกี่ยวกับการดำเนินคดีบุคคลที่ละเมิดกฎหมายที่คุ้มครองชาวประมง โดยแนวทางดังกล่าวช่วยให้พนักงานตรวจแรงงานมีขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐานในการยื่นฟ้องคดีแรงงานกับตำรวจ รัฐบาลจัดให้มีการฝึกอบรม สัมมนา และประชุมเชิงปฏิบัติการจำนวนมากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการ และผู้พิพากษา รวมทั้งการฝึกอบรมที่เน้นกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การพัฒนาประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน การดำเนินคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการระบุผู้เสียหาย นอกจากนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมยังได้จัดให้มีการสัมมนาล่ามที่ทำงานในคดีค้ามนุษย์ในศาลต่างๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม บางครั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุดแรก พนักงานอัยการ และผู้พิพากษา ไม่ได้แปลความหรือใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พนักงานอัยการมักจะมองหาหลักฐานการถูกทำร้ายร่างกายในคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน แม้ว่าในเมืองใหญ่ การประสานงานกันระหว่างหน่วยงานจะมีประสิทธิภาพ แต่ในบางจังหวัด ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานและประชาสังคม

การคุ้มครอง

รัฐบาลเพิ่มความพยายามมากขึ้นในการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยได้ระบุจำนวนผู้เสียหาย 631 คนในปี 2561 (เทียบกับ 455 คนในปี 2560) ซึ่งในจำนวนนี้ มีผู้เสียหาย 401 คนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานว่าให้การช่วยเหลือที่สถานพักพิงของรัฐ (เทียบกับ 360 คนในปี 2560) กระทรวง พม. ได้ระบุตัวและช่วยเหลือผู้เสียหายชาวไทย 152 คน ผู้เสียหายต่างด้าว 249 คน ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ 186 คน และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 66 คน ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าผู้เสียหายอีก 149 คนถูกแสวงประโยชน์ในรูปแบบใด ทางการช่วยส่งตัวผู้เสียหายต่างด้าวที่ถูกแสวงประโยชน์ในไทยให้กลับประเทศจำนวน 201 คน (เทียบกับ 111 คนในปี 2560) และช่วยเหลือชาวไทยที่ถูกแสวงประโยชน์ในต่างประเทศ 103 คนให้เดินทางกลับประเทศ (เทียบกับ 45 คนในปี 2560) โดยให้ค่าเดินทาง ช่วยเหลือด้านกฎหมาย จัดหางาน และช่วยให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างคงเส้นคงวาในการส่งตัวผู้เสียหายกลับประเทศ ในกรณีที่ผู้เสียหายปฏิเสธที่จะร่วมมือในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลไทยได้ร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศตีพิมพ์คู่มือสำหรับนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้กระบวนการกลับคืนสังคมของผู้เสียหายชาวไทยเป็นไปอย่างราบรื่น กระทรวง พม. รายงานว่า ได้มอบหมายให้นักสังคมสงเคราะห์คงการติดต่อกับผู้เสียหายไว้อย่างน้อย 1 ปีหลังจากพวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคม รัฐบาลจัดอบรมแก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานตรวจแรงงาน ล่าม และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. เกี่ยวกับเทคนิคการระบุตัวและสัมภาษณ์ผู้เสียหาย รวมทั้งการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย โดยบางครั้งดำเนินการร่วมกับองค์การนอกภาครัฐ ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้ประสานงานกับ TATIP ในการฝึกอบรมคณะทำงานสหวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการคัดแยกผู้เสียหาย เพื่อยกระดับการระบุผู้เสียหายและการเก็บรวบรวมหลักฐาน กลุ่มสนับสนุนผู้เสียหายรายงานว่า รัฐบาลควรต้องจัดอบรมเพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตรงกับผู้เสียหาย เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้พิพากษาบางคนยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย อันส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในศาล รัฐบาลเปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กแห่งใหม่อีก 2 แห่ง ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กและเป็นสถานที่ที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย องค์การนอกภาครัฐ และนักสังคมสงเคราะห์ใช้ถามปากคำเด็กที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงทำให้มีศูนย์ช่วยเหลือเด็กทั้งหมด 5 แห่งด้วยกัน องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า การบังคับเด็กให้มาขอทานลดลงหลังจากที่มีการออกพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 โดยพระราชบัญญัติกำหนดให้บริการด้านสุขภาพและด้านสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ทำการขอทาน รวมทั้งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รัฐบาลระบุและช่วยเหลือผู้ทำการขอทานจำนวน 334 คน แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ถูกระบุว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า ทางการขาดความพยายามในการช่วยเหลือเด็กที่ขายของตามถนนซึ่งเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์

รัฐบาลไม่ได้คัดกรองกรณีการละเมิดแรงงานเพื่อหาข้อบ่งชี้ของการค้ามนุษย์อย่างสม่ำเสมอ และบางครั้งสนับสนุนให้แรงงานแก้ไขปัญหาผ่านทางนายจ้างของตน คณะทำงานสหวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและองค์การนอกภาครัฐ ได้ใช้แนวทางการคัดกรองที่เป็นมาตรฐานในการระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการและส่งตัวเข้ารับความช่วยเหลือ รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือชั่วคราวแก่ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายได้สูงสุดเพียง 8 วันเท่านั้น และคณะทำงานสหวิชาชีพจำเป็นต้องระบุว่า บุคคลนั้นๆ เป็นผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ จึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมายเพื่อรับความช่วยเหลือ ดังนั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจสำหรับกระบวนการระบุผู้เสียหายของคณะทำงานสหวิชาชีพ ผู้เสียหายมักเสาะหาความช่วยเหลือชั่วคราวจากองค์การนอกภาครัฐมากกว่าจากหน่วยงานรัฐ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งคณะทำงานสหวิชาชีพลังเลที่จะระบุผู้เสียหายหากการดำเนินคดีมีท่าทีว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จ คณะทำงานสหวิชาชีพยังคงดำเนินกระบวนการระบุผู้เสียหายอย่างไม่คงเส้นคงวา โดยเฉพาะกรณีที่อยู่นอกเมืองใหญ่ พนักงานตรวจแรงงานคัดกรองการค้ามนุษย์ในแรงงานต่างด้าวระหว่างการตรวจสอบ และจะต้องส่งต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ให้คณะทำงานสหวิชาชีพระบุสถานะอย่างเป็นทางการและส่งต่อเพื่อรับความช่วยเหลือ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานประจำจังหวัดบางคนสามารถระบุผู้เสียหายได้ดีขึ้น กระทรวงแรงงานได้ส่งต่อกรณีต้องสงสัยการค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังคณะทำงานสหวิชาชีพเป็นครั้งแรก ส่งผลให้สามารถระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ 6 รายในปี 2561 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐยังดำเนินการไม่เพียงพอในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รายงานอย่างไม่เป็นทางการยังชี้ด้วยว่า เจ้าหน้าที่รัฐระดับจังหวัดบางรายลังเลที่จะระบุผู้เสียหายเนื่องจากกังวลว่า การค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดของตนจะสร้างความอับอายต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ตามกฎหมายของประเทศไทย พนักงานตรวจแรงงานอาจต้องรับผิดส่วนตัวต่อข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจลดทอนความเต็มใจในการรายงานกรณีที่สงสัยว่าเกิดการแสวงประโยชน์ขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐบางรายอาจมองข้ามกรณีการค้ามนุษย์ที่ไม่ปรากฏการใช้กำลังหรือข้อบ่งชี้ว่ามีการบีบบังคับอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้พยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะระบุผู้เสียหายซึ่งเต็มใจเดินทางเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยในแรกเริ่ม แต่กลับถูกแสวงประโยชน์ระหว่างการทำงานในภายหลัง ทั้งนี้ ทางการเพิ่มความพยายามคัดกรองผู้อพยพเพื่อตรวจหาการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงผู้อพยพในสถานกักตัวคนต่างด้าว ส่งผลให้มีการระบุผู้เสียหาย 150 คน

รัฐบาลยังคงส่งต่อผู้เสียหายไปยังสถานพักพิงของรัฐ เพื่อรับบริการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การดูแลทางการแพทย์ การชดเชยค่าเสียหาย ความช่วยเหลือทางการเงิน การคุ้มครองพยาน การศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ตลอดจนการจ้างงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) บริหารจัดการสถานพักพิงระยะสั้น 76 แห่ง และสถานพักพิงระยะยาว 9 แห่งในภูมิภาคสำหรับกรณีการค้ามนุษย์ ในจำนวนนี้ เป็นสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายชายและครอบครัว 4 แห่ง สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายหญิง 4 แห่ง และสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชาย 1 แห่ง รัฐบาลแจกจ่ายคู่มือเล่มใหม่ที่ตีพิมพ์เป็น 7 ภาษา มีเนื้อหาให้ความรู้ผู้เสียหายเกี่ยวกับสิทธิของตนภายใต้กฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงการเข้าถึงบริการต่างๆ เฉพาะผู้เสียหายต่างด้าวที่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ ณ เวลาที่ระบุสถานะเท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐได้ในระหว่างการดำเนินคดีกับนักค้ามนุษย์ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นต่างด้าวที่ไม่ได้จดทะเบียนจะต้องอาศัยในสถานพักพิงระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการออกใบอนุญาตให้พำนักและทำงานในไทย สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ของกระทรวง พม. ไม่อนุญาตให้ผู้เสียหาย ซึ่งรวมไปถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ ออกนอกสถานพักพิงหรือพกพาเครื่องมือสื่อสารส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต เฉพาะผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกสถานพักพิงเท่านั้นจึงจะสามารถออกนอกสถานพักพิงเป็นประจำเพื่อทำงานได้ รัฐบาลอนุญาตให้ผู้เสียหาย 65 คนทำงานนอกสถานพักพิงได้ ซึ่งลดลงจากจำนวน 149 คนในปี 2560 และมีแนวโน้มอนุญาตให้ผู้เสียหายหญิงทำงานนอกสถานพักพิงน้อยกว่าผู้เสียหายชาย แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามลดระยะเวลาดำเนินคดี ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาที่ผู้เสียหายต้องอาศัยในสถานพักพิงสั้นลง แต่ยังคงมีรายงานจากองค์การนอกภาครัฐว่า การกำหนดให้ผู้เสียหายต้องอาศัยในสถานพักพิงของรัฐในลักษณะดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ในช่วงการรายงานนี้ รัฐบาลขึ้นทะเบียนสถานพักพิงขององค์การนอกภาครัฐ 3 แห่ง ซึ่งสามารถให้บริการต่างๆ กับผู้เสียหายภายใต้อำนาจรัฐได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานพักพิงเหล่านี้ กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวพำนักและทำงานในไทยได้ถึง 2 ปีนับจากการสิ้นสุดการดำเนินคดีกับนักค้ามนุษย์ แต่รัฐบาลไม่ได้รายงานว่ามีผู้เสียหายได้รับสิทธิประโยชน์ข้อนี้หรือไม่ในช่วงการรายงานนี้

กระทรวง พม. จ้างล่าม 251 คน แต่สถานพักพิงของรัฐยังคงขาดแคลนล่าม ซึ่งทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการดูแลสภาพจิตใจ กระทรวง พม. จัดทำคู่มือล่ามเพื่อการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า การเข้าถึงผู้เสียหายที่องค์การได้ให้ความช่วยเหลือเป็นเรื่องยากหลังพวกเขาเข้าอาศัยในสถานพักพิง ด้วยเหตุผลข้อนี้ ประกอบกับเจ้าหน้าที่สถานพักพิงไม่ได้สื่อสารอย่างเพียงพอ ทำให้องค์การนอกภาครัฐลังเลที่จะร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้นหรือส่งต่อผู้เสียหายให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทางการไม่ได้พยายามระบุผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชายอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เด็กบางคนถูกส่งตัวไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวหรือถูกปฏิบัติราวกับเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย แทนที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างผู้เสียหาย สถานพักพิงของกระทรวง พม. ไม่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะทางแก่เด็กชายและผู้เสียหายที่มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังกำหนดให้ผู้เสียหายข้ามเพศต้องอาศัยในสถานพักพิงตามเพศกำเนิด องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า ความช่วยเหลือในสถานพักพิงของกระทรวง พม. ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของผู้เสียหายที่มีพื้นเพนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอนุญาตให้กลุ่มผู้เสียหายชาวแอฟริกาพำนักในสถานพักพิงนอกภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนแห่งหนึ่งได้ โดยเป็นสถานพักพิงที่สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมของพวกเขาในช่วงการรายงานนี้ กระทรวง พม. เห็นชอบให้จ่ายค่าครองชีพรายวันจำนวน 200 บาท (6.18 เหรียญสหรัฐ) แก่ผู้เสียหายที่ทำงานในสถานพักพิงของกระทรวง ผู้เสียหายที่ผ่านการอบรมทักษะการล่ามและทำหน้าที่เป็นล่ามระหว่างกิจกรรมสันทนาการหรือการฝึกอบรมวิชาชีพในสถานพักพิง จะได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 100 บาท (3.09 เหรียญสหรัฐ) ทว่า ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า สถานพักพิงยังมีตัวเลือกการฝึกอบรมวิชาชีพและงานไม่เพียงพอ

ในปี 2561 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ 6.15 ล้านบาท (190,110 เหรียญสหรัฐ) กับผู้เสียหายผ่านกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เทียบกับจำนวน 5.6 ล้านบาท (173,110 เหรียญสหรัฐ) ในปี 2560 กฎหมายไทยกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นเรียกร้องค่าชดเชยให้กับผู้เสียหายกรณีที่ผู้เสียหายแสดงความประสงค์ที่จะเรียกร้องค่าชดเชย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้อำนาจผู้พิพากษาในการให้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าชดเชยแก่ผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอให้มีการชดเชยด้วย ในปี 2561 พนักงานอัยการยื่นเรียกร้องค่าชดเชยให้กับผู้เสียหาย 116 ราย จำนวนรวม 77.56 ล้านบาท (2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) อย่างไรก็ดี ทางการไม่ได้รายงานว่า มีผู้เสียหายกี่คนที่ได้รับค่าชดเชยจริง กระทรวง พม. เริ่มใช้คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรแสดงผลกระทบต่อผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (Victim impact statement) ในศาล เพื่อช่วยให้ได้ค่าสินไหมทดแทน และในปี 2561 มีผู้เสียหาย 6 รายที่ยื่นคำให้การดังกล่าวต่อศาล ผู้สนับสนุนด้านกฎหมายและองค์การพัฒนาเอกชนรายงานว่า นักค้ามนุษย์ไม่ค่อยจ่ายค่าสินไหมทดแทนและค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายตามคำสั่งศาล จึงทำให้ผู้เสียหายไม่มีแรงจูงใจที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินคดี กระทรวง พม. ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งพัฒนาคู่มือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยื่นคำร้องดังกล่าว โดยผ่านหน่วยงานภายใต้กองต่อต้านการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังลงนามบันทึกความเข้าใจต่างๆ กับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการบังคับคดีให้ผู้กระทำความผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนและค่าชดเชยตามคำสั่งศาล

แม้กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากถูกนักค้ามนุษย์บังคับ แต่การระบุผู้เสียหายของรัฐบาลมีข้อบกพร่อง จึงเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้เสียหายต้องถูกลงโทษจากข้อหาต่างๆ เช่น การค้าประเวณีและการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง นอกจากนี้ กฎหมายอาญาว่าด้วยข้อหาหมิ่นประมาทเปิดช่องให้บริษัทฟ้องร้องคดีอาญาผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายและกลุ่มสนับสนุนได้ในช่วงการรายงานนี้ และรัฐบาลไม่ได้รายงานว่ามีการสืบสวนเจ้าของบริษัทเหล่านี้ที่แสวงประโยชน์กับแรงงานอีกด้วย มีรายงานว่า นายจ้างโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตั้งข้อหาลักทรัพย์กับแรงงานที่ถูกแสวงประโยชน์เมื่อพวกเขาพยายามลาออกหรือเปลี่ยนงาน ด้วยเหตุนี้ แรงงานและผู้สนับสนุนจึงไม่รายงานการกระทำผิดของนายจ้างกับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในปี 2558 เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด แต่รัฐบาลไม่ได้รายงานว่าได้มีการนำบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้มาปฏิบัติใช้หรือไม่

การป้องกัน

รัฐบาลเพิ่มความพยายามในการป้องกันการค้ามนุษย์มากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ผ่านคณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งที่ปรึกษาอาวุโสใหม่ 2 ตำแหน่งเพื่อกำกับกิจกรรมป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐ ทางการยังคงติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วยการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานประจำปีต่างๆ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รวมถึงรณรงค์ผ่านหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสังคมออนไลน์ ป้ายโฆษณาและเอกสารแจกจ่าย เพื่อสร้างเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้กับประชาชนทั่วประเทศ กระทรวง พม. และกระทรวงแรงงานได้จัดบริการโทรศัพท์สายด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาต่างประเทศ 12 ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วคอยรับสาย ในปี 2561 สายด่วนของกระทรวง พม. ได้รับโทรศัพท์ 161 สายที่เกี่ยวข้องกับกรณีซึ่งอาจเป็นการค้ามนุษย์ (เทียบกับ 172 สายในปี 2560 และ 269 สาย ในปี 2559) ในจำนวนดังกล่าวมีสายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานอย่างน้อย 18 สาย และทั้งหมดนำไปสู่การดำเนินคดีจำนวน 63 คดี (เทียบกับ 73 คดีในปี 2560) รัฐบาลจ้างผู้ประสานงานภาษาต่างๆ 84 คน (เทียบกับ 74 คนในปี 2560) และล่าม 69 คน (เทียบกับ 74 คนในปี 2560) อย่างไรก็ดี องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า กระทรวง พม. ไม่ได้จัดหาล่ามประจำสายด่วนให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ

กฎหมายไทยอนุญาตให้สำนักงานจัดหางานคิดค่าธรรมเนียมคนไทยสำหรับการหางานในต่างประเทศ แรงงานไทยบางคนยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากเกินควร ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นแรงงานขัดหนี้หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ รัฐบาลได้ช่วยให้ชาวไทยจำนวน 28,820 คนมีงานทำในต่างประเทศ รวมถึงช่วยจัดหางานผ่านช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่เป็นทางการระหว่างรัฐต่อรัฐในปี 2561 นอกจากนี้ สำนักงานจัดหางานประจำจังหวัด 14 แห่ง ยังจัดการฝึกอบรม เช่น ในหัวข้อความเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ ให้กับแรงงานไทย 4,624 คน ก่อนไปทำงานต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานคัดกรองเอกสารเดินทางของแรงงานไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ ณ จุดผ่านแดน และห้ามมิให้เดินทางออกนอกประเทศหากพบว่าเอกสารมีลักษณะต้องสงสัย ในปี 2561 รัฐบาลตรวจสอบสำนักงานจัดหางาน 364 แห่งที่ช่วยให้คนไทยได้งาน และพบว่ามี 7 แห่งที่ปฏิบัติงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ถูกระงับใบอนุญาตและยึดเงิน มีการดำเนินคดีกับนายหน้าที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานจำนวน 416 คน (เทียบกับ 287 คนในปี 2560) นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงให้สัญชาติแก่คนไร้รัฐในปี 2561

จุดอ่อนในกฎหมายแรงงานไทยที่กีดกันไม่ให้แรงงานต่างด้าวรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงานอาจมีส่วนทำให้การแสวงประโยชน์เกิดขึ้น ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการเกิดการค้ามนุษย์เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับให้จัดทำสัญญาจ้างเป็นภาษาไทยและภาษาแม่ของแรงงาน ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการนับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อนของแรงงานบนเรือประมง และแรงงานมีอุปสรรคในการเปลี่ยนนายจ้าง นอกจากนี้ มีรายงานจำนวนมากจากองค์การนอกภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศว่า รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้เกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำอย่างเพียงพอ อีกทั้งขาดกฎหมายที่กำหนดให้บังคับใช้เกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก เช่น การทำการเกษตรตามฤดูกาล รายงานขององค์การสหประชาชาติเผยว่า ค่ามัธยฐานของค่าจ้างรายเดือนสำหรับแรงงานเกษตรตามฤดูกาล คือ 6,000 บาท (185 เหรียญสหรัฐ) ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 8,008-8,580 บาท (248-265 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน

พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 กำหนดว่า นายจ้างจะต้องมอบสำเนาสัญญาจ้างให้ลูกจ้าง รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทยและส่งกลับประเทศเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน เช่น ค่าธรรมเนียมจัดหางานและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เช่น ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงาน) พระราชกำหนดนี้ยังห้ามมิให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างมากกว่าร้อยละ 10 สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ค่าเดินทาง หรือค่าธรรมเนียมการทำเอกสารส่วนบุคคลอื่นๆ หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท (309-3,090 เหรียญสหรัฐ) และโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า ไม่ได้มีการนิยามและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมจัดหางานนี้อย่างดีพอ และสำนักงานจัดหางาน รวมถึงนายหน้า ยังคงเรียกร้องค่าธรรมเนียมจัดหางานและค่าเดินทางจากแรงงาน ทางการไม่ได้รายงานว่า มีการสืบสวนการหักค่าแรงที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ แทบจะไม่มีนายจ้างคนใดทำสำเนาสัญญาจ้างให้แรงงานเก็บไว้หรือทำสัญญาในภาษาแม่ของแรงงาน

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้จดทะเบียนสามารถขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลได้ รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ 12 แห่งในประเทศไทย โดยประสานงานกับรัฐบาลพม่า กัมพูชา และลาว เพื่อพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว ช่วยให้แรงงานดังกล่าวได้รับเอกสารสำคัญประจำตัวโดยที่ไม่ต้องออกจากประเทศไทย นอกจากนี้ ทางการได้ร่วมกับศูนย์บริการเหล่านี้ให้บริการตรวจสุขภาพ จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงออกใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงาน 1,187,803 คนในปี 2561 ด้วยลักษณะที่ซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนกับทางการประกอบกับอัตราการรู้หนังสือที่ต่ำในหลายกรณี ทำให้แรงงานพึ่งพานายหน้าซึ่งมักจะคิดค่าดำเนินการขอเอกสารมากเกินควร แรงงานจึงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นที่จะตกเป็นแรงงานขัดหนี้ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า นโยบายรัฐส่งเสริมให้เกิดการแสวงประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวที่ทำงานตามชายแดนไทย รวมไปถึงแรงงานที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังพัฒนา 10 เขต ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอนุญาตให้ผู้อพยพทำหนังสือผ่านแดนแบบ 30 วัน หรือ 90 วัน เพื่อเข้าประเทศมาทำการเกษตรนอกฤดูหรือทำงานในโรงงานได้ แต่ด้วยการจ้างงานชั่วคราวในลักษณะดังกล่าว ทำให้คนงานไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม องค์การนอกภาครัฐรายงานว่า นายจ้างสนับสนุนให้แรงงานใช้หนังสือผ่านแดนแบบดังกล่าวมากขึ้น

แม้จำนวนแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้บันทึกความเข้าใจแบบทวิภาคีจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายที่สูง ความยากลำบากในการทำเอกสารสำคัญประจำตัวที่ประเทศภูมิลำเนา และอุปสรรคทางการดำเนินงานเพื่อเปลี่ยนนายจ้าง ยังคงทำให้ไม่ได้ใช้งานกลไกดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานแรงงานจังหวัดกำหนดให้แรงงานที่ทำงานภายใต้บันทึกความเข้าใจยื่นเอกสารหลายฉบับเพื่อให้ได้รับการอนุมัติการเปลี่ยนงาน ซึ่งแรงงานมักจะไม่สามารถจัดหาเอกสารเหล่านี้ได้หากนายหน้าไม่ช่วย กฎหมายระบุว่า นายจ้างสามารถเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแรงงานต่างด้าวจากนายจ้างคนใหม่ได้ เมื่อแรงงานขอเปลี่ยนงานก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุด อย่างไรก็ดี นายจ้างบางคนคิดค่าธรรมเนียมการจัดหาเอกสารกับลูกจ้างที่ต้องการเปลี่ยนงานเป็นจำนวน 20,000 บาท (618 เหรียญสหรัฐ) ทำให้ลูกจ้างมีแนวโน้มตกเป็นแรงงานขัดหนี้ ทางการไม่ได้รายงานว่า มีการสืบสวนนายจ้างที่คิดค่าธรรมเนียมโดยผิดกฎหมายกับแรงงานต่างด้าวในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้างแห่งใหม่อีก 2 แห่ง (รวมเป็น 5 แห่ง) เพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านกระบวนการตามบันทึกความเข้าใจ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน วัฒนธรรมไทย สัญญาจ้าง ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และกลไกการร้องเรียน ในปี 2561 ศูนย์เหล่านี้ให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 442,736 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เจ้าหน้าที่แรงงานของศูนย์แรกรับเข้าทำงานฯ สัมภาษณ์แรงงานในขณะที่นายจ้างและนายหน้าอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้แรงงานไม่ประสงค์จะรายงานทางการหากตนถูกแสวงประโยชน์ กระทรวงแรงงานยังทำงานร่วมกับองค์การนอกภาครัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือในศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 10 แห่งด้วยเช่นกัน ทว่า ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า ศูนย์เหล่านี้มีความพยายามน้อยมากที่จะช่วยเหลือแรงงานเพิ่มเติมหรือสร้างความเชื่อมั่นกับองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่น จึงทำให้องค์การนอกภาครัฐมีแนวโน้มไม่ส่งต่อแรงงานที่ถูกแสวงประโยชน์ให้กับศูนย์เหล่านี้ รัฐบาลทำงานร่วมกับศูนย์ขององค์การนอกภาครัฐที่อยู่ใกล้กับตลาดปลาในการจัดให้มีการฝึกอบรมทักษะ การคัดกรองด้านสุขภาพ และทรัพยากรอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิแรงงาน ในปี 2561 รัฐบาลตรวจสอบสำนักงานจัดหาแรงงานต่างด้าว 67 แห่ง (เทียบกับ 97 แห่งในปี 2560) และพบว่า 4 แห่งกระทำผิดกฎหมาย

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 กำหนดให้เรือที่ทำประมงนอกน่านน้ำไทยจัดให้มีอุปกรณ์หรือระบบการสื่อสารที่รองรับการส่งข้อความได้ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถสื่อสารกับหน่วยงานรัฐและคนรู้จักได้ อีกทั้งกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ผ่านการฝากเงินเข้าบัญชีแบบอิเล็กทรอนิกส์ และให้เงินส่วนแบ่งกับลูกจ้างตามมูลค่าของสัตว์น้ำที่จับได้ แม้ว่าระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถตรวจสอบยืนยันการจ่ายค่าจ้างได้ดีขึ้น แต่ผู้สังเกตการณ์กังวลว่า แรงงานบางคนอาจไม่สามารถเข้าถึงค่าแรงของตนได้ เนื่องจากบางท่าเรือไม่มีตู้เอทีเอ็มอยู่ใกล้ๆ ไม่มีการฝึกอบรมเรื่องการใช้ระบบดังกล่าวแก่แรงงาน หรือบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรของแรงงานอาจถูกเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้ายึดไว้

ศูนย์บัญชาการแก้ไขการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) นำโดยกองทัพเรือไทย บริหารจัดการศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) และจุดตรวจเรือประมงส่วนหน้าเพิ่มเติมอีก 19 จุด ซึ่งตรวจสอบเพื่อรับรองว่าเรือประมงเดินเรืออย่างถูกกฎหมาย ศปมผ. ใช้ระบบตรวจสอบเรือตามการประเมินความเสี่ยง และรายงานว่า ระบบได้ตรวจสอบเรือประมงทุกลำที่จัดอยู่ในประเภท “ความเสี่ยงสูง” และเรือบางลำในประเภทความเสี่ยงปานกลางและความเสี่ยงต่ำ พนักงานตรวจแรงงานที่ทำงานในคณะควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง ตรวจสอบรายการลูกเรือโดยใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและการสัมภาษณ์แรงงาน รัฐบาลกำหนดให้เรือประมงในเขตน่านน้ำไทยกลับเข้าเทียบท่าทุกๆ 30 วัน และออกระเบียบบังคับมิให้เรือประมงประเภทไกลฝั่งที่ติดธงชาติไทยดำเนินกิจการในน่านน้ำสากลโดยเด็ดขาด ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมงได้ดำเนินการตรวจสอบ 78,623 ครั้ง ในปี 2561 และพบว่ามีเรือประมง 511 ลำที่ดำเนินกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างไรก็ดี ทางการมิได้รายงานว่า มีการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในการตรวจสอบแรงงานด้วยหรือไม่ องค์กรภาคประชาสังคมระบุว่า วิธีการสัมภาษณ์ที่ไม่เหมือนกัน การตรวจสอบโดยไม่มีล่ามอยู่ด้วย และวิธีตรวจสอบที่ทำให้เจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้า สามารถระบุได้ว่า แรงงานคนใดเป็นผู้รายงานการแสวงประโยชน์กับพนักงานตรวจ ขัดขวางไม่ให้แรงงานเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากเกรงว่าจะถูกแก้แค้น ภาคประชาสังคมและเจ้าหน้าที่รัฐแสดงความกังวลว่า ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก บังคับใช้กฎระเบียบโดยเคร่งครัดไม่เท่ากัน ทำให้ไต้ก๋งบางคนเลือกท่าเรือที่การตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหละหลวมกว่า

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานบันเทิง 7,497 แห่ง ในปี 2561 ส่งผลให้มีการดำเนินคดีค้ามนุษย์ 7 คดี และสั่งระงับใบอนุญาตของสถานบันเทิงจำนวน 97 แห่งเป็นเวลา 5 ปี ฐานฝ่าฝืนกฎหมายโดยมิได้ระบุข้อหาชัดเจน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไร่อ้อย โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานแปรรูปกุ้งและปลา ฟาร์มสุกร และฟาร์มสัตว์ปีก รวม 1,906 ครั้งในปี 2561 พบว่าสถานประกอบกิจการ 388 แห่งฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน และในปีเดียวกัน ทางการตรวจสถานประกอบการแปรรูปอาหารทะเล 259 แห่ง และพบการละเมิดฎหมายแรงงาน 88 กรณี รัฐบาลดำเนินการเพื่อลดความต้องการซื้อขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ เพื่อลดการท่องเที่ยวเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ทางการได้ประสานงานกับรัฐบาลต่างประเทศปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่ทราบว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศเข้าประเทศ รวมถึงจัดทำและเผยแพร่วิดีโอเพื่อลดการท่องเที่ยวเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กในสนามบินและบนเครื่องบินของไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดประชุมสัมมนาข้าราชการ นักธุรกิจ บุคลากรด้านการท่องเที่ยว และบุคคลอื่นๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ประวัติข้อมูลการค้ามนุษย์

ดังที่ได้รายงานเป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้เสียหายชาวไทยและต่างชาติในประเทศไทย และจากผู้เสียหายชาวไทยในต่างประเทศ นักค้ามนุษย์บังคับผู้เสียหายชาวไทยให้ใช้แรงงานและค้าประเวณีในประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา และบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทยประสบกับการถูกกระทำมิชอบหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์ นักค้ามนุษย์เพื่อการบังคับใช้แรงงานและการบังคับค้าประเวณีแสวงประโยชน์จากผู้หญิง ผู้ชาย บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กจากประเทศไทย ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ศรีลังกา รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศในทวีปแอฟริกาบางประเทศ นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของผู้เสียหายจากจีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม บังคลาเทศ อินเดีย และพม่า ซึ่งถูกบังคับให้ค้าประเวณีและใช้แรงงานในประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปตะวันตก เด็กจากประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชาเป็นผู้เสียหายจากการค้าประเวณีในสถานค้าประเวณี สถานอาบอบนวด บาร์ ร้านคาราโอเกะ โรงแรม และบ้านพักส่วนบุคคล นักค้ามนุษย์ชักจูงเด็กหญิงและเด็กชายชาวไทยให้แสดงกิจกรรมทางเพศผ่านทางวิดีโอและภาพถ่ายบนอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งโดยการขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก เด็กในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ บิดามารดาหรือนายหน้าบางรายจัดหาแรงงานบังคับเด็กชาวไทย กัมพูชา และพม่าให้ขายดอกไม้ ขอทาน หรือทำงานรับใช้ตามบ้านในเขตตัวเมือง เมื่อปี 2558 มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของประเทศไทยเกณฑ์และใช้เด็กมาร่วมปฏิบัติการลอบวางเพลิงหรือทำหน้าที่สอดแนม มีรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอาจฝึกเด็กกัมพูชาจำนวนหนึ่งในโรงเรียนในภาคใต้ของประเทศไทยให้เป็นนักสู้ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์เบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ทางการไทยปฏิเสธว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

นักค้ามนุษย์ด้านแรงงานแสวงประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวในภาคประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมสัตว์ปีก อุตสาหกรรมการผลิต ภาคการเกษตร งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานตามถนน บ่อยครั้งนักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้อพยพบางคนในการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยการบีบบังคับเพราะผู้อพยพติดหนี้อยู่ และสัญญาหลอกหลวงว่าจะให้งานที่มีค่าจ้างดี นายหน้าและสำนักงานจัดหางานอื่นๆ บังคับให้แรงงานจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมากเกินควรก่อนที่จะเดินทางถึงประเทศไทย นายหน้าและนายจ้างที่อยู่ในประเทศไทยคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลังจากแรงงานเดินทางถึงประเทศไทย ในบางกรณีทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นแรงงานขัดหนี้ ผู้อพยพบางคนถูกนักค้ามนุษย์ลักพาตัวและจับตัวไว้เรียกค่าไถ่ และบางคนถูกบังคับให้ต้องให้บริการทางเพศหรือบังคับใช้แรงงาน นักค้ามนุษย์บังคับให้ชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซียใช้แรงงานบนเรือจับปลาที่มีคนไทยและต่างชาติเป็นเจ้าของ บางคนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ เป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดทั้งสัปดาห์ และไม่มีอาหาร น้ำ หรือยาที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางคนข่มขู่ เฆี่ยนตี และผสมยาในอาหารให้กับชาวประมงเพื่อให้ทำงานได้หลายชั่วโมงมากขึ้น ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางรายในภาคประมงประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเกิดเนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกล ไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีวิธีเดินทางกลับบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย

การทุจริตยังคงเป็นเหตุบ่อนทำลายความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการรับสินบนหรือกู้ยืมเงินจากเจ้าของกิจการและสถานค้าประเวณีที่ซึ่งผู้เสียหายถูกแสวงประโยชน์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอนุญาตให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบนำบุคคลต่างด้าวเข้าประเทศตามแนวชายแดนไทย มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่นๆ และเจ้าของเรือประมงจากการบุกตรวจค้นและการตรวจสอบ อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2562 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2566 https://th.usembassy.gov/th/2023-trafficking-in-persons-report-th/ Thu, 15 Jun 2023 08:32:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22860

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2566 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2566

ประเทศไทย: กลุ่มที่ 2

รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่ได้พยายามดำเนินการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ  เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่มีต่อศักยภาพในการปราบปรามการค้ามนุษย์ (กรณีที่ได้รับผลกระทบ) พบว่า ในภาพรวม รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานที่แล้ว จึงเห็นสมควรให้ประเทศไทยคงอยู่ในกลุ่มที่ 2 ความพยายามเหล่านี้ประกอบไปด้วยการเพิ่มจำนวนการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ การดำเนินคดีค้ามนุษย์ และการพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด ตลอดจนการเริ่มกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 35 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์ในปี 2565 และตัดสินให้ 4 รายได้รับโทษจำคุก นอกจากนี้ รัฐบาลยังระบุผู้เสียหายได้มากขึ้น เริ่มนำแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ไปใช้งาน รวมถึงฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้แผนปฏิบัติการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในหลายด้านสำคัญ การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไร้ประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานและการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย ส่งผลให้ไม่สามารถระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานจำนวนมากได้ จึงทำให้ผู้เสียหายเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแล โดยเฉพาะผู้ถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน ทางการไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอในการคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้วยการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน โดยรวมถึงพลเมืองไทยที่เข้าประเทศหลังจากถูกแสวงประโยชน์ซึ่งมักจะไม่มีสถานะทางกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ระบุว่า บุคคลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และจับกุมผู้เสียหาย (ทั้งชาวต่างชาติและพลเมืองไทย) กรณีกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ในกิจการผิดกฎหมายเหล่านี้ เนื่องจากมีข้อกำหนดตามกฎหมายให้ผู้เสียหายต่างชาติส่วนใหญ่พำนักในสถานพักพิงตลอดระยะเวลาพิจารณาคดีกับนักค้ามนุษย์ จึงมีแนวโน้มทำให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจำนวนมากไม่รายงานเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ หรือไม่ยินยอมที่จะเป็นพยานในคดี ซึ่งบ่อนทำลายความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองพยานโดยรวม การให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้เสียหายโดยรัฐยังคงมีช่องว่างอย่างมาก การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังคงขัดขวางความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์

ข้อเสนอแนะสำคัญ:

ไทยควรสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกต่อเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ และจัดการให้มีการลงโทษอย่างเหมาะสมแก่นักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยบทลงโทษดังกล่าวควรรวมถึงการจำคุกระยะยาว ไทยควรเพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหายซึ่งเดินทางเข้าประเทศไทยหลังจากถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนยุติการให้ผู้เสียหายพำนักในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เสียหายจะไม่ถูกลงโทษอย่างไม่เหมาะสมเนื่องจากกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว ไทยควรใช้แผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ รวมถึงให้ผู้เสียหายได้มีช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรองอย่างแท้จริง ตลอดจนเปิดใช้ศูนย์คัดแยกผู้เสียหาย นอกจากนี้ ยังควรใช้แนวทางการดูแลโดยให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางและคำนึงถึงบาดแผลทางใจ โดยรวมถึงระหว่างการสัมภาษณ์ของคณะสหวิชาชีพและการตรวจแรงงาน ไทยควรเพิ่มการใช้และจัดหาล่ามเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงในสถานพักพิงและระหว่างการพิจารณาคดีของศาล อีกทั้งยังควรออกวีซ่าให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยังคงอยู่และทำงานในประเทศไทยได้หลังการพิจารณาคดีกับนักค้ามนุษย์เสร็จสิ้น ไทยควรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และตรวจสอบว่า มีการใช้แนวทางปฏิบัติตามมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ ยังควรอนุญาตให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ สามารถเดินทางเข้าออกสถานพักพิง และเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้โดยเสรีมากขึ้น รวมทั้งทบทวนการจัดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เสียหายจะไม่ต้องคงอยู่ในสถานพักพิงนานเกินความจำเป็น ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า สถานพักพิงของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจอย่างเพียงพอและเฉพาะแต่ละบุคคล เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการดูแลทางจิตใจ ตลอดจนใช้นโยบายการให้บริการผู้เสียหายที่เหมือนกันในสถานพักพิงทุกแห่ง ไทยควรตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่า มีการสืบสวนสอบสวนการละเมิดแรงงานและตรวจสอบคำร้องเรียนของแรงงานต่างด้าวซึ่งมีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เพื่อระบุอาชญากรรมการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้ขั้นตอนสำหรับเจ้าหน้าที่แรงงานในการส่งต่อกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังคณะสหวิชาชีพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ไทยควรเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ให้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในหัวข้อเช่น การบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับใช้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป การยึดเอกสารต่าง ๆ และการไม่จ่ายค่าจ้าง ไทยควรคัดกรองแรงงานเกาหลีเหนือว่ามีลักษณะของการถูกค้ามนุษย์หรือไม่ และส่งต่อผู้เสียหายไปยังบริการที่เหมาะสม โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2397

การดำเนินคดี

รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 6 ของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ระบุว่า การค้ามนุษย์ทางเพศและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเป็นความผิดอาญา อีกทั้งยังกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000-1,200,000 บาท (11,490-34,760 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-2,000,000 บาท (17,380-57,940 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก บทลงโทษดังกล่าวเข้มงวดเพียงพอ และสำหรับกรณีค้ามนุษย์ทางเพศ บทลงโทษนี้เทียบเท่าได้กับบทลงโทษสำหรับความผิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การข่มขืน พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 แยกบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ “การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” ออกมาอยู่ภายใต้มาตรา 6/1 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท (1,450-11,590 เหรียญสหรัฐ) ต่อผู้เสียหาย 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัตินี้กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงานน้อยกว่าโทษที่มีอยู่แล้วตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2565 รัฐบาลรายงานว่า มีการสืบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ 253 คดี (เทียบกับ 188 คดีในปี 2564) ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ 308 ราย (เทียบกับ 125 รายในปี 2564) และพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ 249 ราย (เทียบกับ 82 รายในปี 2564) ศาลพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด 201 ราย โดยในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 99 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ในปีเดียวกัน ศาลออกคำสั่งริบทรัพย์มูลค่าประมาณ 80.13 ล้านบาท (2.32 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในคดีค้ามนุษย์ที่ฟ้องร้องโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ได้สืบสวนสอบสวนกรณีกระทำความผิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 41 คดีในปี 2565 (เทียบกับ 11 คดีในปี 2564) เจ้าหน้าที่ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 47 คดี (ในจำนวนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับภาคการประมง 1 คดี) เทียบกับ 22 คดีในปี 2564 ทั้งนี้ ศาลได้ตัดสินว่า นักค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 1 รายมีความผิดตามมาตรา 6/1 และลงโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งถือเป็นการตัดสินโทษครั้งแรกนับตั้งแต่ที่มาตราดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในปี 2562

รัฐบาลดำเนินงานแผนกคดีค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะในศาลอาญากรุงเทพ สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทางการไทยยังคงแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ตร. ยังพบกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและพม่า เพื่อพัฒนาความร่วมมือในความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้แรงงานและการบังคับให้กระทำผิดกฎหมายในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

แม้ว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ด้านแรงงานในจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุกรณีค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งน่าจะมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน การทุจริต และกระบวนการศาลที่ใช้เวลานานในคดีเหล่านี้บั่นทอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ผู้สังเกตการณ์บางรายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่เห็นว่าการบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับใช้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป หรือการไม่ให้เงินค่าจ้างเป็นข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่ยังสนับสนุนให้แรงงานที่อาจเป็นผู้เสียหายไกล่เกลี่ยกับนายจ้างหรือยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดกฎหมายแรงงาน แทนที่จะยอมรับว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแนะนำให้ดำเนินคดีอาญากับนักค้ามนุษย์

เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมักจะใช้ผลจากการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายเป็นตัวตัดสินสุดท้ายว่ามีกรณีค้ามนุษย์อยู่จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้ง การสัมภาษณ์ดังกล่าวไร้ประสิทธิผล ในบางจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขาดความสามารถในการสืบสวนกรณีค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิผล และเจ้าหน้าที่รัฐบางรายไม่ต้องการระบุกรณีค้ามนุษย์เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และเนื่องจากบางจังหวัดใช้นโยบาย “ไม่ยอมรับต่อปัญหาการค้ามนุษย์” (zero tolerance) เจ้าหน้าที่จึงมีความลังเลที่จะสืบสวนคดีเหล่านี้

พนักงานอัยการทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐในการเตรียมตัวผู้เสียหายเพื่อให้การต่อศาล ศาลอนุญาตให้ทนายความขององค์กรนอกภาครัฐทำหน้าที่โจทก์ร่วมได้ในบางคดีเพื่อสนับสนุนผู้เสียหายในทางกฎหมาย และสถานพักพิงของรัฐช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้ศาลจำลองเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมการพิจารณาคดีต่อหน้านักค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งรายงานว่า การทำความเข้าใจขั้นตอนทางกฎหมายเมื่อช่วยเหลือผู้เสียหายนั้นมีความยุ่งยาก และแทบจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางการ นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังช่วยเหลือผู้เสียหายที่ไม่สามารถเข้าร่วมในการพิจารณาคดีด้วยตนเองเตรียมคำแถลงผลกระทบแทนคำให้การ ทางการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผู้ให้ข้อมูลในคดีค้ามนุษย์สามารถเข้าร่วมในโครงการคุ้มครองพยานได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายบางรายลังเลที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินคดีเพราะกลัวถูกกักตัวและต้องอยู่ในสถานพักพิงเป็นเวลานาน ขาดบริการที่เพียงพอ รวมทั้งกลัวถูกนักค้ามนุษย์แก้แค้น ในบางคดี ศาลไม่ได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายอย่างเพียงพอเพื่อเข้าร่วมการดำเนินคดี ผู้เสียหายต่างชาติบางรายไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีได้อย่างเต็มที่เนื่องจากไม่มีล่าม แม้ว่าผู้พิพากษาบางรายจะใช้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลักระหว่างการพิจารณาคดี แต่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลคนอื่น ๆ ขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อผู้เสียหายระหว่างการพิจารณาคดีของศาล แผนกคดีค้ามนุษย์ของศาลอาญาไม่ได้กำหนดให้ผู้พิพากษาที่เข้าทำงานใหม่ในแผนกต้องรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ไม่ได้คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย

ทางการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีประสบการณ์การทำงานในคดีค้ามนุษย์ออกจากตำแหน่ง และนำเจ้าหน้าที่ซึ่งขาดความชำนาญมาปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่บ่อย ๆ ทางการมักจะร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่แรงงานเกี่ยวกับการระบุผู้เสียหาย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เทคนิคการสืบสวนสอบสวนทางออนไลน์ และการถามปากคำ โรงเรียนนายร้อยตำรวจบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในหลักสูตรอบรมของโรงเรียน ในเดือนพฤศจิกายน 2565 รัฐบาลได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลต่างชาติรัฐบาลหนึ่งเพื่อสร้างอาคารฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ อส. ร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐจัดการอบรมด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ให้แก่พนักงานอัยการในหัวข้อเกี่ยวกับการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการกับหลากหลายหน่วยงานเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ศาลยุติธรรมร่วมงานกับองค์การระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติฝึกอบรมผู้พิพากษาซึ่งดูแลคดีค้ามนุษย์ ศาลยุติธรรมยังร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐฝึกอบรมล่ามที่ทำงานในคดีค้ามนุษย์ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ อส. ยังคงจัดให้มีทีมพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์ด้านคดีค้ามนุษย์ในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีประสบการณ์น้อยกว่า ทางการรายงานว่า ได้ส่งทีมเหล่านี้ไปให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีการจับกุม

การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐในอาชญากรรมค้ามนุษย์และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องยังคงทำให้ประเทศไทยมีปัญหาการค้ามนุษย์ และส่งผลให้ไม่มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอำนวยให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย โดยผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เป็นสาเหตุที่นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านมากขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ DSI จัดตั้งศูนย์ติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ ซึ่งติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด DSI ยังใช้ระบบฐานข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งช่วยให้ DSI ติดตามความคืบหน้าของคดีได้ โดยระบบดังกล่าวเริ่มนำมาใช้ในช่วงการรายงานที่ผ่านมา รัฐบาลรายงานว่า ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 35 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมค้ามนุษย์ในปี 2565 (เทียบกับ 17 รายในปี 2564) และเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน เจ้าหน้าที่ 24 รายยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน, 9 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ และอีก 2 รายถูกยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณา ในปี 2565 ศาลตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิด 4 ราย โดยได้รับโทษจำคุกแตกต่างกันไปตั้งแต่ 15-325 ปี นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566  ตร. ได้ตั้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 107 รายในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการออกวีซ่าโดยมิชอบให้แก่ผู้มีสัญชาติจีนที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นกิจการที่บังคับให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ในจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ 129 รายที่ถูกสืบสวนสอบสวนกรณีสมรู้ร่วมคิดนับตั้งแต่ปี 2556 ศาลชั้นต้นกำลังพิจารณาคดีของเจ้าหน้าที่ 10 ราย ได้ตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว 42 ราย และตัดสินให้พ้นผิด 9 ราย โดยยังมีเจ้าหน้าที่อีก 41 รายอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน, 22 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ และ 5 รายหนีการจับกุม

การคุ้มครอง

รัฐบาลยังคงความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 444 รายในปี 2565 เทียบกับประมาณ 424 รายในปี 2564 ในจำนวนผู้เสียหาย 444 รายที่ทางการไทยระบุนั้น เป็นผู้เสียหายชายและเด็กชาย 165 ราย และหญิงและเด็กหญิง 279 ราย, เป็นชาวไทย 344 ราย ชาวลาว 41 ราย ชาวพม่า 25 ราย ชาวอินเดีย 10 ราย ชาวอินโดนีเซีย 7 ราย และชาติอื่น ๆ (กัมพูชา จีน ยูกันดา แทนซาเนีย อุซเบกิสถาน และเคนยา) อีก 11 ราย ไร้สัญชาติ 3 ราย และอีก 3 รายไม่มีการระบุประเทศ และเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ 139 ราย และค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 229 ราย รัฐบาลรายงานว่า ได้ให้บริการกับผู้เสียหายทั้ง 444 ราย (เทียบกับ 354 รายในปี 2564) ซึ่งรวมถึงการจัดให้อยู่ในสถานพักพิง การสนับสนุนเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ การช่วยเหลือด้านกฎหมาย การช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนอื่น ๆ ผู้เสียหาย 170 รายได้รับความช่วยเหลือในสถานพักพิงของรัฐ ขณะที่ 32 รายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ และ 242 รายได้รับบริการนอกสถานที่พักพิง ซึ่งส่วนใหญ่ในจำนวนเหล่านั้นเป็นชาวไทย ทางการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานซึ่งถูกแสวงประโยชน์ในประเทศไทยในปี 2565 จำนวน 92 ราย โดยมี 1 รายอยู่ในภาคการประมง

แผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติของไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนมีนาคม 2565 แนะนำให้เจ้าหน้าที่รัฐกำกับให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายพำนักอยู่ในสถานพักพิงชั่วคราว เพื่อเข้าถึงบริการพื้นฐานได้นานถึง 15 วันก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายโดยคณะสหวิชาชีพ คณะสหวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐจะสัมภาษณ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการและส่งตัวเข้ารับบริการต่าง ๆ คณะสหวิชาชีพจำเป็นต้องระบุว่า บุคคลนั้น ๆ เป็นผู้เสียหายอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมายเพื่อรับบริการอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเข้าถึงสถานพักพิงของรัฐสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หลังจากคณะสหวิชาชีพระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการแล้ว ทางการจะให้บริการกับผู้เสียหายที่ยินยอมเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีกับนักค้ามนุษย์ หรืออนุญาตให้ผู้เสียหายมีเวลาอีก 30 วันเพื่อตัดสินใจว่า ต้องการเข้าร่วมในการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายยังใช้แผนปฏิบัติงานเดิม ซึ่งใช้อำนาจของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เพื่อนำตัวผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาอยู่ในความคุ้มครองของรัฐได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือมากถึง 8 วันตามคำอนุญาตของศาล และในช่วงเวลานี้ คณะสหวิชาชีพจะดำเนินกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับบริการต่าง ๆ ของผู้เสียหายบางรายที่ขาดความพร้อมทางร่างกายหรือจิตใจสำหรับกระบวนการะบุผู้เสียหาย

รัฐบาลจัดสรรเงินทุนให้แก่กระทรวงมหาดไทยเพื่อก่อตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 10 แห่งในจังหวัดที่มีความเสี่ยงเกิดการค้ามนุษย์ ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายสามารถรับบริการที่ศูนย์เหล่านี้ได้ในระหว่างช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง ทางการเปิดศูนย์ 1 แห่งในช่วงการรายงานนี้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย 59 ราย แต่ยังไม่ได้เปิดศูนย์ที่เหลือเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน รัฐบาลรายงานก่อนหน้านี้ว่า ได้เปิดศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์แห่งแรกในพื้นที่ดอนเมืองเมื่อเดือนมีนาคม 2565 อย่างไรก็ตาม อาคารของศูนย์ดังกล่าวยังคงสร้างไม่แล้วเสร็จเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน ทางการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมจัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติให้แก่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการนำแผนปฏิบัติการดังกล่าวไปใช้โดยทั่วถึง เจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนปฏิบัติการดังกล่าวอย่างไร และรัฐบาลไม่ได้จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้การนำแผนไปใช้มีประสิทธิผลทั่วประเทศ หรือจัดการฝึกอบรมที่เพียงพอให้แก่พนักงานตรวจแรงงาน

รัฐบาลเริ่มใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งเดิมได้รับความเห็นชอบในเดือนมีนาคม 2565 ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (มาตรา 6/1) ทางการรายงานว่า ได้ใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าวในการดำเนินการคัดกรองมากกว่า 1,000 ครั้ง และระบุผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายได้ 13 รายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เจ้าหน้าที่ส่งต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายไปยังคณะสหวิชาชีพเพื่อการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าว กระทรวงแรงงาน (รง.) ยังคงร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งเพื่อประเมินและทบทวนแก้ไขมาตรฐานการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอเกี่ยวกับการใช้มาตรฐานนั้น

เจ้าหน้าที่รัฐบางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และไม่ได้ใช้ขั้นตอนการระบุตัวผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิผลโดยสอดคล้องกันทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเห็นว่า หากตั้งแต่แรกแล้ว บุคคลยินยอมเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำงาน รวมถึงโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง บุคคลเหล่านั้นไม่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ รัฐบาลกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องเข้าร่วมการสัมภาษณ์โดยคณะสหวิชาชีพด้วย กรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคไม่ให้บางคนเล่าถึงประสบการณ์ของตนเนื่องจากกลัวถูกส่งตัวกลับหรือถูกกักตัว มีรายงานว่า ทางการไม่แนะนำให้คณะสหวิชาชีพเปลี่ยนผลการประเมินหลังจากสัมภาษณ์ผู้เสียหายครั้งที่ 2 แม้ว่าคณะสหวิชาชีพจะมีหน้าที่ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่สมาชิกซึ่งบางครั้งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ พม. ระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานในท้องถิ่น อาจขาดประสบการณ์ที่เพียงพอในการทำงานกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทางการจึงจัดทีมเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนคณะสหวิชาชีพที่ขาดประสบการณ์ในขั้นตอนการระบุผู้เสียหายเพื่อแก้ปัญหาในระดับจังหวัด

DSI ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดกรองหาข้อบ่งชี้และระบุตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมง พนักงานตรวจแรงงานและเจ้าหน้าที่กองทัพเรือคัดกรองแรงงานต่างด้าวเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในระหว่างการตรวจแรงงาน รวมถึงการตรวจเรือประมง อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไม่มีประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานส่งผลให้ไม่อาจระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากได้ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่เข้าใจว่า ตนมีบทบาทในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บนเรือประมงที่อยู่ในขั้นตอนตรวจแรงงาน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุตัวพวกเขาว่าเป็นผู้เสียหาย

แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองไม่ให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ แต่เจ้าหน้าที่มีแนวโน้มที่จะลงโทษผู้เสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ที่กระทำอันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ เนื่องจากไม่ได้ดำเนินขั้นตอนการระบุผู้เสียหายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้คัดกรองผู้อพยพซึ่งไม่ได้เข้าเมืองตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดอย่างเสมอต้นเสมอปลายเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในพม่า ผู้ที่อยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้ที่หลบหนีจากกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียหายที่ไม่ได้รับการระบุตัวจำนวนมากถูกกักขังและไม่ได้รับบริการต่าง ๆ ผู้เสียหายต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายบางคน มีแนวโน้มที่จะไม่รายงานกับเจ้าหน้าที่ว่าตนถูกแสวงประโยชน์ เนื่องจากกลัวถูกจับกุมและส่งตัวกลับ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่บางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และกล่าวว่าผู้ที่ถูกแสวงประโยชน์ไม่ใช้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้ในหลายพื้นที่จะมีรายงานที่บ่งชี้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในกิจการเหล่านี้เผชิญกับสภาพที่แสดงถึงการบังคับใช้แรงงาน ตร. ทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้เสียหายชาวไทยที่ถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตกลับสู่ประเทศไทย แต่ทางการกลับกล่าวหาผู้เสียหายว่าละเมิดกฎหมายอาญา เนื่องจากผู้เสียหายหลอกลวงผู้อื่นตามที่นักค้ามนุษย์บังคับ

รัฐบาลยังคงส่งต่อผู้เสียหายที่คณะสหวิชาชีพระบุสถานะอย่างเป็นทางการแล้วไปยังสถานพักพิงของรัฐ เพื่อรับการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การดูแลทางการแพทย์ ค่าสินไหมทดแทน ความช่วยเหลือทางการเงิน การคุ้มครองพยาน การศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ตลอดจนโอกาสการจ้างงาน แม้ว่า พม. จะรายงานว่า ได้จัดบริการบางอย่างให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมในขั้นตอนการดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะให้บริการหลายอย่างเฉพาะเมื่อผู้เสียหายเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนโดยผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น พม. บริหารจัดการสถานพักพิงระยะสั้น 76 แห่ง และสถานพักพิงระยะยาว 9 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายชายและครอบครัว 4 แห่ง สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายหญิง 4 แห่ง และสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชาย 1 แห่ง เฉพาะผู้เสียหายต่างชาติที่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ ณ เวลาที่ระบุสถานะเท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐได้ในระหว่างการพิจารณาคดีกับนักค้ามนุษย์ สถานพักพิงร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้โอกาสในการทำงานนอกสถานพักพิงแก่ผู้เสียหาย และสถานพักพิงแห่งหนึ่งได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท 5 แห่งในปี 2565 ภายใต้โครงการนำร่อง ทางการรายงานว่า มีการจ้างงานผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 42 คน เทียบกับ 17 คนในปี 2564 บางครั้งทางการกำหนดให้ผู้เสียหายต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายคงอยู่ในสถานพักพิงของรัฐระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการออกใบอนุญาตให้พำนักและทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว

สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ของ พม. ไม่อนุญาตให้ผู้เสียหายบางราย ซึ่งรวมไปถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ออกนอกสถานพักพิงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปเท่านั้น เฉพาะผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกสถานพักพิงเท่านั้นจึงจะสามารถออกนอกสถานพักพิงเป็นประจำเพื่อไปทำงานได้ ผู้เสียหายมักจะต้องพำนักในสถานพักพิงจนกว่าการพิจารณาคดีของศาลหรือการให้การล่วงหน้าเกี่ยวกับนักค้ามนุษย์จะสิ้นสุดลง แม้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะออกจากระบบสถานพักพิงแล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่สถานพักพิงยังจำกัดการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแรกเข้ามาในสถานพักพิง อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้เสียหายต้องขออนุญาตก่อนโทรศัพท์พูดคุยเรื่องส่วนบุคคล และมักจะคอยฟังบทสนทนาของผู้เสียหายด้วย พม. จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการในเดือนตุลาคม 2565 ให้แก่เจ้าหน้าที่ในสถานพักพิง เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับสถานพักพิงแต่ละแห่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินทาง ตลอดจนการเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ของผู้เสียหาย พม. จัดทำแนวทางดังกล่าวเสร็จสิ้นในช่วงการรายงานนี้ ในทางปฏิบัติ พม. ใช้นโยบายที่แตกต่างกันไปตามสถานพักพิงและกลุ่มประชากรในเรื่องการสื่อสารและเสรีภาพในการเดินทางของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นผู้เสียหายอีก อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงนานเกินจำเป็น ประกอบกับการจำกัดการเดินทางและการสื่อสารของผู้เสียหายระหว่างอยู่ในสถานพักพิง อาจทำให้ผู้เสียหายบางรายได้รับความกระทบกระเทือนซ้ำและยังเป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ของพวกเขาด้วย สถานพักพิงแบบที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกได้อย่างอิสระและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้ในระยะสั้น ๆ ซึ่งองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งจัดตั้งขึ้นในช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ปิดทำการลงในเดือนพฤษภาคม 2565 และเมื่อสิ้นช่วงการรายงานนี้ แผนการที่จะเปิดสถานพักพิงดังกล่าวขึ้นอีกครั้งยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา

ทางการอนุญาตให้ผู้เสียหายบางรายที่พำนักอยู่ในสถานพักพิงทำงานนอกสถานพักพิงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียหายต่างชาติบางราย รัฐบาลไม่ได้มอบโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสม และเจ้าหน้าที่สถานพักพิงบางรายกังวลว่า ผู้เสียหายจะ “หนี” ออกจากสถานพักพิง จึงเป็นเหตุผลให้จำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเขา การอาศัยในสถานพักพิงในลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายต่างชาติในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยผู้เสียหายบางรายต้องการให้รัฐส่งตนกลับประเทศภูมิลำเนามากกว่า รัฐบาลอนุญาตให้ผู้เสียหายบางรายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐ 3 แห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐ และสามารถรับบริการต่าง ๆ จากสถานพักพิงเหล่านี้ได้ ผู้เสียหายต้องการพักอยู่ในสถานพักพิงเหล่านี้มากกว่าสถานพักพิงของรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะมีเสรีภาพในการเดินทางมากกว่า ผู้เสียหายที่ใช้สถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐยังคงมีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานพักพิงเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า สถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เคร่งครัด เพื่อให้ได้รับอนุญาตช่วยเหลือผู้เสียหายที่ผ่านการระบุสถานะอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายสำหรับองค์กรนอกภาครัฐแห่งอื่นที่ต้องการขึ้นทะเบียน แม้ว่าทางการจะดำเนินการบางอย่างเพื่อร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ดำเนินการที่สำคัญในการทำงานกับองค์กรเหล่านี้เพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย หรือสนับสนุนความพยายามอื่น ๆ ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาล

สถานพักพิงของ พม. แต่ละแห่งใช้นโยบายและให้การดูแลผู้เสียหายที่แตกต่างกัน สถานพักพิงของรัฐบาลมักจะมีจำนวนนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจไม่เพียงพอ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เสียหายในการรับการดูแลด้านจิตสังคม พม. รายงานว่า สถานพักพิงทุกแห่งสามารถรองรับผู้เสียหายที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ได้เป็นการชั่วคราว โดยมี 1 แห่งให้ที่พักอาศัยกับประชากรกลุ่มนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สถานพักพิงดังกล่าวไม่มีห้องนอนและห้องน้ำแยกสำหรับผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ นอกจากนี้ ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ เปิดเผยเพศสภาพของตน และเจ้าหน้าที่มักจะไม่ถามผู้เสียหายเกี่ยวกับสถานพักพิงที่ต้องการ พม. ไม่ได้เตรียมสถานพักพิงให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายที่พิการได้อย่างเพียงพอ แม้ว่า พม. จะรายงานว่าได้ทำงานร่วมกับสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีล่ามพร้อมให้ความช่วยเหลือสถานพักพิงในจำนวนเพิ่มขึ้น แต่สถานพักพิงมักจะขาดแคลนล่าม ทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ล่ามที่มีส่วนในการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย และในการพิจารณาคดีของศาล ไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ พม. ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกระทรวง เกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ และฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และพนักงานอัยการเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ

กฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานซึ่งเป็นบุคคลต่างชาติพำนักและทำงานในไทยได้นานถึง 2 ปีนับจากการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลได้ให้อนุญาตกับผู้เสียหายคนใดระหว่างช่วงการรายงานนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากไม่ต้องการให้ทางการระบุตัวว่าเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากไม่สามารถพำนักอยู่ในไทยและจะถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากเข้าร่วมการพิจารณาคดีค้ามนุษย์

ในปี 2565 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ 4.96 ล้านบาท (143,680 เหรียญสหรัฐ) แก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ผ่านกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (เทียบกับ 4.13 ล้านบาท (119,640 เหรียญสหรัฐ) เมื่อปี 2564) โดยรวมถึง 1.49 ล้านบาท (43,160 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นเงินที่จัดสรรให้ผู้เสียหายที่พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐหรือองค์กรนอกภาครัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าจ้างสำหรับการทำงานภายในสถานพักพิง การศึกษา การดูแลรักษาทางการแพทย์ การส่งกลับประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ขั้นตอนการเข้าถึงกองทุนนี้มีความซับซ้อน ทำให้มีแนวโน้มที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายบางคนได้รับการสนับสนุนทางการเงินตามที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายส่งคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนฯ และจัดให้มีคณะทำงานแก้ไขข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เข้าถึงกองทุนฯ ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดของรัฐบาลให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสถานพักพิงระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้เสียหายบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ เลือกที่จะสละสิทธิ์ของตนในการรับค่าสินไหมทดแทนเพื่อลดเวลาที่ต้องพำนักอยู่ในสถานพักพิง

กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นเรียกร้องค่าชดเชยให้แก่ผู้เสียหายที่แสดงความประสงค์จะเรียกร้องค่าชดเชย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้อำนาจผู้พิพากษาในการให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าชดเชยแก่ผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอให้มีการชดเชยด้วย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา กฎหมายอนุญาตให้รัฐบาลจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโดยใช้ทรัพย์สินที่ริบได้จากนักค้ามนุษย์ รัฐบาลรายงานว่า ในปี 2564 ศาลสั่งให้ชำระค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 66.6 ล้านบาท (1.93 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 10.7 ล้านบาท (309,970 เหรียญสหรัฐ) พม. ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในการยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม มีคดีเพียง 2 คดีเท่านั้นที่ปฏิบัติตามคำสั่งชดเชยสำเร็จ

กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทของไทยยังคงเปิดช่องให้บริษัทฟ้องร้องคดีอาญาผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย กลุ่มผู้สนับสนุน และเจ้าหน้าที่รัฐที่สืบสวนสอบสวนคดี บางครั้งโดยการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนต้องเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายเป็นเวลาหลายปี ผู้สังเกตการณ์ยังคงรายงานว่า คดีประเภทนี้ขัดขวางกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้เสียหายไม่ให้รายงานเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์ แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งส่งผลให้ศาลสามารถสั่งยกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ทันทีหากพิจารณาแล้วว่า เป็นการฟ้องโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาเพื่อข่มขู่จำเลย เช่นเดียวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่เสริมสร้างสิทธิของจำเลยในคดีที่นายจ้างเป็นโจทก์ฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้รายงานว่าได้ใช้กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมเหล่านี้เพื่อยกฟ้องกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิหรือผู้เสียหายในคดีหมิ่นประมาททางอาญา

การป้องกัน

รัฐบาลยังคงดำเนินการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับชาติ และเป็นประธานคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งมีการประชุมกันหลายครั้งในระหว่างปี ทางการยังคงติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วยการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานประจำปีต่าง ๆ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้าถึงรายงานดังกล่าวได้ รัฐบาลจัดสรรงบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประมาณ 441.7 ล้านบาท (12.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2565 เมื่อเทียบกับงบจำนวนประมาณ 4.46 ล้านบาท (129,200 เหรียญสหรัฐ) ในปี 2564 หน่วยงานรัฐบาลจัดกิจกรรมรณรงค์จำนวนมากเพื่อสร้างความตระหนักรู้และป้องกันการค้ามนุษย์ รวมถึงการฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้ที่มุ่งป้องกันการค้ามนุษย์ทางเพศต่อเด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์ รัฐบาลขอข้อมูลจากผู้เสียหายเพื่อผลิตแอนิเมชันสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก รวมถึงการค้ามนุษย์ เพื่อเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์และในโรงเรียน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาลงนามในบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการในโรงแรมเพื่อค้นหาและป้องกันการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กในภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมแสดงข้อกังวลใจว่า การดำเนินงานป้องกันการค้ามนุษย์ขององค์กรนอกภาครัฐในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหากบทบัญญัติในร่างกฎหมายที่มุ่งเพิ่มข้อบังคับควบคุมองค์กรนอกภาครัฐในประเทศมีผลบังคับใช้ บทบัญญัติดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน

พม. ยังคงใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานได้รายงานการถูกแสวงประโยชน์และขอรับบริการการคุ้มครองต่าง ๆ รวมไปถึงบริการล่าม ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทั้งหมด 7 ภาษา มีการรายงานกรณีที่อาจเป็นการค้ามนุษย์ 19 กรณีผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวในปี 2565 เมื่อเทียบกับ 5 กรณีในปี 2564 รัฐบาลได้ปรับปรุงข้อมูลจากปี 2564 ในช่วงการรายงานปัจจุบัน และยังปรับปรุงข้อมูลจากช่วงการรายงานก่อนหน้าด้วย พม. และ รง. ได้จัดบริการโทรศัพท์สายด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาต่างประเทศ 19 ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วคอยรับสาย ในปี 2565 สายด่วนของ พม. ได้รับโทรศัพท์ 331 สายที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และส่งต่อกรณีเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบสวนสอบสวน (เทียบกับ 267 สายในปี 2564)

กฎหมายอนุญาตให้สำนักงานจัดหางานคิดค่าธรรมเนียมคนไทยสำหรับการหางานในต่างประเทศ แรงงานบางคนยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากเกินควรให้กับสำนักงานจัดหางานที่ไม่มีคุณธรรม ทำให้เสี่ยงต่อการถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ในปีงบประมาณ 2565 กรมการจัดหางานตรวจสอบสำนักงานจัดหางาน 132 แห่งที่ช่วยให้คนไทยได้งานในต่างประเทศ แต่ไม่พบการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมการจัดหางานดำเนินคดีกับบุคคล 173 รายใน 123 คดีที่เป็นการจัดหางานโดยไม่มีใบอนุญาตและฉ้อโกงแรงงาน ทั้งนี้ รง. และ ตร. ร่วมกันตรวจสอบประกาศว่าจ้างคนไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเป็นประกาศทางออนไลน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตและเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การหลอกจ้างงาน การลักลอบขนคนเข้าเมือง และการขายบริการทางเพศ

รัฐบาลยังคงมีบันทึกความเข้าใจแบบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย ทางการยังคงใช้มาตรการจัดหาแรงงานต่างด้าวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้นโดยคณะทำงานคณะหนึ่งในช่วงการรายงานก่อนหน้า ลักษณะที่ซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกับทางการ รวมถึงขั้นตอนของบันทึกความเข้าใจ มักทำให้แรงงานและนายจ้างพึ่งพานายหน้าซึ่งคิดค่าธรรมเนียมเกินจากที่ทางการคิด หรือใช้ช่องทางนอกระบบในการนำแรงงานเข้าประเทศไทย แรงงานจึงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ทางการใช้โครงการต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในประเทศต่อได้หลังการขึ้นทะเบียนแรกเริ่มหมดอายุและเพื่อออกใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งอยู่ในประเทศอยู่แล้ว พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2561 กำหนดให้นายจ้างมอบสำเนาสัญญาจ้างให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางประการ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหางาน และค่าเดินทาง และห้ามมิให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างมากกว่าร้อยละ 10 สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล และห้ามมิให้ยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอื่น ๆ ของลูกจ้าง หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท (290-2,900 เหรียญสหรัฐ) และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน รง. รายงานว่า ได้ปรับนายจ้าง 360 ราย ซึ่งละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงาน เป็นจำนวนเงินรวม 2.59 ล้านบาท (75,070 เหรียญสหรัฐ) โดยไม่มีโทษจำคุก รง. รายงานว่า ได้ดำเนินคดีละเมิดการคุ้มครองแรงงาน 15 คดี และศาลสั่งปรับ 3 คดี เป็นจำนวนเงินรวม 182,500 บาท (5,290 เหรียญสหรัฐ) และ 12 คดีที่เหลือกำลังรอการพิจารณาเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามนายจ้างและผู้จัดหางานคิดค่าใช้จ่ายบางประการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางานกับแรงงานต่างด้าว เช่น ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงาน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ทางการไม่ได้นิยามและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมการจัดหางานนี้อย่างดีพอ และสำนักงานจัดหางาน รวมถึงนายหน้า ยังคงเรียกร้องค่าธรรมเนียมการจัดหางานและค่าเดินทางจากแรงงาน กฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้นายจ้างเก็บเอกสารของแรงงานไว้ได้หากแรงงานยินยอมและสามารถเข้าถึงเอกสารของพวกเขาที่อยู่กับนายจ้างได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เนื่องจากไม่มีการบังคับใช้พระราชกำหนดนี้อย่างเพียงพอ ในบางกรณีนายจ้างที่ขาดศีลธรรมอาจยึดเอกสารของแรงงานไว้ โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานไม่เข้าใจสิทธิของตนภายใต้กฎหมายไทย รง. ฝึกอบรมแรงงานประมงและนายจ้างกว่า 48,000 คนในเรื่องสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การให้ความรู้แก่นายจ้างในทุกภาคอุตสาหกรรมที่เสี่ยงเกิดการค้ามนุษย์ยังคงไม่เพียงพอ แม้ว่าข้อบังคับของทางการจะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกแสวงประโยชน์เปลี่ยนนายจ้างได้ แต่นโยบายบางข้อกลับทำให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานต่างด้าวในทางปฏิบัติ และบางครั้งส่งผลให้แรงงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนนายจ้าง นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังรายงานการถูกแสวงประโยชน์กับหน่วยงานของรัฐได้ยาก เนื่องจากไม่มีล่าม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานยังไม่เปิดโอกาสให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมและการรับใช้ตามบ้านได้รับผลประโยชน์และการคุ้มครองต่าง ๆ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ มีรายงานจากองค์กรภาคประชาสังคมว่า กฎหมายแรงงานขัดขวางไม่ให้แรงงานต่างด้าวรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งอาจมีส่วนทำให้แรงงานต่างด้าวเสี่ยงถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น รัฐบาลตรวจสอบสำนักงานจัดหาแรงงานต่างด้าว 263 แห่ง แต่ไม่พบการละเมิดใด ๆ องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า การไม่มีข้อบังคับที่เพียงพอสำหรับนายหน้าและสำนักงานจัดหางานส่งผลให้มีการดำเนินการที่ขาดศีลธรรมซึ่งส่งเสริมการค้ามนุษย์

การไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐในการนับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อนของแรงงานบนเรือประมง เพิ่มความเสี่ยงการค้ามนุษย์ในแรงงานกลุ่มนี้ กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลกำหนดให้นายจ้างจัดทำสัญญาเป็นภาษาที่แรงงานประมงต่างด้าวเข้าใจได้ จัดทำเอกสารการจ่ายเงินให้แก่แรงงาน และจัดให้มีอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอสำหรับแรงงานบนเรือประมง นอกจากนี้ กฎดังกล่าวยังกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และจ่ายเงินส่วนแบ่งจากการจับปลาได้ให้แก่แรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจว่า แรงงานบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดหรือไม่สามารถเข้าถึงค่าแรงของตนได้ เนื่องจากท่าเรือบางแห่งไม่มีตู้เอทีเอ็มอยู่ใกล้ ๆ หรือแรงงานไม่ได้รับการแนะนำอย่างเพียงพอในการใช้ตู้เอทีเอ็ม ตลอดจนบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรของแรงงานอาจถูกเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้ายึดไว้

รง. ยังทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐเพื่อให้บริการต่าง ๆ ในศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 10 แห่งอีกด้วย โดยรวมถึงรับเรื่องร้องเรียนกรณีละเมิดแรงงาน ช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนนายจ้าง และปรับปรุงแก้ไขเอกสารขึ้นทะเบียนของแรงงานให้เป็นปัจจุบัน รัฐบาลรายงานว่า คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงานซึ่ง รง. จัดตั้งขึ้นในช่วงการรายงานที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงในการค้ามนุษย์สูง อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดีค้ามนุษย์ใด ๆ ในช่วงการรายงานนี้ รง. ได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูง โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และเรือประมง และพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน 6,795 ครั้ง รง. ตรวจสอบสถานประกอบกิจการ 55,028 แห่งเพื่อระบุการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และพบว่านายจ้าง 1,093 รายฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน รง. ส่งต่อคดี 733 คดีเพื่อสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และปรับนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนเงินรวม 2.59 ล้านบาท (75,030 เหรียญสหรัฐ) ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบจนเสร็จสิ้นหากเจ้าของบริษัทเป็นผู้มีอิทธิพล และพนักงานตรวจแรงงานมีปฏิสัมพันธ์กับแรงงานเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะเป็นเพราะอุปสรรคด้านภาษา ส่งผลให้ไม่สามารถระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ดำเนินการตรวจแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นทางการ เช่น การทำไร่และเกษตรกรรมตามฤดูกาล ซึ่งแรงงานต่างด้าวและเด็กมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงาน ทางการมีศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือเพื่อยืนยันว่าเรือประมงดำเนินงานโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีรายงานว่า เรือประมง 63 ลำฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รัฐบาลได้แก้ไขคู่มือมาตรฐานระเบียบปฏิบัติด้านการตรวจสอบสำหรับการตรวจแรงงานที่ท่าเรือ ซึ่งจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 2562 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ และการตรวจแรงงานที่ท่าเรือยังคงขาดความสม่ำเสมอและไม่มีประสิทธิผลในการระบุกรณีต้องสงสัยการบังคับใช้แรงงานบนเรือประมง บ่อยครั้งเนื่องมาจากไม่ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า เจ้าของเรือประมงบางรายและสถานประกอบกิจการบางแห่งได้รับการเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจแรงงาน อีกทั้งยังระบุว่า ไม่มีล่ามให้ความช่วยเหลือแรงงานขณะตรวจแรงงาน และมีนายจ้าง รวมทั้งไต้ก๋ง อยู่ด้วยขณะตรวจสอบแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้แรงงานไม่รายงานทางการหากตนถูกแสวงประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานอีกว่า พนักงานตรวจแรงงานสั่งไม่ให้ล่ามแปลรายงานจากแรงงาน ซึ่งเป็นรายงานที่มีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับแรงงาน เช่น การให้ทำงานยาวนานเกินไปหรือการละเมิดค่าแรง คู่มือการตรวจแรงงานที่ได้รับการแก้ไขมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานกรณีแรงงานประมงสูญหาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือไม่ได้ใช้ขั้นตอนการส่งต่อกรณีแรงงานประมงสูญหายระหว่างออกทะเลโดยมีมาตรฐานเดียวกันในทุกกรณี รวมถึงการระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์บนเรือประมงก่อนที่พวกเขาจะสูญหาย ทางการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง 244 ลำ แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายใด ๆ การตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่งยังไม่ได้มีการตรวจหาการละเมิดแรงงานอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้มีการจัดหาล่ามเพื่อสัมภาษณ์ลูกเรือต่างด้าวอย่างสม่ำเสมอ ทางการไม่เคยรายงานว่า ได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอันเป็นผลมาจากการตรวจสอบเรือประมง รัฐบาลได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดความต้องการซื้อขายบริการทางเพศ เช่น การร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่ทราบว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศเข้าประเทศ

ประวัติข้อมูลการค้ามนุษย์:

ดังที่มีการรายงานตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศไทย และจากผู้เสียหายชาวไทยในต่างประเทศ นักค้ามนุษย์ด้านแรงงานและทางเพศแสวงประโยชน์จากผู้หญิง ผู้ชาย บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กจากประเทศไทย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ศรีลังกา รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศในทวีปแอฟริกาบางประเทศ นอกจากนี้ ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา และบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ยังประสบกับการถูกกระทำมิชอบหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์ เด็กจากประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชาเป็นผู้เสียหายจากค้ามนุษย์ทางเพศในสถานค้าประเวณี สถานอาบอบนวด บาร์ ร้านคาราโอเกะ โรงแรม และบ้านพักส่วนบุคคล หลังจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับบาร์และสถานที่พบปะอื่น ๆ เนื่องจากโรคระบาดใหญ่ นักค้ามนุษย์ก็ใช้บ้านพักส่วนบุคคลมากขึ้น โดยรวมถึงพื้นที่นอกเขตเมือง ซึ่งทำให้ทางการตรวจพบกิจกรรมการค้ามนุษย์ได้ยากขึ้น นักค้ามนุษย์ชักจูงเด็กหญิงและเด็กชายชาวไทยให้แสดงท่าทางที่ส่อในทางเพศผ่านสื่อวีดิทัศน์และภาพถ่ายบนอินเทอร์เน็ต โดยบางครั้งขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก นักค้ามนุษย์ใช้อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชันสำหรับการสนทนาหรือหาคู่ ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ล่อลวงเด็กเพื่อค้าประเวณี เด็กในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ เด็กที่ครอบครัวตกงานเพราะผลกระทบจากโรคระบาด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวชาวต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็กชาวไทยประมาณ 177,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย ใช้แรงงานอยู่ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตร บริการร้านรับซ่อมยานยนต์และบริการอื่น ๆ การก่อสร้าง การผลิต และในงานด้านบริการ เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงาน มากกว่าครึ่งของแรงงานเด็กจำนวนนี้ไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน และหลายคนต้องเผชิญสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายและมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวและไม่ปกติ และส่วนใหญ่แล้วเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ นายหน้าหรือบิดามารดาบางรายบังคับเด็กชาวไทย กัมพูชา และพม่าให้ขายดอกไม้หรือสินค้าอื่นตามถนน ตลอดจนให้เด็กขอทานหรือทำงานรับใช้ตามบ้านในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังพบว่า มีผู้สูงอายุและผู้พิการจากกัมพูชาถูกบังคับให้ขอทานในไทยด้วย มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทยสรรหาและใช้เด็กในกิจกรรมก่อความไม่สงบ

นักลักลอบขนคนเข้าเมือง นายหน้า นายจ้าง และบุคคลอื่นแสวงประโยชน์จากแรงงานชาวไทยและชาวต่างด้าวด้วยการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมสัตว์ปีก อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ภาคการเกษตร งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานตามถนน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการบังคับใช้แรงงานอย่างแพร่หลายโดยมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล อ้อย และยาง สถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง และความยากลำบากทางเศรษฐกิจส่งผลให้พลเมืองในพม่าอพยพเข้ามายังประเทศไทยโดยไม่ผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 ผู้อพยพเหล่านี้ ตลอดจนแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการทำงานในประเทศไทย เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ในไทย การอพยพที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เครือข่ายนายหน้านอกระบบซึ่งทำงานในไทยกับพม่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเครือข่ายดังกล่าวจะจัดหางานให้กับผู้อพยพทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มและบนเรือประมง

แรงงานจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงให้กับนายหน้า สำนักงานจัดหางาน และบุคคลอื่นก่อนและหลังเดินทางถึงประเทศไทย บ่อยครั้งนักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานผู้เสียหายเพราะติดหนี้อยู่ ตลอดจนใช้กระบวนการการจ้างงานที่หลอกหลวงแรงงาน ยึดเอกสารประจำตัวและบัตรเอทีเอ็ม หักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรงต่อร่างกาย และใช้วิธีการอื่น ๆ เพื่อบังคับใช้แรงงาน นายจ้างยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานเพื่อบังคับให้พวกเขาไม่เปลี่ยนงาน นอกเหนือจากการจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำและไม่ให้แรงงานมีวันหยุด คนงานในภาคการแปรรูปอาหารทะเลและภาคการประมงต้องเผชิญกับการบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารทะเลที่สามารถเก็บรักษาโดยไม่ต้องแช่เย็นได้มากขึ้นระหว่างการเกิดโรคระบาดใหญ่ และยังต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยด้วย แรงงานเกาหลีเหนือในประเทศไทยอาจทำงานภายใต้สภาพการทำงานที่ถูกแสวงประโยชน์ และมีข้อบ่งชี้มากมายถึงการบังคับใช้แรงงาน

เจ้าของเรือประมง นายหน้า และลูกเรืออาวุโสบังคับใช้แรงงานชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย บนเรือจับปลาที่มีคนไทยและชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ บางคนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ บางครั้งน้อยถึงปีละหนึ่งครั้ง เป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดทั้งสัปดาห์ และไม่มีอาหาร น้ำ หรือเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางรายข่มขู่ เฆี่ยนตี และวางยาแรงงานประมงเพื่อให้ทำงานได้นานขึ้น รวมทั้งขายยาให้แรงงานประมงเพื่อทำให้พวกเขาเป็นหนี้มากขึ้น เจ้าของเรือประมงยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางรายในภาคการประมงประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเกิดเนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกล ไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีวิธีเดินทางกลับบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย นายจ้างในภาคการประมงและการแปรรูปอาหารทะเลมักจะดำเนินการหักค่าจ้างด้วยวิธีการที่สร้างความสับสน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมเอกสาร เงินล่วงหน้า และค่าดำเนินการอื่น ๆ ทำให้เป็นเรื่องยากที่แรงงานจะทราบถึงจำนวนค่าจ้างที่ถูกต้องของตน การศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2562 และ 2563 พบว่า ร้อยละ 14-18 ของแรงงานประมงต่างด้าวถูกแสวงประโยชน์โดยการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมการประมงไทย ซึ่งบ่งชี้ว่านักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากแรงงานนับหลายพันคนบนเรือประมง

การทุจริตยังคงเป็นเหตุบ่อนทำลายความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการรับสินบนหรือกู้ยืมเงินจากเจ้าของกิจการและสถานค้าประเวณีที่แสวงประโยชน์จากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอำนวยให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลให้นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านเพิ่มขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน มีรายงานว่า ตลอดช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้พวกเขาจ่ายสินบนเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัว มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่น ๆ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการดำเนินคดี อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นบางรายปิดบังข้อมูลจากพนักงานอัยการเพื่อปกป้องนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการขู่กรรโชกและแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2566 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2565 https://th.usembassy.gov/th/2022-international-religious-freedom-reports-th/ Mon, 15 May 2023 08:09:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22823

โพสต์ รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2565 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2565

รายงานสรุป

รัฐธรรมนูญ “ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติด้วยเหตุความเชื่อทางศาสนา” และปกป้องเสรีภาพในการนับถือศาสนา ตราบเท่าที่การปฏิบัติตามเสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นไม่เป็น “อันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ” ทั้งนี้กฎหมายรับรองกลุ่มศาสนา 5 กลุ่มอย่างเป็นทางการ ได้แก่ กลุ่มพุทธ กลุ่มมุสลิม กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู กลุ่มซิกข์ และกลุ่มคริสต์ กระทรวงยุติธรรมอนุญาตให้นำหลักชะรีอะฮ์มาใช้เป็นกระบวนการตามกฎหมายแบบพิเศษที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งแห่งประเทศไทยได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายครอบครัว ซึ่งรวมถึงมรดก และใช้บังคับกับชาวมุสลิมใน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งเรียกว่าเป็น 4 จังหวัดทางใต้สุดของประเทศใกล้ชายแดนมาเลเซีย

ทางการยังคงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งให้อำนาจแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ซึ่งรวมถึงการขยายระยะเวลาการกักตัวก่อนการพิจารณาคดีและขยายขอบเขตการเข้าตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ทางการให้อำนาจบางประการด้านความมั่นคงภายในแก่กองทัพ ซึ่งมักส่งผลให้ชาวมุสลิมกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น การตรวจค้นยานพาหนะที่มีผู้โดยสารชาวมุสลิมมากกว่าปกติ ชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเลือกปฏิบัติ และเห็นว่าระบบศาลยุติธรรมขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เพียงพอ ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า จนถึงเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ทางการปฏิบัติการบุกและตรวจค้นผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิม 90 ครั้ง

เมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้นำชุมชนมุสลิมคัดค้านการย้ายนายอำเภอชาวพุทธจากอำเภอในจังหวัดนราธิวาสไปกรุงเทพมหานคร โดยกล่าวหาว่า นายอำเภอคนดังกล่าวใช้อำนาจโดยมิชอบและดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนาอิสลาม กลุ่มชาวพุทธเรียกร้องให้สืบสวนการย้ายดังกล่าว โดยอ้างว่า คำบอกเล่าและการกระทำของผู้นำชุมชนมุสลิมต่อนายอำเภอเป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาพุทธ สื่อมวลชนและองค์กรนอกภาครัฐรายงานระหว่างปีว่า ชาวมุสลิมอุยกูร์หลายสิบคนจากประเทศจีนยังคงพำนักอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยส่วนใหญ่ถูกกักตัวมาตั้งแต่ปี 2558 ทั้งนี้ไม่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกตรวจค้นเพื่อควบคุมตัวผู้ลี้ภัย (รวมทั้งผู้ที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนา) ที่ลงทะเบียนไว้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา

ยังคงมีการโจมตีชาวพุทธและมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์มุสลิม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งแบ่งแยกดินแดนมายาวนาน โดยที่อัตลักษณ์ทางศาสนาและทางชาติพันธุ์มีส่วนสัมพันธ์กับปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระบุว่า จนถึงวันที่ 30 กันยายน ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 88 ราย ในจำนวนดังกล่าว เป็นชาวมุสลิม 57 ราย ชาวพุทธ 28 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 3 ราย เทียบกับผู้เสียชีวิต 86 รายในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมุสลิม 59 ราย ชาวพุทธ 26 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 2 ราย ทางการกล่าวหาว่า กลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มเดียวกันก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงโจมตีร้านสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน 17 จุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 รายในเหตุการณ์โจมตีที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในรอบ 4 ปี ทางการกล่าวหาว่า กลุ่มก่อความไม่สงบชาวมุสลิมก่อเหตุโจมตีในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ส่งผลให้หญิงชาวพุทธ 1 รายสูญเสียขาทั้ง 2 ข้างในเหตุการณ์ที่คนร้ายลอบวางทุ่นระเบิด และก่อเหตุโจมตีในอำเภอเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ส่งผลให้ชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ 2 รายถูกยิงเสียชีวิต

กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธบางกลุ่มยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าชาวมุสลิมได้รับสิทธิพิเศษ เมื่อวันที่ 20 กันยายน องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ เรียกร้องให้เจ้าของร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น หยุดขายสินค้าที่มีตราฮาลาล โดยโต้แย้งว่า มีชาวพุทธและชาวคริสต์ในประเทศไทยมากกว่าชาวมุสลิม และผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมไม่ควรต้องซื้อสินค้าราคาแพง ซึ่งมีตราฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นักเคลื่อนไหวชาวพุทธยังคงรณรงค์เพื่อให้มีการกำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เฝ้าถวายสักการะเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดในศาสนาพุทธของไทย ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และยืนยันถึงความเคารพที่สหรัฐฯ มีต่อศาสนาพุทธ ในระหว่างปี อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจัดงานเลี้ยงละศีลอดสำหรับผู้นำชุมชนมุสลิมคนสำคัญ 32 คน เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนา การยอมรับความแตกต่าง และการเสวนาระหว่างความเชื่อ เจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ พบกับผู้นำและผู้รู้ทางศาสนา องค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศ นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรศาสนาต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับพหุนิยมทางศาสนา การยอมรับความต่างทางศาสนา และความทุกข์ยากที่ผู้ลี้ภัยจากความรุนแรงอันเป็นผลมาจากศาสนาความเชื่อต้องเผชิญ เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตเยือนสถานที่สำคัญทางศาสนาในประเทศ ตลอดจนมีส่วนร่วมบ่อยครั้งในการพูดคุยกับผู้นำทางศาสนาในประเด็นเกี่ยวกับการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มอบทุนสนับสนุนจำนวนหลายทุนให้แก่ภาคีในจังหวัดชายแดนภาคใต้สำหรับโครงการที่เน้นความหลากหลายและความเท่าเทียม การมีส่วนร่วมของเยาวชน การสร้างชุมชน และการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/ข้อมูลบิดเบือน เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตยังจัดให้มีการพูดคุยกันทางออนไลน์ระหว่างผู้นำทางความเชื่อ โดยเชิญนักวิชาการ ผู้นำศาสนา ผู้จัดการชุมชน และผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนมาร่วมการพูดคุยกันทุก ๆ ไตรมาส เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพทางศาสนา ตลอดจนพิจารณาถึงความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงละศีลอดให้แก่ผู้นำศาสนาในท้องถิ่น ตลอดจนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยได้มีส่วนในโครงการสร้างชุมชนหลากหลายความเชื่ออีกด้วย

หมวดที่ 1. ประชากรที่นับถือศาสนา

รัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณไว้ (เมื่อกลางปี 2565) ว่า ประชากรทั้งหมดในประเทศไทยมีจำนวน 69.6 ล้านคน ในเดือนธันวาคม 2564 กรมการศาสนารายงานว่า ร้อยละ 92.5 ของประชากรนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 5.4 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.2 นับถือศาสนาคริสต์ ประชากรที่เหลือเป็นกลุ่มที่นับถือภูตผี ลัทธิขงจื๊อ ศาสนาฮินดู ศาสนายูดาห์ ศาสนาซิกข์ และลัทธิเต๋า

ชาวพุทธส่วนใหญ่นำพิธีกรรมของศาสนาฮินดูและการนับถือภูตผีมาประกอบศาสนพิธีของตนด้วย พระสงฆ์ในนิกายเถรวาทแบ่งออกเป็น 2 นิกายหลักด้วยกัน ได้แก่ มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย โดยมหานิกายมีความเก่าแก่และเป็นที่แพร่หลายมากกว่าในชุมชนสงฆ์

อิสลามเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดใน 3 จังหวัดจาก 4 จังหวัดทางใต้สุดของประเทศ (นราธิวาส ยะลา และปัตตานี) ใกล้ชายแดนมาเลเซีย ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในจังหวัดเหล่านี้มีเชื้อสายมาเลย์ แต่ประชากรมุสลิมทั่วประเทศมีทั้งลูกหลานของผู้อพยพจากเอเชียใต้ จีน กัมพูชา และอินโดนีเซีย รวมทั้งเชื้อสายไทยด้วย ข้อมูลของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า ชาวมุสลิมร้อยละ 99 นับถือนิกายสุหนี่

ผู้ที่มีเชื้อสายจีนและเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานหรือเถรวาท นอกจากนี้ ผู้ที่มีเชื้อสายจีนจำนวนมากรวมทั้งชาวเมี่ยน ยังนับถือลัทธิเต๋าในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย ชาวคริสต์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน หรือเป็นกลุ่มชนเผ่าทางภาคเหนือ กว่าครึ่งหนึ่งของชุมชนชาวคริสต์นับถือนิกายโรมันคาทอลิก

หมวดที่ 2. สถานะด้านการเคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนาของรัฐบาล

กรอบทางกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ “ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติด้วยเหตุความเชื่อทางศาสนา” อีกทั้งยังระบุว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อทางศาสนา และอนุญาตให้ทุกคนนับถือศาสนา ปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือประกอบกิจทางศาสนาใดก็ได้ตามที่ต้องการ ตราบใดที่เสรีภาพดังกล่าวมิได้ “เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ” รัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาอื่น ๆ แต่ก็มีบทบัญญัติเพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นพิเศษโดยการให้ความรู้ เผยแผ่หลักคำสอนของศาสนา และกำหนดมาตรการและกลไก “ในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด”

ในปี 2559 รัฐบาลทหารในขณะนั้นมีคำสั่งพิเศษให้รัฐอุปถัมภ์และคุ้มครอง “ทุกศาสนาอันเป็นที่รับรอง” ในประเทศ แต่ก็ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดดูแลให้มี “การเผยแพร่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง” ตามแนวทางของศาสนาโดยไม่ “บิดเบือนให้เป็นความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชน” โดยคำสั่งดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ กฎหมายห้ามไว้โดยเฉพาะมิให้มีการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามศาสนาพุทธและพระสงฆ์ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท (580 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ ประมวลกฎหมายอาญาห้ามดูหมิ่นหรือก่อความรบกวนในศาสนสถานหรือศาสนพิธีของกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรอง มิฉะนั้น จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท (580-4,100 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายรับรองกลุ่มศาสนาอย่างเป็นทางการทั้งหมด 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพุทธ กลุ่มมุสลิม กลุ่มพราหมณ์-ฮินดู กลุ่มซิกข์ และกลุ่มคริสต์ แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ แต่รัฐธรรมนูญยังคงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็น “อัครศาสนูปถัมภก”

กลุ่มศาสนาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่มมีสิทธิขอจดทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ เช่น ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ได้รับยกเว้นภาษีทรัพย์สินและภาษีเงินได้ และได้รับการพิจารณาวีซ่าพักอาศัยเป็นพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติ ทั้งนี้ ทางการไม่บังคับกลุ่มศาสนาให้จดทะเบียน และกลุ่มศาสนาต่าง ๆ อาจดำเนินการได้โดยไม่ถูกรัฐบาลแทรกแซง ไม่ว่าจะได้รับการจดทะเบียนหรือการรับรองอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม กรมการศาสนารับผิดชอบในการจดทะเบียนกลุ่มศาสนาต่าง ๆ ยกเว้นกลุ่มพุทธที่ดูแลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

กรมการศาสนาอาจจดทะเบียนนิกายใหม่นอกกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่มเฉพาะในกรณีที่นิกายดังกล่าวมีคุณสมบัติต่อไปนี้ 1. มีสาวกทั่วประเทศอย่างน้อย 5,000 คน 2. มีหลักคำสอนอันเป็นเอกลักษณ์ในทางศาสนศาสตร์ 3. ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และ 4. ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมซึ่งกรมการศาสนาจัดขึ้น โดยมีตัวแทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องและกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่ม นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่มศาสนาที่ประสงค์จดทะเบียนกับกรมการศาสนาจะต้องยื่นเอกสารแสดงวัตถุประสงค์และวิธีดำเนินการ ความสัมพันธ์ใด ๆ กับต่างประเทศ บัญชีรายชื่อสมาชิกบริหารและเจ้าหน้าที่อาวุโส ตลอดจนที่ตั้งของสถานที่บริหาร ศาสนสถาน และสำนักสอนศาสนา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและด้วยนโยบายแล้ว รัฐบาลจะไม่รับรองกลุ่มศาสนาใหม่ใด ๆ อีกนอกจาก 5 กลุ่มหลักข้างต้น

รัฐธรรมนูญห้ามนักบวช สามเณร พระสงฆ์ และพระอื่น ๆ ในศาสนาพุทธลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2564 มีพระสงฆ์ 239,023 รูปซึ่งไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังห้ามมิให้นักบวชในศาสนาคริสต์สวมใส่เครื่องแต่งกายทางศาสนาไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ นอกจากจุฬาราชมนตรี (ผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุดทางศาสนาอิสลาม) แล้ว อิหม่ามไม่ถือว่าเป็นพระหรือนักบวช ดังนั้นจึงลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

มหาเถรสมาคมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชอัธยาศัย โดยไม่ต้องคำนึงถึงสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ และไม่ต้องผ่านความเห็นชอบหรือทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราช ผู้ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจแต่งตั้งตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

ประมวลกฎหมายอาญาห้ามกระทำการใด ๆ ที่เหยียดหยามหรือดูหมิ่นศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถาน มิฉะนั้น จะต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท (58-410 เหรียญสหรัฐ) หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายบัญญัติให้สถานศึกษาทั้งระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนากับนักเรียนทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น หลักสูตรต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่ม นักเรียนที่ต้องการจะศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างละเอียดอาจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาของเอกชน และโอนหน่วยกิตไปยังโรงเรียนรัฐบาลได้ โรงเรียนที่ร่วมมือกับองค์กรบริหารท้องถิ่นของตนได้รับอนุญาตให้เปิดวิชาศาสนศึกษาเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันมีโรงเรียนคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการดูแลด้านหลักสูตรและการจดทะเบียนอยู่ประมาณ 350 แห่ง มหาเถรสมาคมจัดทำหลักสูตรพิเศษด้านพุทธศาสนศึกษา และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจัดทำหลักสูตรพิเศษด้านอิสลามศึกษา ซึ่งอยู่ในภาคบังคับของโรงเรียนรัฐบาล

คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกอบด้วยสมาชิกชาวมุสลิมที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นทางศาสนาอิสลามแก่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม รวมถึงมอบเงินทุนสำหรับการก่อสร้างมัสยิดและการเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ มีโรงเรียนอิสลามระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ นักเรียนสามารถรับการศึกษาศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย 4 วิธีดังต่อไปนี้ 1. จากโรงเรียนที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและเปิดสอนศาสนาอิสลามตามหลักสูตรระดับประเทศ 2. จากโรงเรียนอิสลามของเอกชนที่เปิดสอนวิชาอื่น ๆ นอกเหนือจากวิชาคัมภีร์อัลกุรอาน เช่น วิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ) อย่างไรก็ดี หลักสูตรดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล 3. จากโรงเรียนอิสลามของเอกชนประเภทไปกลับที่เปิดสอนศาสนาอิสลามตามหลักสูตรของโรงเรียนให้แก่นักเรียนทุกวัย และ 4. จากหลักสูตรศาสนาหลังเลิกเรียนสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งมักจะจัดสอนที่มัสยิด

กระทรวงยุติธรรมอนุญาตให้นำหลักชะรีอะฮ์มาใช้เป็นกระบวนการตามกฎหมายแบบพิเศษ แม้ว่าจะไม่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และใช้บังคับกับชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายครอบครัว ซึ่งรวมถึงมรดก ศาลจังหวัดบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และผู้เชี่ยวชาญด้านชะรีอะฮ์เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษา กฎหมายได้วางโครงสร้างบริหารของชุมชนชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างเป็นทางการ รวมถึงกระบวนการในการแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาราชการด้านกิจการศาสนาอิสลาม

กรมการศาสนากำหนดจำนวนผู้สอนศาสนาชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติงานในประเทศไทยไว้ดังต่อไปนี้ ชาวคริสต์  1,357 คน ชาวมุสลิม 6 คน ชาวฮินดู 20 คน และชาวซิกข์ 41 คน การขึ้นทะเบียนจะทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์บางประการ เช่น การได้รับวีซ่าที่อายุนานขึ้น ตัวแทนของกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรองทั้ง 5 กลุ่มอาจขอวีซ่าอายุ 1 ปีแบบต่ออายุได้ ผู้สอนศาสนาชาวต่างชาติจากกลุ่มศาสนาอื่น ๆ จะต้องต่ออายุวีซ่าทุก ๆ 90 วัน

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นรัฐภาคีแห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

แนวทางปฏิบัติของรัฐบาลไทย

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า จนถึงเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการบุกและตรวจค้นผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิม จำนวน 90 ครั้ง และระหว่างช่วงรายงานนี้ มีผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบเสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ในการปะทะกับเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง กลุ่มด้วยใจซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนนอกภาครัฐ ตั้งคำถามเกี่ยวกับระดับความรุนแรงที่ใช้ในปฏิบัติการดังกล่าว องค์กรนอกภาครัฐ International Crisis Group ระบุว่า การกลับมามีการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเดือนมกราคมส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะหยุดยิงชั่วคราวในเดือนรอมฎอน โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทั่วไปที่จะลดความรุนแรง ในเวลาต่อมา รัฐบาลแถลงว่ายังคงเดินหน้าเจรจาสันติภาพอย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมหลังเกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบหลายครั้ง

ผู้นำชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเลือกปฏิบัติ และเห็นว่าระบบศาลยุติธรรมขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เพียงพอ กลุ่มด้วยใจยังคงแสดงความกังวลที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจัดเก็บดีเอ็นเอจากผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบและสมาชิกครอบครัวของพวกเขา กลุ่มด้วยใจรายงานว่า จนถึงเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเก็บดีเอ็นเอได้จากผู้ต้องสงสัย 107 คน และสมาชิกครอบครัว 11 คน ซึ่งรวมถึงสตรี 1 คน และเด็ก 1 คน โฆษกประจำกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนภาคใต้กล่าวว่า กองทัพจะยังเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากทหารเกณฑ์ที่สมัครใจต่อไป

ผู้นำชุมชนมุสลิมคัดค้านการย้ายนายวิชาญ ชัยเศรษฐ์สัมพันธ์ ชาวพุทธและนายอำเภอรือเสาะในจังหวัดนราธิวาสชายแดนใต้ไปยังกรุงเทพมหานคร โดยกล่าวหาว่า นายวิชาญใช้อำนาจโดยมิชอบและใช้วาจาไม่สุภาพกับชาวมุสลิม ในวันที่ 22 เมษายน อธิบดีกรมการปกครองได้ออกคำสั่งย้ายนายวิชาญ และในวันที่ 25 พฤษภาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายวิชาญไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอในอีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส โดยมีการคัดค้านจากชุมชนมุสลิม กลุ่มชาวพุทธเรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการย้ายของนายวิชาญ โดยอ้างว่า คำบอกเล่าและการกระทำของผู้นำชุมชนมุสลิมต่อนายอำเภอเป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาพุทธ จนถึงสิ้นปี ยังคงมีข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการโยกย้ายดังกล่าว

ทางการยังคงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2548 และ 2547 ตามลำดับ ซึ่งให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ซึ่งรวมถึงการขยายระยะเวลาการกักตัวก่อนการพิจารณาคดีและขยายขอบเขตการเข้าตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ทางการให้อำนาจบางประการด้านความมั่นคงภายในแก่กองทัพ ซึ่งมักส่งผลให้ชาวมุสลิมกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น การตรวจค้นยานพาหนะที่มีผู้โดยสารชาวมุสลิมบ่อยกว่าปกติ

ไครียะห์ ระหมันยะ นักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนมุสลิม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐคุกคามเธอเนื่องจากให้การสนับสนุนชาวบ้านที่ถูกลิดรอนสิทธิในจังหวัดภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ในปี 2564 ทางการตั้งข้อหาละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกับไครียะห์และชาวบ้านอีก 36 คน หลังจากนั่งประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนชุมชนมุสลิมทางใต้ของประเทศ ซึ่งกล่าวว่า การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะส่งผลเสียต่อที่ดินและการทำมาหาเลี้ยงชีพของพวกเขา

รายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนระบุว่า ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในประเทศไทยบางคนหลบหนีการข่มเหงทางศาสนามาจากประเทศของตน UNHCR ระบุว่า ตามกฎหมายของไทยแล้ว ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เข้าประเทศโดยไม่มีวีซ่าถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงอาจถูกจับกุม กักตัว และส่งตัวกลับประเทศ ไม่ว่าจะได้ลงทะเบียนกับทาง UNHCR ไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม จากข้อมูลของหน่วยงานด้านมนุษยธรรม เช่น UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญองค์กรภาคประชาสังคม ระบุว่า ในปีนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิบัติการบุกตรวจค้นและจับกุมผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่พำนักในประเทศโดยผิดกฎหมายน้อยกว่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา

โดยปกติแล้ว ทางการจะไม่เนรเทศบุคคลที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ UNHCR เข้าพบผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยที่ถูกกักตัวอยู่ได้ ในบางกรณี ผู้ลี้ภัยที่ UNHCR รับรองสถานะ ซึ่งรวมถึงผู้ที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนา รายงานว่า ตนพักอยู่ที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในสภาพแออัดเป็นเวลาหลายปี ในหลายกรณี ทางการให้แม่และเด็กอยู่ในสถานพักพิง เพื่อปฏิบัติตามนโยบายลดการกักตัวผู้อพยพที่เป็นเด็ก ในทางปฏิบัติ สถานพักพิงดังกล่าวมีพื้นที่มากกว่าศูนย์กักกันฯ แต่ยังคงจำกัดเสรีภาพในการเดินทางอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ระหว่างปีมีรายงานจำนวนมากจากองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐที่ระบุว่า ทางการกักตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เป็นเด็กในศูนย์กักกันฯ หรือสถานีตำรวจในท้องถิ่น ซึ่งรวมไปถึงเด็กชาวมุสลิมโรฮีนจาที่หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนาและชาติพันธุ์มาจากพม่า

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานในระหว่างปีว่า สมาชิกของกลุ่มฝ่าหลุนกงจากจีนซึ่งมีสถานะผู้ลี้ภัย ถูกตำรวจตรวจสอบหรือจับกุมเป็นช่วง ๆ UNHCR รายงานว่า ผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยชาวจีนส่วนใหญ่ รวมทั้งผู้ที่ถูกกักตัว ไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกส่งตัวกลับไปสู่อันตรายในจีน

สื่อและองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ชาวมุสลิมอุยกูร์หลายสิบคนที่มาจากจีนยังคงพำนักอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยส่วนใหญ่ถูกกักตัวมาตั้งแต่ปี 2558 รวมถึงชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงถูกคุมขังจากความผิดที่เกี่ยวข้องกับความพยายามหลบหนี องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ทางการจีนยังคงกดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนโดยที่พวกเขาไม่ยินยอม กลุ่มที่ดำเนินงานด้านมนุษยธรรมดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้บุคคลเหล่านี้ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่ปลอดภัยตามความประสงค์ของพวกเขา

รัฐบาลยังคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในกรณีที่มีการกล่าวหาว่า พระสงฆ์อาวุโสและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยักยอกทรัพย์ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ตำรวจจับกุมพระสิทธิวรนายก เจ้าอาวาสวัดเขาทุเรียนในข้อหายักยอกและฟอกเงิน หลังถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินวัดหลายแห่งเป็นจำนวนรวม 110,000,000 บาท (3.1 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในระยะเวลา 9 ปี เจ้าหน้าที่ทางการยังบุกตรวจค้นวัดอื่น ๆ อีก 11 แห่งในจังหวัดนครนายก กรุงเทพมหานคร และนนทบุรีด้วย ในเดือนมีนาคม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศว่า ได้ชี้มูลความผิดไปแล้ว 52 สำนวน และยังคงดำเนินการสืบสวนคดีอื่น ๆ อีก 46 สำนวนที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์สิน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย 26.7 ล้านบาท (773,000 เหรียญสหรัฐ) ป.ป.ช. ระบุว่า ได้ส่งสำนวนคดี 24 สำนวนให้ตำรวจเพื่อสืบสวนต่อไป

สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมรับรองศาสนสถาน 9 แห่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 สิงหาคม ได้แก่ วัดคาทอลิก 3 แห่ง และวัดพุทธ 6 แห่ง แหล่งข่าวคาทอลิกกล่าวว่า วัดคาทอลิกทั้ง 3 แห่งรอการพิจารณารับรองมาเป็นเวลา 93 ปี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การรับรองวัดคาทอลิกดังกล่าวเป็นแนวทางส่งเสริมความสมานฉันท์ทางศาสนา

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการรับรองหรือจดทะเบียนอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย แต่กลุ่มประชาสังคมยังคงรายงานว่า กลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนสามารถดำเนินการได้อย่างเสรี และการที่รัฐบาลไม่รับรองหรือจดทะเบียนกลุ่มศาสนาเพิ่มเติมก็ไม่ได้จำกัดการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเหล่านี้แต่อย่างใด สมาชิกกลุ่มฝ่าหลุนกงยังคงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคอยจับตาดูสมาชิกกลุ่ม และบางครั้งก็ข่มขู่ผู้ฝึกที่แจกเอกสารของกลุ่มด้วย แม้ว่าการจดทะเบียนจะให้สิทธิประโยชน์บางประการ เช่น การได้รับวีซ่าที่อายุนานขึ้น แต่กลุ่มศาสนารายงานว่า การไม่จดทะเบียนไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกิจกรรมการประกาศศาสนาของครูสอนศาสนาต่างชาติ และผู้เผยแผ่ศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนวนมากทำงานในประเทศได้โดยไม่ถูกรัฐบาลแทรกแซง

ภิกษุและคณะกรรมการวัดยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของมหาเถรสมาคมในปี 2561 ซึ่งห้ามใช้พื้นที่ของวัดจัดกิจกรรมหรือชุมนุมทางการเมือง การประชุม หรือสัมมนาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ละเมิดกฎหมายหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยทางสังคม หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในเดือนมกราคม พระภิกษุฝีปากกล้าชื่อดัง 3 รูปในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และพระมหาสมพงษ์ รตนวํโส สมัครใจลาสิกขาจากสมณเพศภายใต้ความกดดันหลังจากที่ผู้นำชุมชนพุทธวิจารณ์ที่พวกเขาสนับสนุนการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษา มีรายงานว่า พระเถรชั้นผู้ใหญ่แจ้งให้เจ้าอาวาสขับพระทั้งสามรูปออกจากวัด มิฉะนั้นจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ศาลจังหวัดยะลาได้สั่งจำคุกนายอัยย์ เพชรทอง เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ เป็นเวลา 8 ปี หลังจากตัดสินโทษกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติซึ่งเป็นชาวมุสลิม ในเวลาต่อมา ศาลได้ลดโทษลงเหลือ 5 ปี 4 เดือน ในวันที่ 24 มีนาคม ศาลจังหวัดนราธิวาสได้สั่งจำคุกนายอัยย์ในอีกคดีหนึ่งเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานหมิ่นประมาทนายวันมูหะมัดนอร์เช่นเดียวกัน นายวันมูหะมัดนอร์ยังได้ฟ้องคดีแพ่งนายอัยย์ที่ศาลทั้งสองแห่งในข้อหาหมิ่นประมาทอื่น ๆ กรณีที่นายอัยย์โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่า นักการเมืองคนนี้เป็นผู้นำขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสิ้นปี คดีอาญายังคงอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และศาลยังไม่ได้ตัดสินความผิดในส่วนของคดีแพ่ง

กฎหมายยังคงไม่รับรองสถานะของภิกษุณีอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในปี 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แนะนำให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม มหาเถรสมาคมยังคงห้ามผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี ผู้หญิงที่ประสงค์ครองสมณเพศมักเดินทางไปเข้ารับการอุปสมบทที่ศรีลังกา จากจำนวนนักบวชในพระพุทธศาสนา 239,023 รูปทั่วประเทศ มีภิกษุณี 250-300 รูป แต่เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับ “การปฏิบัติตามหลักการทางศาสนา” ภิกษุณีจึงไม่ได้รับการคุ้มครองด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ เจ้าหน้าที่ทางการยังคงไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการอุปสมบทภิกษุณีอย่างเป็นทางการ และยังอนุญาตให้ภิกษุณีปฏิบัติศาสนกิจและก่อตั้งอารามและวัดได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ อารามของภิกษุณียังคงไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากรัฐบาลเหมือนที่วัดในพระพุทธศาสนาได้รับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ได้แก่ การยกเว้นภาษี การรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเงินอุดหนุนสำหรับการก่อสร้างและดำเนินโครงการด้านสวัสดิการสังคม ภิกษุณีไม่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษจากรัฐบาลจากการประทุษร้ายทางวาจาและทางกาย เหมือนเช่นที่ภิกษุสงฆ์ได้รับ

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งเดียวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ยังคงเปิดสอนหลักสูตรพิเศษให้แก่นักเรียนชาวมุสลิม โดยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาไทย อังกฤษ อาหรับ และมลายู ตลอดจนจัดให้มีวิชาสันติศึกษาเป็นวิชาบังคับ และผนวกหลักการทางศาสนาเข้ากับวิชาส่วนใหญ่ที่เปิดสอน จนถึงเดือนกันยายน มหาวิทยาลัยฟาฏอนีมีนักศึกษา 2,987 คน และบุคลากรวิชาการ 444 คน มหาวิทยาลัยคริสเตียนของเอกชน 2 แห่ง และวิทยาลัยคาทอลิก 1 แห่ง ยังคงเปิดสอนวิชาเกี่ยวกับศาสนาโดยเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร และเปิดสอนให้แก่สาธารณชน

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ศาลปกครองยะลาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตัดสินให้นักเรียนมุสลิมสามารถใส่ผ้าคลุมผมไปโรงเรียนอนุบาลปัตตานีได้ ส่งผลให้การต่อสู้กันในชั้นศาลระยะเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง และชี้ให้เห็นว่าระเบียบกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบโดยไม่อนุโลมการแต่งกายตามหลักศาสนานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลและสั่งให้นักเรียนยังคงสวมแต่เครื่องแบบนักเรียนต่อไป นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมคนหนึ่งเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งให้โรงเรียนดังกล่าวปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล

สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่กรมการศาสนาสำหรับโครงการริเริ่มเกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ นอกจากพระพุทธศาสนาประมาณ 294 ล้านบาท (8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับปีงบประมาณก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 261.4 ล้านบาท (7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) จัดสรรไว้สำหรับวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งความร่วมมือระหว่างความเชื่อ ผ่านโครงการสร้างสันติภาพต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับปีงบประมาณก่อนหน้า ในปี 2564 รัฐบาลจัดสรรงบจำนวนประมาณ 9.2 ล้านบาท (267,000 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กษัตริย์ในรัชกาลก่อนด้วย กรมการศาสนายังได้รับเงินจำนวน 1.1 ล้านบาท (32,000 เหรียญสหรัฐ) สำหรับโครงการแก้ไขความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบจำนวน 4,190 ล้านบาท (121.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแยกต่างหากจากกรมการศาสนา เทียบกับ 2,580 ล้านบาท (74.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปีงบประมาณก่อนหน้า

รัฐบาลยังคงให้การรับรองคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวกับประเด็นด้านศาสนาอิสลาม การตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งมัสยิด การย้ายมัสยิด การรวมมัสยิด และการยุบเลิกมัสยิด การแต่งตั้งอิหม่าม รวมทั้งการออกประกาศและการอนุมัติศาสนกิจของศาสนาอิสลาม สมาชิกคณะกรรมการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรายงานว่า คณะกรรมการบางคนให้คำปรึกษาด้านการจัดการกับประเด็นชาติพันธุ์ชาตินิยมและความตึงเครียดทางศาสนาในพื้นที่แก่เจ้าหน้าที่รัฐบาล

ไทยมีพระสงฆ์เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศอาศัยอยู่ โดยได้รับเงินทุนบางส่วนจากรัฐบาล จากข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พระสงฆ์ที่เผยแผ่ศาสนาทั่วประเทศมีจำนวน 5,243 รูป โดยจะต้องผ่านการฝึกอบรมและเข้าร่วมโครงการการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคมให้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ตามกฎข้อบังคับของทางการ พระภิกษุต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาภายในประเทศ

ในระหว่างปี กลุ่มครูสอนศาสนาต่างชาติที่จดทะเบียนและมีวีซ่าดำเนินงานในประเทศมีจำนวน 11 กลุ่ม ได้แก่ ศาสนาคริสต์ 6 กลุ่ม ศาสนาอิสลาม 1 กลุ่ม ศาสนาฮินดู 2 กลุ่ม และศาสนาซิกข์ 2 กลุ่ม ซึ่งจำนวนดังกล่าวไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา รัฐบาลรายงานว่า มีผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ที่จดทะเบียนจำนวน 1,357 คน กลุ่มมุสลิม ซิกข์ และฮินดูมีครูสอนศาสนาในประเทศในจำนวนที่น้อยกว่า ชาวต่างชาติบางคนเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และทำงานเผยแผ่ศาสนาหรือกิจกรรมสนับสนุนผู้เผยแพร่ศาสนา นอกจากนี้ ยังมีจำนวนหนึ่งที่เผยแผ่ศาสนาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนา ครูสอนศาสนาต่าง ๆ นอกจากพระพุทธศาสนาไม่ได้รับเงินทุนหรือเงินช่วยเหลือจากรัฐ

ถึงแม้ว่าศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (มอรมอน) จะไม่ได้เป็นกลุ่มศาสนาที่ทางราชการรับรอง แต่ก็ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีผู้สอนศาสนาเต็มจำนวน 200 คนได้เป็นพิเศษ

หมวดที่ 3. สถานภาพของการให้ความเคารพทางสังคมต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา

เนื่องจากศาสนาและชาติพันธุ์มักมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จึงเป็นการยากที่จะจำแนกเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งที่เกิดจากกลุ่มก่อความไม่สงบชาวมาเลย์มุสลิมว่ามีพื้นฐานจากอัตลักษณ์ทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า จนถึงวันที่ 30 กันยายน ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงความรุนแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 88 ราย ในจำนวนดังกล่าว เป็นชาวมุสลิม 57 ราย ชาวพุทธ 28 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 3 ราย เทียบกับผู้เสียชีวิต 86 รายในปี 2564 ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมุสลิม 59 ราย ชาวพุทธ 26 ราย และบุคคลที่ไม่ระบุศาสนา 2 ราย ผู้สังเกตการณ์ให้เหตุผลว่า จำนวนที่ลดลงเป็นผลร่วมระหว่างการกลับมามีการพูดคุยเพื่อสันติภาพ การปรับปรุงการปฏิบัติการด้านความมั่นคง และผลกระทบจากโรคโควิด-19 องค์กรนอกภาครัฐในพื้นที่รายงานว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมักมองว่าครูและทหารที่อารักขาครูมีความเกี่ยวข้องกับรัฐ จึงถือเป็นเป้าโจมตีอันชอบธรรม

ในวันที่ 13 พฤษภาคม ครูชาวพุทธคนหนึ่งถูกยิงบาดเจ็บขณะที่เธอขับรถอยู่ในจังหวัดยะลา เมื่อสิ้นปี ทางการกำลังดำเนินการสืบสวนหาแรงจูงใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ในวันที่ 31 มีนาคม ครูชาวมุสลิมคนหนึ่งถูกคนร้ายไม่ทราบชื่อยิงบาดเจ็บสาหัสขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่ในจังหวัดยะลา มีรายงานว่า ครูคนดังกล่าวเป็นน้องชายของสมาชิกแบ่งแยกดินแดนของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งถูกจับกุม 3 ครั้งในข้อหาเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ทางการกำลังดำเนินการสืบสวนหาแรงจูงใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ในวันที่ 10 เมษายน ครูชาวมุสลิมคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะกำลังกลับบ้านจากมัสยิดในจังหวัดปัตตานี ทางการกำลังดำเนินการสืบสวนหาแรงจูงใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางการกล่าวหาว่า กลุ่มก่อความไม่สงบชาวมุสลิมก่อเหตุโจมตีในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ส่งผลให้หญิงชาวพุทธ 1 รายสูญเสียขาทั้ง 2 ข้างในเหตุการณ์ที่คนร้ายลอบวางทุ่นระเบิดที่สวนยางของตน และทหารพรานเสียชีวิต 1 ราย ในเวลาต่อมา เกิดเหตุระเบิดลูกที่ 2 ขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 รายได้รับบาดเจ็บขณะกำลังสืบสวนเหตุการณ์ระเบิดครั้งแรกอยู่

ทางการกล่าวหาว่า กลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มเดียวกันก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงโจมตีร้านสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน 17 จุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 รายในเหตุการณ์โจมตีที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในรอบ 4 ปี

ในวันที่ 3 สิงหาคม ผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบชาวมุสลิมยิงชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธเสียชีวิต 2 รายขณะล่าหมูป่าอยู่ในจังหวัดนราธิวาส เมื่อสิ้นปี ยังคงมีการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว

รายงานความรุนแรงต่อกลุ่มศาสนาต่าง ๆ ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กลุ่มก่อความไม่สงบเชื้อสายมาเลย์มุสลิมยังคงโจมตีชาวพุทธและชาวมุสลิมอยู่

กลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธบางกลุ่มยังคงแสดงความคับข้องใจเนื่องจากรู้สึกว่าชาวมุสลิมได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ความช่วยเหลือด้านการเงิน การจ้างงาน และการลดเกณฑ์การสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยให้แก่นักเรียนชาวมุสลิม

ในวันที่ 4 สิงหาคม ชาวมุสลิมประมาณ 1,000 คนในจังหวัดสงขลาคัดค้านแผนการสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอ้างว่า รูปปั้นดังกล่าวจะสร้างขึ้นในพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมและเป็นการไม่เคารพต่อวัฒนธรรมในพื้นที่

ในเดือนมกราคม สมาคมปกป้องพระพุทธศาสนาในจังหวัดสกลนครและภูเก็ตร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดลดความดังของเสียงเรียกละหมาดประจำวัน โดยเรียกร้องให้นำลำโพงออกและให้มัสยิดลดความดังของเสียงละหมาดประจำวัน

ในวันที่ 20 กันยายน องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ เรียกร้องให้เจ้าของร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น หยุดขายสินค้าที่มีตราฮาลาล โดยโต้แย้งว่า มีชาวพุทธและชาวคริสต์ในประเทศไทยมากกว่าชาวมุสลิม และผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมไม่ควรต้องซื้อสินค้าราคาแพง ซึ่งมีตราฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

นักเคลื่อนไหวชาวพุทธยังคงรณรงค์เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นโยบายของพรรคแผ่นดินธรรม ซึ่งมีนายกรณ์ มีดี ชาวพุทธชาตินิยม เป็นหัวหน้าพรรค สนับสนุนให้กำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเรียกร้องให้มีการตั้งชุมชนชาวพุทธแยกเป็นพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ ข้อมูลคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า จนถึงปี 2563 พรรคมีสมาชิก 10,357 คน และมีสำนักงานอยู่ใน 5 ภูมิภาค ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคได้รับคะแนนเสียง 21,463 คะแนน และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง 170 คน แต่ไม่มีคนใดได้รับเลือก

หมวดที่ 4. นโยบายและการมีส่วนร่วมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เฝ้าถวายสักการะเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และกราบทูลสนองพระดำรัสถึงความเคารพที่สหรัฐฯ มีต่อศาสนาพุทธในไทย โดยมีหัวข้อบทสนทนา ได้แก่ เสรีภาพในการนับถือศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในประเทศไทย รวมถึงบทบาทของศาสนาในการลดความขัดแย้งในโลก

เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทุกระดับหารือกับรัฐบาลไทยอยู่เป็นประจำเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่หลบหนีจากความรุนแรงอันเป็นผลมาจากศาสนาความเชื่อ

ในวันที่ 6 เมษายน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจัดงานเลี้ยงละศีลอดสำหรับผู้นำชุมชนมุสลิมคนสำคัญ 32 คน เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนา การยอมรับความแตกต่าง และการเสวนาระหว่างความเชื่อ เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มักจะไปเยือนสถานที่สำคัญทางศาสนาในประเทศ และพบปะกับ UNHCR องค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศ นักวิชาการ และตัวแทนองค์กรศาสนาต่าง ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับพหุนิยมทางศาสนา การยอมรับความต่างทางศาสนา และการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการข่มเหงทางศาสนา เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตมอบทุนสนับสนุนจำนวนหลายทุนให้แก่ภาคีในจังหวัดชายแดนภาคใต้สำหรับโครงการที่เน้นความหลากหลายและความเท่าเทียม การมีส่วนร่วมของเยาวชน การสร้างชุมชน และการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/ข้อมูลบิดเบือน

เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จัดให้มีการประชุมทางออนไลน์กับผู้นำความเชื่อทุก ๆ ไตรมาส โดยเชิญนักวิชาการ ผู้นำศาสนา ผู้จัดการชุมชน และผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนมาร่วมการพูดคุยเพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพทางศาสนา ตลอดจนพิจารณาถึงความร่วมมือในอนาคต ในเดือนเมษายน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดงานเลี้ยงละศีลอดสำหรับผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ตลอดจนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมีโอกาสในโครงการสร้างชุมชนระหว่างความเชื่อ

โพสต์ รายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2565 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/2022-human-rights-report-th/ Mon, 20 Mar 2023 09:07:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22896

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทย

รายงานสรุป

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงดำรงตำแหน่งองค์พระประมุข เมื่อปี 2562 ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยคณะรัฐประหารเข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 5 ปี พรรคพลังประชารัฐซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก คสช. และพรรคร่วมสนับสนุนอีก 18 พรรคชนะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และได้เลือกให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. ผู้นำคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และนายทหารชั้นยศนายพลที่เกษียณอายุแล้วดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ การเลือกตั้งโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แทบจะไม่มีรายงานความผิดปกติ แม้ว่ากรอบกฎหมายการหาเสียงการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดและการบังคับใช้ระเบียบเพียงบางส่วนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคที่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐก็ตาม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการกองทัพไทยมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และกองบัญชาการกองทัพไทยขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบพิเศษในพื้นที่ชายแดนเพื่อปราบปรามการก่อความไม่สงบ โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนกำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงใช้อำนาจโดยมิชอบในหลากหลายรูปแบบ

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการทรมานและเหตุการณ์การปฏิบัติหรือลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่ของทางการ, การจับกุมและคุมขังโดยพลการ, นักโทษการเมือง, การแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการพิจารณาคดี, การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมาย, การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสื่ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมไปถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ ตลอดจนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา, การจำกัดเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตอย่างเคร่งครัด, การแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการสมาคม, การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง, การจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง, การทุจริตอย่างร้ายแรงในภาครัฐ, การคุกคามองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ, การขาดการสืบสวนและตรวจสอบเกี่ยวกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ และการจำกัดเสรีภาพในการสมาคมของผู้ใช้แรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทางการได้ดำเนินขั้นตอนการสืบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อย่างไรก็ตาม การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลบังคับใช้ในทุกอำเภอยกเว้น 9 อำเภอในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยทั้ง 9 อำเภอนี้มีการยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินดังกล่าวในปี 2554 และใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแทน

ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีฝ่ายความมั่นคงของรัฐและเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ทั้งนี้ทางการได้สืบสวนและดำเนินคดีการกระทำดังกล่าว

หมวดที่ 1. การเคารพบูรณภาพแห่งบุคคล

ก. การสังหารตามอำเภอใจและการสังหารที่ผิดกฎหมายหรือมีเหตุจูงใจทางการเมือง

ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมาย ซึ่งต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา

มีรายงานการสังหารที่กระทำโดยทั้งรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ดูหมวดที่ 1.ช.)

ข. การหายสาบสูญ

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการหายสาบสูญโดยหรือในนามของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในวันที่ 15 สิงหาคม สำนักงานอัยการสูงสุดสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 4 คน จากเหตุฆาตกรรมนายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงเมื่อปี 2557 ในข้อหากักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอำพรางศพ ซึ่งทำให้สถานะของคดีเปลี่ยนจากบุคคลสูญหายเป็นต้องสงสัยฆาตกรรม

ค. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่น ๆ ตลอดจนการกระทำทารุณอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญระบุว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” อย่างไรก็ดี มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการดังกล่าว พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากการกระทำในระหว่างปฏิบัติตามหน้าที่ พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้บังคับใช้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกจังหวัด ยกเว้น 9 อำเภอใน 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอศรีสาคร อำเภอสุไหงโกลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอเบตงและอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา และอำเภอไม้แก่น อำเภอยะหริ่ง และอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 ตุลาคม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยุติการยกเว้นโทษ รวมถึงเอาผิดทางอาญากับผู้กระทำการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย แม้ว่าองค์กรนอกภาครัฐบางแห่งจะแสดงความกังวลว่า เนื้อหาล่าสุดของกฎหมายฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญที่หายไป แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมโดยทั่วไปถือว่าการผ่านกฎหมายดังกล่าวเป็นความสำเร็จที่สำคัญยิ่ง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ต้องขัง และโดยส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกลงโทษ คำร้องเรียนแทบจะไม่นำไปสู่การลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีตัวอย่างให้เห็นจำนวนมากที่การสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้เวลานานหลายปีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุป

ตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรด้านกฎหมายรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานคดีหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ ใช้ความรุนแรง

ในเดือนสิงหาคม สิบตำรวจโทหญิง กรศศิร์ บัวแย้ม เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงในจังหวัดราชบุรี ถูกตั้งข้อหาจากการปฏิบัติต่อหญิงวัย 30 ปี (อดีตทหาร) เยี่ยงทาสเป็นเวลา 2 ปี รายงานข่าวระบุว่า ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ ทำร้ายร่างกายอดีตทหารคนดังกล่าว โดยใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า จุดไฟใส่ศีรษะ และเฆี่ยนตีเป็นประจำด้วยเครื่องมือขนาดใหญ่ ณ เดือนตุลาคม สมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งที่มีรายงานว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์

การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ข้าราชการทหารเข้ารับการอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชน มีการจัดฝึกอบรมข้าราชการในหลายระดับเป็นประจำ รวมทั้งข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ข้าราชการชั้นประทวน พลทหาร และทหารเกณฑ์ นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังกำหนดให้นักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจต้องลงเรียนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน

สภาพของเรือนจำและสถานกักกัน

เรือนจำและสถานกักกันต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึง สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดและศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่กักกันผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิงที่ไม่มีเอกสารประจำตัว และชาวต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง มีสภาพแย่และแออัดมาก ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่เป็นเด็กถูกกักตัวในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือสถานีตำรวจในท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว แม้ว่ารัฐบาลจะขอให้ยุติการกักกันหรือหาหนทางอื่นนอกเหนือจากการกักกันก็ตาม กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมบริหารงานเรือนจำ ในขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

สภาพที่เลวร้าย: จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกันสูงกว่าความสามารถรองรับได้ ณ เดือนพฤศจิกายน มีผู้ต้องขังในเรือนจำและสถานกักกัน 285,280 คน แต่สถานที่มีการออกแบบให้รองรับจำนวนผู้ต้องขังได้สูงสุดเพียง 210,000 ถึง 220,000 คน

ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บริการทางการแพทย์มีไม่เพียงพอในเรือนจำหลายแห่ง บางครั้งทางการจะส่งตัวผู้ต้องขังที่ป่วยไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลของรัฐ

สภาพของศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบหลายข้อที่กำกับระบบราชทัณฑ์ตามปกติทั่วไป องค์กรนอกภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันบางแห่งร้องเรียนถึงสภาพที่แออัดและผิดหลักอนามัย เช่น ห้องมีอากาศถ่ายเทไม่ดี ไม่มีเวลาให้อยู่กลางแจ้ง ไม่สามารถใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ และมีบริการทางการแพทย์ไม่เพียงพอ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บางครั้งทางการควบคุมผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กรวมกันในห้องขังของสถานีตำรวจเพื่อรอคำสั่งฟ้องหรือดำเนินการตามขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะในสถานีตำรวจขนาดเล็กหรือที่อยู่ห่างไกล สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า จนถึงเดือนสิงหาคม มีบุคคลที่ถือสถานะผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่พักพิงของ UNHCR อย่างถูกต้องถูกกักขังอยู่ 21 คน

ประมาณร้อยละ 17 ของผู้ต้องขังทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดี ผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ได้ถูกคุมขังแยกจากนักโทษทั่วไป บ่อยครั้ง ทางการคุมขังผู้ต้องขังที่รอการพิจารณาคดีภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในค่ายทหารหรือสถานีตำรวจแทนที่จะคุมขังในเรือนจำ

ตามกฎหมาย ทางการสามารถกักกันบุคคลต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้อยู่ในประเทศ รวมทั้งผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง หรือผู้ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลาหลายปีได้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะได้รับการประกันตัวหรือจ่ายค่าปรับและค่าเดินทางกลับประเทศของตนเอง โดยปกติแล้ว เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะควบคุมเยาวชนชายที่มีอายุมากรวมกับผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ แทนที่จะแยกไว้ในสถานที่ที่จัดไว้สำหรับครอบครัว

การดำเนินการ: ทางการอนุญาตให้นักโทษหรือผู้แทนสามารถยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ แต่ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อฝ่ายตุลาการได้โดยตรง กฎหมายอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เรือนจำตรวจสอบข้อความคำร้องเรียนและคำร้องทุกข์ต่าง ๆ ก่อนส่งเอกสารดังกล่าวไปยังองค์กรภายนอก ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถพิจารณาและตรวจสอบคำร้องเรียนและคำร้องทุกข์ที่ได้รับจากนักโทษและให้คำแนะนำแก่กรมราชทัณฑ์ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจดำเนินการในนามของนักโทษ และไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในคดี ยกเว้นแต่จะได้รับคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ไม่มีกลไกเกี่ยวกับการร้องเรียนและการควบคุมดูแลสำหรับผู้ถูกกักกันในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการร้องทุกข์โดยเฉพาะจากชาวมุสลิมในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่ามีอาหารฮาลาลไม่เพียงพอ

การตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ: รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าเยี่ยมสังเกตการณ์เรือนจำได้ รวมถึงการเข้าเยี่ยมนักโทษโดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย และสามารถเข้าเยี่ยมได้อีกหลายครั้ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ไม่มีการตรวจสอบระบบทัณฑสถาน รวมถึงเรือนจำทหาร เช่น เรือนจำในมณฑลทหารบกที่ 11 ในกรุงเทพมหานคร จากหน่วยงานภายนอกหรือระหว่างประเทศ

ผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศได้รับอนุญาตอย่างจำกัดในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศเพื่อให้บริการและดำเนินการโยกย้ายถิ่นฐาน ส่วนหนึ่งเนื่องจากข้อจำกัดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 การเข้าถึงศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแต่ละแห่งแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด

ง. การจับกุมหรือการกักกันตามอำเภอใจ

รัฐธรรมนูญห้ามมิให้จับกุมและกักกันบุคคลใดตามอำเภอใจ รวมถึงให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายเมื่อถูกจับกุมหรือกักกัน โดยทั่วไป รัฐบาลจะปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะมีการจับกุมและกักกันตามอำเภอใจในคดีความมั่นคงและการเมือง

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ยังมีผลบังคับใช้อยู่ (ดูหมวดที่ 1.ช.)

บทบัญญัติในพระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ยากแก่การร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งการกักขัง พระราชกำหนดฉุกเฉินระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่าผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง นอกจากนี้ พระราชกำหนดฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระราชกำหนดนี้ให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย ในหลายกรณี

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ ซึ่งมีการต่ออายุทุก ๆ เดือนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ผู้วิจารณ์อ้างว่า พระราชกำหนดดังกล่าวถูกใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ขั้นตอนการจับกุมและการปฏิบัติต่อบุคคลขณะถูกคุมขัง

กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องได้รับหมายจากศาลก่อนเข้าทำการจับกุม และศาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติออกหมายจับตามที่ยื่นขอมาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอนุญาตให้คุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งว่าบุคคลที่ถูกจับกุมอาจถูกตั้งข้อหาอะไรบ้างในทันทีที่เข้าจับกุม และต้องอนุญาตให้บุคคลผู้นั้นสามารถแจ้งผู้ใดผู้หนึ่งถึงเรื่องที่ตนถูกจับกุม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกคุมขังคดีอาญาทั้งในศาลพลเรือนและศาลทหารสามารถติดต่อทนายได้ แต่นักกฎหมายและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวอ้างว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนผู้ถูกคุมขังโดยไม่ให้โอกาสติดต่อทนายความ

กฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในการขอประกันตัว และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลก็เคารพในสิทธิดังกล่าว

การจับกุมตามอำเภอใจ: พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจทางการในการคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา (ดูหมวดที่ 1.ช.)

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจับกุมนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ซึ่งตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับการเมือง โดยไม่มีหมายจับ รวมทั้งตั้งข้อหา “ได้มาซึ่งข้อความเอกสารหรือสิ่งใด ๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ” และละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รายงานข่าวระบุว่า นายธนาพลถูกตั้งข้อหาดังกล่าวหลังจากเผยแพร่เอกสารของสภาความมั่นคงแห่งชาติทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเอกสารดังกล่าวออกคำสั่งติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตนักการทูตไทยเกษียณอายุ ซึ่งกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐจัดกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นายธนาพลซึ่งถูกบุกค้นห้องทำงานในเดือนมกราคม ได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา (ดูหมวดที่ 2.ก.)

การคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี: ผู้ต้องขังมักจะถูกคุมขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยเฉพาะในคดีการเมืองที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในระหว่างปีนี้ ศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง แม้ว่าผู้ต้องขังจะได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายทุกประการแล้ว ระหว่างเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม ศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่ให้ประกันตัวชั่วคราวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกลุ่ม “ทะลุวัง” 2 คน ได้แก่ เนติพร “บุ้ง” เสน่ห์สังคม และณัฐนิช “ใบปอ” ดวงมุสิทธิ์ จำนวน 7 ครั้ง โดยกล่าวว่า ทั้งสอง “อาจทำกิจกรรมหรือกระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ทั้งสองได้รับการประกันตัวในวันที่ 4 สิงหาคม หลังถูกคุมขังเป็นเวลา 94 วัน

ทนายความแสดงความกังวลว่า มีการใช้กฎหมายหลายฉบับควบคู่กันในคดีความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยคดีการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกกักขังเป็นเวลานาน

จ. การปฏิเสธการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นอิสระ และแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจะเคารพความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของฝ่ายตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญก็ให้อำนาจกับรัฐบาลในการแทรกแซงเพื่อป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ “ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ” กลุ่มสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กระบวนการตุลาการเพื่อลงโทษบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ขั้นตอนการพิจารณาคดี

รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่บุคคลในการได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม และโดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายตุลาการที่มีความเป็นอิสระเป็นฝ่ายบังคับการให้สิทธินี้ตามกฎหมาย ยกเว้นในบางคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทางการไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลยที่มีฐานะยากจนโดยใช้งบประมาณของรัฐเสมอไป และมีการกล่าวหาว่า ทางการไม่ได้ให้สิทธิอย่างเต็มที่แก่จำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีในศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเล็ก ๆ หรือจังหวัดที่อยู่ห่างไกล ในระหว่างปี มีรายงานว่า จำเลยถูกห้ามไม่ให้พบกับทนายความของตน หรือไม่ให้มีสมาชิกครอบครัวหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายอื่น ๆ เข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดีของตน มีรายงานว่า บางครั้ง พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือศาลจะคัดค้านคำร้องขอหลักฐานของจำเลย

นักโทษและผู้ต้องขังทางการเมือง

จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ คาดประมาณว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 16 คน โดยส่วนใหญ่เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางออนไลน์ และการมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาระหว่างปี 2563-2564 ทางการอนุญาตให้องค์การด้านสิทธิมนุษยชนเข้าพบผู้ต้องขังทางการเมืองเหล่านี้ได้ และไม่มีรายงานว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองคนใดได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ต้องขังคนอื่น ๆ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน นายสมบัติ ทองย้อย อดีตนักเคลื่อนไหวเสื้อแดง ถูกตัดสินโทษจำคุก 6 ปี ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นายสมบัติถูกตั้งข้อหาหลังจากโพสต์ภาพหน้าจอบทความข่าว ซึ่งยกย่องนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ปฏิเสธเข้าร่วมในพิธีสำเร็จการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาพระราชทานปริญญาบัตร

ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผู้นำการชุมนุมประท้วง 3 คน ซึ่งปราศรัยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง มีเจตนาล้มล้างการปกครองและทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กรมราชทัณฑ์รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนตุลาคม มีผู้รอการพิจารณาคดีหรือจำคุกภายใต้กฎหมายที่ห้ามวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ (ดูหมวดที่ 2.ก.) อย่างน้อย 74 ราย กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า บุคคลหลายรายถูกดำเนินคดีและตัดสินลงโทษในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง ในเดือนสิงหาคม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีผู้ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 210 คน ซึ่งรวมถึงผู้เยาว์ 17 คน โดยส่วนใหญ่เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางออนไลน์ และการมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลระหว่างปี 2563 ถึง 2564

ขั้นตอนและการเยียวยาคดีความแพ่ง

กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องต่อศาลและหน่วยงานฝ่ายปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลเคารพสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดฉุกเฉินที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำหนดไว้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองหรือถูกดำเนินการทางแพ่งหรือทางอาญาได้ แต่ผู้เสียหายอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานรัฐได้

ฉ. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ครอบครัว บ้านพัก หรือเอกสารโต้ตอบโดยพลการหรือมิชอบด้วยกฎหมาย

รัฐธรรมนูญมิได้ห้ามการกระทำดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคงยังคงใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉุกเฉินที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาลอย่างเป็นปกติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กฎหมายอื่นที่อนุญาตให้ดำเนินการค้นหาและยึดคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ในคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูล “ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” “เป็นเท็จ” หรือ “บิดเบือน” ยังคงถูกใช้อย่างกว้างขวาง (ดูหมวดที่ 2.ก.)

รัฐบาลตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงจดหมายและโทรศัพท์ โดยมีการกำกับดูแลที่จำกัด หน่วยงานรัฐบาลใช้เทคโนโลยีเพื่อสอดส่องติดตาม รวมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ตลอดจนอุปกรณ์ดักจับการสื่อสารทางไกล การสอดส่องโดยรัฐบาลขาดกลไกการตรวจสอบและความโปร่งใส บทบัญญัติบางข้อไม่ให้ความคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลซึ่งตามจริงแล้วกำหนดไว้ในกฎหมาย อีกทั้งไม่ปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล และให้อำนาจอย่างมากแก่รัฐบาลในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยปราศจากการพิจารณาทบทวนโดยศาลหรือการควบคุมดูแลในรูปแบบอื่น ๆ

มีรายงานจำนวนมากระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุกคามพลเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมทั้งไปพบหรือสอดส่องที่บ้านหรือสถานที่ทำงานของบุคคลนั้น เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีและอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนอกเครื่องแบบ 4 คน เข้ามายังห้องพักของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตและถ่ายภาพห้องพักเอาไว้ เจ้าหน้าที่อ้างว่า กำลังติดตามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแกนนำกลุ่มชุมนุมประท้วงโดยนักเรียนนักศึกษา

ในเดือนกรกฎาคม โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับ Digital Reach และ Citizen Lab ในโตรอนโต นำเสนอข้อค้นพบที่แสดงให้เห็นว่า ทางการใช้สปายแวร์ “เพกาซัส” ระหว่างปี 2563 และ 2564 เพื่อติดตามแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ จำนวน 30 คน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย ในเดือนพฤศจิกายน 2564 บริษัท Apple เตือนนักเคลื่อนไหวว่า พวกเขาเป็นเป้าหมายโจมตีของสปายแวร์

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม มีเอกสารข้อมูลรั่วแสดงรายชื่อนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชนที่ทำข่าวการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในการติดตามของตำรวจ เอกสารดังกล่าวระบุรายละเอียดส่วนบุคคล เช่น ภาพถ่าย ที่อยู่ และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์

กลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุว่า ยังคงมีการบังคับเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จนถึงเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่ทหารบังคับเก็บ DNA จากผู้ต้องสงสัย 107 ราย ซึ่งถูกคุมขังภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมาชิกครอบครัว 11 คน (ซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง) ของผู้ต้องสงสัย โดยมีเด็ก 1 คนรวมอยู่ด้วย

ช. การใช้อำนาจโดยมิชอบในการจัดการปัญหาความขัดแย้ง

ยังคงเกิดความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู การโจมตีโดยผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวไทยพุทธในพื้นที่

พระราชกำหนดฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส (โดยมี 9 อำเภอได้รับการยกเว้น) ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนบางส่วนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ตลอดจนมอบหมายอำนาจด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศบางประการแก่กองทัพ พระราชกำหนดฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ในปี 2549 ยังคงมีผลบังคับใช้ และให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การสังหาร: ไม่มีรายงานว่า กองกำลังของรัฐบาลกระทำการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุข้อมูล ณ เดือนมิถุนายนว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงดำเนินการตรวจค้น 50 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเสียชีวิต 7 ราย เจ้าหน้าที่รัฐยืนกรานว่า ผู้ต้องสงสัยในแต่ละคดีขัดขืนการจับกุม จึงจำเป็นต้องใช้กำลังรุนแรงจนถึงแก่ความตาย ซึ่งครอบครัวของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโต้แย้งประเด็นข้ออ้างดังกล่าว ในเดือนกรกฎาคม กลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า มีบุคคล 14 ราย ถูกสังหารขณะปะทะกับกองกำลังรักษาความมั่นคงระหว่างการตรวจค้นของตำรวจ

ข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า จนถึงเดือนมิถุนายน มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น 238 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 59 รายและได้รับบาดเจ็บ 86 ราย กลุ่มผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งรวมถึงข้าราชการอำเภอและเทศบาล ทหาร และตำรวจ โดยใช้ระเบิดและการซุ่มยิง เช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา

เมื่อวันที่ 20 มกราคม หน่วยปฏิบัติการร่วมทหาร-ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดปัตตานี หลังได้รับรายงานว่า มีผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบหลายรายหลบซ่อนอยู่ที่บ้านหลังนั้น ในระหว่างการตรวจค้น ผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบถูกสังหาร 2 ราย และเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ หน่วยปฏิบัติการร่วมทหาร-ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งที่มัสยิดในจังหวัดสงขลา หลังได้รับรายงานว่า มีกลุ่มผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบหลบซ่อนอยู่ที่นั่นเพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรง ระหว่างการตรวจค้นดังกล่าว เกิดเหตุปะทะกัน ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยถูกสังหาร 3 ราย และได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

ในเดือนสิงหาคม เกิดเหตุระเบิดหลายครั้งที่ปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ต่าง ๆ 17 จุด ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ผู้ก่อเหตุขว้างระเบิดเพลิงไปยังตำแหน่งที่หมาย เพื่อสร้างความเสียหายให้กับร้านค้าและยานพาหนะ มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 รายและได้รับบาดเจ็บ 7 ราย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่แฟลตตำรวจในจังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยศร้อยเอกเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 43 ราย ในจำนวนนี้มีพลเรือนรวมอยู่ด้วย

ข้าราชการทหารที่ออกปฏิบัติงานสนับสนุนการต่อต้านการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงได้รับการอบรมพิเศษเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการอบรมรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะที่อาจเกิดขึ้นได้โดยละเอียด

หมวดที่ 2. การเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมือง 

ก. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น 

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตรวจสอบสื่อและอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปิดกั้นเว็บไซต์

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกต่ำสุด 3 ปี และสูงสุด 15 ปี ต่อความผิด 1 กระทง กฎหมายอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้หากพบเห็นผู้ใดกระทำการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชนานุภาพ จากการปราศรัยหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ในปี 2563 เพื่อเรียกร้องให้ผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการประกันตัว

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ศาลอาญากรุงเทพพิพากษาลงโทษปรับและจำคุก นางสาวจตุพร “นิว” แซ่อึง เป็นเวลา 2 ปี ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นางสาวจตุพรถูกกล่าวหาว่า สวมชุดไทยล้อเลียนสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ระหว่างการชุมนุมในปี 2563

จนถึงเดือนตุลาคม มีผู้ถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวน 210 คน ใน 228 คดี โดยผู้ที่ถูกฟ้องนั้นมักจะถูกฟ้องข้อหาอื่นประกอบด้วย เช่น ยุยงปลุกปั่นและละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19

ความรุนแรงและการคุมคาม: ในเดือนมกราคม สื่อมวลชนที่ทำงานให้กับสำนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย เช่น “Live Real” และ “Friends Talk คุยกับเพื่อน” รวมถึงนายศิโรตม์ คล้ายไพบูลย์ พิธีกรช่องวอยซ์ทีวี รายงานว่า ถูกตำรวจคุกคามและติดตามความเคลื่อนไหว ตลอดจนคนในครอบครัวก็ถูกคุกคามด้วย

การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่หรือการจำกัดเนื้อหาของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ รวมทั้งสื่อออนไลน์: รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดที่ใช้ในการแพร่ภาพกระจายเสียงและให้ผู้ดำเนินการสื่อเอกชนเช่า ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลทางอ้อมกับภูมิทัศน์สื่อได้ กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ถือว่าเป็นเท็จ หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ ทางการเฝ้าตรวจสอบข้อมูลที่สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอ รวมทั้งสื่อต่างชาติด้วย สื่อในประเทศมีแนวโน้มที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนเองก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

พระราชกำหนดฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจกับรัฐบาลในการ “ห้ามการตีพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก หรือมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อมูล” และยังให้อำนาจในการตรวจกรองข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายภราดร เกตุเผือก สื่อมวลชน ถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลจากการถ่ายทอดสดการแสดงความคิดเห็นหลังทนายความยื่นประกันตัวสมาชิกกลุ่มทะลุวัง ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ นายภราดรกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีข้อห้ามเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเคยถ่ายทอดสดจากศาลมาหลายครั้ง ณ เดือนตุลาคม คดีของนายภราดรยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี

กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท: นอกเหนือจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับและจำคุก 2 ปี บุคคลในแวดวงทหารและนักธุรกิจฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และนักการเมือง ฐานหมิ่นประมาททางอาญาและโฆษณาหมิ่นประมาท

ในเดือนสิงหาคม บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ยื่นฟ้องนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภาพรรคฝ่ายค้าน กรณีนำเสนอข้อมูลบิดเบือนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภา เดือนกันยายน 2564 เมื่อนายรังสิมันต์กล่าวหาว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัท

ความมั่นคงของชาติ: คำสั่ง คสช. หลายฉบับยังคงให้อำนาจรัฐในการจำกัดการเผยแพร่เนื้อหาที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ในเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ 30 นาย ตรวจค้นสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเพื่อค้นหาหนังสือของนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวที่ถูกคุมขังอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่า หนังสือดังกล่าว ซึ่งรวบรวมคำปราศรัยในการชุมนุมประท้วงปี 2563 นั้น เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่พบหนังสือดังกล่าว แต่ก็ได้ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ของนายธนาพล อิ๋วสกุล ผู้เป็นบรรณาธิการเอาไว้ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นทางการเมือง รวมถึงตีพิมพ์เนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์

ผลกระทบจากบุคคลนอกภาครัฐ: เมื่อวันที่ 23 เมษายน ผู้ชาย 4 คน เดินเข้ามาหานายณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพสื่ออิสระ ระหว่างการชุมนุมปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากทราบว่านายณัฐพลเป็นสื่อมวลชนและเรียกดูโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายณัฐพลแล้ว ชายเหล่านั้นได้ใช้กระบองตีนายณัฐพล เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพไว้ในกล้องวงจรปิดและเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง คนร้ายถูกระบุตัวว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มขวาสุดโต่งที่ชื่อว่า อาชีวะปกป้องสถาบัน

เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

รัฐบาลยังคงจำกัดเนื้อหาทางออนไลน์อย่างเคร่งครัดและลงโทษผู้ที่วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ถือว่าเป็นเท็จเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเฝ้าสังเกตการณ์สื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารส่วนบุคคลเพื่อตรวจหาเนื้อหาที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและเป็น “ข่าวปลอม” มีรายงานว่ารัฐบาลเฝ้าสังเกตการสื่อสารออนไลน์ส่วนบุคคลโดยไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่เหมาะสม

กฎหมายอนุญาตให้ทางการลงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีและปรับเงินจำนวนมากจากผู้กระทำผิดฐานลงข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามความมั่นคงของรัฐ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน หรือทำให้บุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอิงจากคำนิยามที่คลุมเครือ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บบันทึกข้อมูลผู้ใช้งานทุกรายเป็นเวลา 90 วันเพื่อใช้ในกรณีที่ทางการต้องการข้อมูลเหล่านั้น และหากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใดเห็นชอบหรือจงใจสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความผิดกฎหมายก็จะถูกลงโทษด้วย ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ทางการต้องขอคำสั่งศาลในการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับนี้เสมอไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น คลับเฮาส์ (Clubhouse) และเทเลแกรม (Telegram) รวบรวมและเก็บข้อมูลผู้ใช้เพื่อใช้ในกรณีที่รัฐบาลต้องการข้อมูลเหล่านั้น โดยรวมถึงข้อมูลระบุตัวตนผู้ใช้ กิจกรรมของผู้ใช้ บันทึกเกี่ยวกับความพยายามในการเข้าถึงระบบ ไฟล์ที่เข้าถึง และบันทึกข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว บุคคลและกลุ่มบุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสันติทางอินเทอร์เน็ต แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านเนื้อหาหลายประการ ภาคประชาสังคมรายงานว่า รัฐบาลใช้การดำเนินคดีหรือการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ ทางการมุ่งดำเนินคดีกับบุคคลที่แสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ในหลายหัวข้อ รวมถึงการวิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาล การรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาวของรัฐบาล การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการเตือนเกี่ยวกับการสอดแนมของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น ในเดือนเมษายน นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกดำเนินคดีและตัดสินลงโทษจำคุก 1 ปี จากการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ทางเพศของตนขณะอยู่ในเรือนจำเมื่อปี 2560 ตลอดจนบรรยายโดยละเอียดถึงสภาพที่แออัดและผิดหลักอนามัยของเรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

รัฐบาลดำเนินการสอดส่องอย่างใกล้ชิดและปิดกั้นเว็บไซต์ ตลอดจนโพสต์และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ หนังสือพิมพ์จำกัดการเข้าถึงพื้นที่แสดงความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการถูกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือหมิ่นประมาท นอกจากนี้ กสทช. ยังชักจูงผู้ผลิตเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างชาติลบหรือตรวจสอบเนื้อหาของตนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายให้อำนาจแก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการร้องขอและบังคับใช้การลบข้อมูลที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

ในเดือนมกราคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการทางกฎหมายกับไซต์สื่อสังคมออนไลน์ 19 ไซต์ ซึ่งละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2564 ถึง 2 มกราคม ศาลมีคำสั่งระงับหรือลบไซต์อื่น ๆ อีก 50 ไซต์ เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

การจำกัดเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาสังคม และสื่อมวลชนรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาในมหาวิทยาลัยเป็นประจำเพื่อสอดส่องการบรรยายและเข้าร่วมกิจกรรมหรือการรณรงค์ทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา มีรายงานว่า ทางการจับกุมนิสิตนักศึกษาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้ว่าการจับกุมเหล่านี้มักเกิดขึ้นนอกบริเวณมหาวิทยาลัย และมีจำนวนน้อยที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ มหาวิทยาลัยรายงานว่า มีการตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่ นักวิชาการหลายคนรายงานถึงความกังวลว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะสอดส่องการสอนของตน เนื่องจากมีการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง จึงนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่มากยิ่งขึ้น

ในปี 2564 iLaw ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า เกิดกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารสถานศึกษาคุกคามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษามหาวิทยาลัยในสถาบันทั่วประเทศ 79 กรณี

โดยทั่วไป มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อนุญาตให้ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยจัดการชุมนุมประท้วงหากนิสิตนักศึกษาได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยหลายแห่งประกาศชัดแจ้งว่า ห้ามการชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นางสาวทอปัด อัฒอนันต์ ศิลปินที่แสดงออกทางการเมือง ถูกจับและตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากการโพสต์ภาพวาดที่ถือว่าวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนางสาวทอปัดโดยไม่มีหมายจับ และยึดคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ศิลปะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเธอ นางสาวทอปัดได้รับประกันตัว แต่ต้องรายงานตัวกับตำรวจทุก ๆ 15 วัน

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ศาลอาญาตัดสินตามคำขอของรัฐบาลให้ระงับการเข้าถึงวิดีโอ YouTube ของกลุ่มดนตรีแรป “Rap Against Dictatorship” โดยเห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลว่า เพลงมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรี

ข. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม

รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม โดยยังคงตั้งข้อหากับผู้ชุมนุมประท้วงภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 กฎหมายว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นและการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ผู้วิจารณ์กล่าวหาว่า การจับกุมเหล่านี้ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อจำกัดที่บังคับใช้เพื่อ “คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” รัฐบาลมิได้เคารพสิทธินี้และยังคงดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและบุคคลอื่น ๆ ที่นำการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ม็อบดาต้าไทยแลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม มีการประท้วง 515 ครั้งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นสำนักงานของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งสนับสนุนประชาธิปไตย และจับกุมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีปลุกปั่นและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากการโพสต์เรียกให้ผู้อื่นเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2564

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยหลายกลุ่มจัดการชุมนุมประท้วงระหว่างการจัดประชุมเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก นำไปสู่การปะทะกันกับตำรวจ และส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุม 25 ราย และได้รับบาดเจ็บ 32 ราย ในจำนวนนี้ มีชายคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียการมองเห็นเนื่องจากถูกยิงด้วยกระสุนยาง

เสรีภาพในการสมาคม

รัฐธรรมนูญให้บุคคลมีสิทธิในการสมาคมโดยมีข้อจำกัดของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อ “คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

กฎหมายห้ามมิให้จดทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อเดียวกันหรือใช้สัญลักษณ์เดียวกันกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามกฎหมาย

ค. เสรีภาพในการนับถือศาสนา

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนานานาชาติ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https:/www.state.gov/religiousfreedomreport/

ง. เสรีภาพในการเดินทางและสิทธิที่จะออกจากประเทศ

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพประชาชนในการเดินทางภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศ การโยกย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ และการเดินทางกลับประเทศ รัฐบาลมีข้อยกเว้นบางกรณีเพื่อ “ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย[หรือ]สวัสดิภาพของประชาชน [หรือ]การผังเมือง […] หรือเพื่อสวัสดิภาพของเยาวชน”

การเดินทางภายในประเทศ: รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการเดินทางภายในประเทศของชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ถือบัตรประจำตัวที่รัฐบาลออกให้ รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนไว้ว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ทางการห้ามผู้ถือบัตรเหล่านี้เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่อาศัยอยู่โดยไม่มีใบอนุญาตเดินทางจากนายอำเภอ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับหรือต้องโทษจำคุก 45-60 วัน ส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเลย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ตำรวจตามจุดตรวจในประเทศมักเรียกเก็บสินบนเพื่อแลกกับการอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง

การเดินทางไปต่างประเทศ: ทางการกำหนดว่า บุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงชาวไทใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาวเขาจำนวนหลายพันคน ต้องขออนุญาตจากปลัดกระทรวงมหาดไทยหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

จ. การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลร่วมมือกับ UNHCR องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติ และบุคคลในความห่วงใย (person of concern) อื่น ๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดจำนวนมากก็ตาม

ประเทศไทยให้ที่พำนักแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงกว่า 100,000 ราย และโดยทั่วไปแล้ว ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเพื่อไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบบุคคลบางคนที่เพิ่งจะพลัดถิ่นเนื่องจากการต่อสู้หรือความรุนแรงอื่น ๆ ในพม่า ด้วยเหตุนี้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐต่าง ๆ จึงไม่อาจทราบได้ว่ากลุ่มคนที่เดินทางกลับประเทศเหล่านี้เต็มใจหรือไม่ ทางการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามได้

การเข้าถึงค่ายพักพิง: กฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย และรัฐบาลไม่มีระบบให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย รัฐบาลยังดำเนินงานร่วมกับผู้สนับสนุนผู้ลี้ภัยในการนำ “ระบบคัดกรองระดับประเทศ”มาใช้กับบุคคลที่แสวงหาความคุ้มครองจากนานาประเทศ

UNHCR ถูกจำกัดการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยบางประเภทซึ่งอาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยของทางการ การอนุญาตให้ UNHCR เข้าพบผู้แสวงหาที่พักพิงที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินการสัมภาษณ์พิจารณาสถานภาพ รวมทั้งสอดส่องดูแลผู้แสวงหาที่พักพิงที่เพิ่งมาถึงนั้น มีความไม่แน่นอนตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากข้อจำกัดในการเยี่ยมเยียนศูนย์กักกันฯ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ทางการได้อนุญาตให้ประเทศที่รับผู้แสวงหาที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่ศูนย์กักกัน และองค์กรด้านมนุษยธรรมจัดบริการด้านสาธารณสุข อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ มีรายงานว่า การเข้าถึงผู้แสวงหาที่พักพิงบางกลุ่มแตกต่างกันไปตามความพอใจของหัวหน้าศูนย์กักกันฯ แต่ละแห่ง ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลกลางในการห้ามไม่ให้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเปราะบางทางการเมืองบางกลุ่ม

รัฐบาลอนุญาตให้ UNHCR สอดส่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 91,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่าเป็นคราว ๆ

รัฐบาลได้อำนวยความสะดวกให้ชาวพม่าเกือบ 900 คนย้ายจากค่ายลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามหรือได้รับการอุปถัมภ์จากภาคเอกชนไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศ ทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายตามแนวชายแดนทั้ง 9 แห่งแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการไม่มีสิทธิโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังคงหยุดพักการส่งตัวผู้ที่ขึ้นทะเบียนอาศัยอยู่ในค่ายซึ่งเลือกเข้าร่วมโครงการกลับประเทศโดยสมัครใจกลับไปยังประเทศพม่า เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 และรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในประเทศพม่า

การส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย: หลังจากถูกจับ บุคคลจากพม่าที่ไม่ได้มีสถานะผู้ลี้ภัยหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย จะถูกนำตัวไปส่งที่ชายแดนพม่า บางครั้งทางการให้สิทธิพิเศษกับชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ชาวพม่าบางกลุ่ม ซึ่งผ่อนผันให้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ

การกระทำมิชอบต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย: รัฐบาลยังคงอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วในค่าย 9 แห่งตามแนวชายแดนพม่าคงอยู่ในประเทศได้ชั่วคราว และยังคงเรียกค่ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ว่า “ที่พักพิงชั่วคราว” แม้ว่าค่ายเหล่านี้จะดำเนินการมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วก็ตาม ทางการยังคงปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงทุกคนนอกค่ายซึ่งไม่มีวีซ่าถูกต้องหรือใบอนุญาตอพยพอื่น ๆ ประหนึ่งเป็นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมาย บุคคลที่ถูกระบุสถานภาพว่าเป็นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมายจะถูกจับ กักกัน และส่งตัวกลับประเทศ ตามเมืองใหญ่ ๆ ทางการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงที่ถูกกักกันได้บางประเภทเท่านั้น เช่น ผู้หญิง แม่ เด็ก และผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ในปี 2564 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองผ่อนปรนหลักเกณฑ์การประกันตัวหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 หลายครั้งในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทางการใช้หลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้มีการประกันตัวโดยไม่แน่นอน และองค์กรนอกภาครัฐ ผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงรายงานว่า หลายต่อหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรียกร้องสินบนเมื่อมีการขอให้ประกันตัว

องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานข้อกังวลว่า ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาที่พักพิงเผชิญกับสภาพที่แออัด ขาดโอกาสออกกำลังกาย มีเสรีภาพในการเดินทางที่จำกัด ไม่สามารถเข้าถึงโทรศัพท์และการติดต่อสื่อสารรูปแบบอื่น ๆ ไม่ได้รับบริการด้านสาธารณสุขอย่างเพียงพอ และถูกกระทำมิชอบโดยเจ้าหน้าที่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

บางครั้ง ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพมหานคร จับกุมและกักขังผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัย ซึ่งมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดจำนวนผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและผู้ที่พำนักในประเทศเกินวันหมดอายุของวีซ่า

เสรีภาพในการเดินทาง: ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนพม่าไม่มีเสรีภาพในการเดินทางออกนอกค่าย องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ตลอดปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทางการอ้างความจำเป็นในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในการควบคุมการเดินทางเข้าออกค่ายของผู้ลี้ภัยอย่างเคร่งครัดมากขึ้น หากผู้ลี้ภัยถูกจับนอกเขตค่ายผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ผู้ลี้ภัยอาจถูกคุกคาม ปรับ กักกันตัว ถอนทะเบียน และเนรเทศกลับประเทศ บางครั้งเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายเดินทางออกนอกค่ายได้โดยจำกัดในกรณีเช่นไปรับการดูแลด้านการแพทย์ เดินทางไปยังค่ายอื่น ๆ หรือไปรับการศึกษาและการอบรม

กฎหมายอนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตพักพิงชั่วคราวแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติบางราย รวมถึงผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ขณะที่กำลังมีการสืบสวนคดีการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในสถานที่พักพิงแบบปิดที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการ และมีเสรีภาพในการเดินทางจำกัด

ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงไม่มีสิทธิเข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้จะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวจากพม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งได้รับการพิสูจน์สัญชาติและมีหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ

การจ้างงาน: กฎหมายห้ามผู้ลี้ภัยที่ UNHCR ให้การรับรองทำงานในประเทศ รัฐบาลได้อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารประจำตัวที่มาจากประเทศพม่า กัมพูชา และลาว สามารถทำงานในภาคเศรษฐกิจบางส่วนได้อย่างถูกกฎหมายถ้าขึ้นทะเบียนกับทางการและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อขอทำเอกสารระบุสถานภาพของตน (ดูหมวดที่ 7.ง.) นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งให้ความร่วมมือกับคดีที่รออยู่ในชั้นศาลทำงานได้อย่างถูกกฎหมายเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี (โดยอาจขยายเวลาได้) หลังจากที่การพิจารณาคดีของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วเสร็จ ใบอนุญาตทำงานจะต้องระบุผู้ว่าจ้างโดยเฉพาะเจาะจง สำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติบางราย รัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสมเพื่อที่จะมีใบอนุญาตทำงานได้ โดยอ้างว่า ไม่มีโอกาสในท้องถิ่นและไม่มีการพิจารณานโยบายการตรวจคนเข้าเมือง ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน การตรวจสุขภาพ และประกันสุขภาพ ยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ต้องการว่าจ้างผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

การเข้าถึงบริการพื้นฐาน: ประชาคมนานาชาติให้การบริการขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยที่อาศัยภายในค่ายพักพิง 9 แห่งตามแนวชายแดนพม่า ระบบการส่งต่อทางการแพทย์ทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถขอรับการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่จำเป็นนอกเหนือจากการดูแลขั้นต้นได้ สำหรับประชากรผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในเมืองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนยังมีน้อย องค์กรนอกภาครัฐซึ่งได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากประชาคมนานาชาติให้บริการหรืออำนวยการดูแลสุขภาพขั้นต้นและสุขภาพจิต รวมทั้งความช่วยเหลือทางกฎหมาย คณะกรรมการด้านสาธารณสุขที่นำโดย UNHCR ประสานงานการส่งต่อผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่น รัฐบาลให้ทุกคน รวมทั้งผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตรวจโควิด-19 และรับการรักษาฟรี

ตามกฎหมายแล้ว โรงเรียนรัฐบาลจะต้องรับเด็กที่สามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้คล่องในระดับหนึ่งเข้าศึกษา รวมถึงเด็กผู้ลี้ภัยด้วย องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เด็กผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการศึกษาแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน และบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริหารของโรงเรียนนั้น ๆ ชุมชนผู้ลี้ภัยบางแห่งจัดตั้งโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางของชุมชนเองเพื่อให้การศึกษาแก่ลูกหลานของตน บางแห่งก็ขวนขวายเรียนภาษาไทยโดยการสนับสนุนจาก UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากเด็กผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในค่ายโดยทั่วไปไม่อาจเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาของรัฐบาลได้ องค์กรนอกภาครัฐจึงยังคงสนับสนุนองค์กรชุมชนที่ค่ายในการให้โอกาสทางการศึกษา และบางองค์กรสามารถปรับหลักสูตรการศึกษาของตนบางส่วนให้สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

การคุ้มครองชั่วคราว: โดยปกติแล้ว ทางการไม่เนรเทศบุคคลในความห่วงใยที่มีสถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัยของ UNHCR อย่างถูกต้อง รัฐบาลยังคงคุ้มครองผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่ถูกทางการกักกันไม่ให้ถูกเนรเทศกลับ รวมถึงผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศอย่างไม่ปกติในช่วงวิกฤตผู้อพยพทางเรือในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันเมื่อปี 2558 รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายคัดกรองเบื้องต้นในการหาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่ถูกจับกุมขณะเดินทางผ่านประเทศไทย แต่การดำเนินการตามนโยบายนี้ไม่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ จนถึงเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้สถานะดังกล่าวกับชาวโรฮีนจาคนใด ทางการระบุว่า ชาวโรฮีนจา 74 คนเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ให้แม่และเด็กจำนวน 30 คนเข้าพักในสถานที่พักพิงภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แทนการกักกันที่ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่วนชาวโรฮีนจาคนอื่น ๆ ที่พิจารณาแล้วว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย ถูกกักกันที่ศูนย์กักกันดังกล่าว UNHCR สามารถเข้าถึงสถานที่พักพิงเหล่านี้ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดกรองอย่างเป็นทางการสำหรับผู้อพยพเข้าเกณฑ์ได้รับผลประโยชน์ในฐานะผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพชาวโรฮีนจาเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่ในสถานที่พักพิงและไม่มีเสรีภาพในการเดินทางหรือเข้าถึงใบอนุญาตทำงาน

ฉ. สถานะและการปฏิบัติต่อผู้พลัดถิ่นในประเทศ

ไม่มีข้อมูล

ช. บุคคลไร้สัญชาติ

ทางการมีส่วนทำให้บุคคลไร้สัญชาติ โดยการเลือกปฏิบัติจากเหตุผลบางประการ และใช้เกณฑ์การจดทะเบียนเกิดเพื่อตัดสินการมีสัญชาติไทย

รัฐบาลยังคงดำเนินการระบุตัวบุคคลไร้สัญชาติ ออกเอกสารเพื่อแก้ปัญหาการไร้สัญชาติ และเปิดทางให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาบางคน สามารถขอสัญชาติไทยได้ จนถึงเดือนมิถุนายน รัฐบาลขึ้นทะเบียนบุคคลราว 567,000 คนในประเทศไทยซึ่งโดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคเหนือเป็นบุคคลไร้สัญชาติ อันรวมถึงชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการและผู้ที่ไม่เคยมีเอกสารมาก่อน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2564 รัฐบาลให้สัญชาติแก่บุคคลไร้สัญชาติจำนวน 2,740 คน และให้สถานะผู้พำนักอาศัยถาวรแก่อีก 260 คน เจ้าหน้าที่ทางการยอมรับว่า สถิติเหล่านี้ต่ำกว่าเป้าหมายที่จะลดการเป็นผู้ไร้สัญชาติสำหรับบุคคล 14,000 คนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 จนถึงเดือนกันยายน 2564 โดยอ้างว่า ข้อจำกัดเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนการสืบสวนการฉ้อฉลซึ่งต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การกระบวนการดำเนินงานล่าช้า ทางการไม่ให้ชาวโรฮีนจาและชาวมุสลิมจากพม่า ตลอดจนบุคคลที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ในแม่สอดใกล้ชายแดนพม่าเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน เข้ากระบวนการรับรองบุคคลไร้สัญชาติ เนื่องจากไม่มีสถานภาพที่ถูกต้องตามกฎหมาย บุคคลไร้สัญชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือมีเอกสารประจำตัว จึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกกระทำมิชอบในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการขู่ว่าจะเนรเทศออกนอกประเทศ (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “เด็กและชาวพื้นเมือง”)

การเกิดในประเทศไทยไม่ทำให้ได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ กฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยโดยกำเนิดแก่เด็กที่มีบิดาหรือมารดาอย่างน้อยหนึ่งคนถือสัญชาติไทย นอกจากนี้ บุคคลอาจขอสัญชาติได้ตามหลักเกณฑ์พิเศษซึ่งรัฐบาลกำหนดขึ้นและดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีหรือเป็นไปตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ดูหมวดที่ 6 หัวข้อ “เด็ก”) บุคคลไร้สัญชาติเชื้อสายไทยและบุตรที่มีคุณสมบัติตรงตามคำจำกัดความของ “ชาวไทยพลัดถิ่น” สามารถขอสถานภาพ “การมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด” ได้

ตามกฎหมาย ชาวเขาผู้ไร้สัญชาติไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งถูกจำกัดการเดินทางให้อยู่แต่ในเพียงจังหวัดของตน และเนื่องจากไม่ใช่พลเมืองไทย พวกเขาจะไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ กฎหมายอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้ตามกฎหมาย ยกเว้นบางประเภทที่เฉพาะบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะได้รับใบอนุญาต (เช่น แพทย์ วิศวกร และทนายความ) บุคคลไร้สัญชาติประสบความยากลำบากในการขอกู้เงินและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น บริการด้านสาธารณสุข แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้เด็กผู้อพยพและไร้สัญชาติที่ไม่มีเอกสารสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนร่วมกับเด็กที่มีสัญชาติไทยได้ แต่การเข้าถึงการศึกษาขาดความเท่าเทียม มีรายงานว่า ผู้บริหารโรงเรียนระบุสถานภาพ “บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” บนประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาของเด็กเหล่านี้ ซึ่งเป็นการจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจของพวกเขาเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยอนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติสมัครเข้าเรียนได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ทางการศึกษาของรัฐได้

องค์กรด้านมนุษยธรรมรายงานว่า ผู้ใหญ่บ้านและข้าราชการอำเภอเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติเป็นประจำเพื่อดำเนินการตามคำขอขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการ หรือเพื่อขอสถานะผู้พำนักอาศัยถาวรหรือขอสัญชาติ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเรียกร้องสินบนจากบุคคลไร้สัญชาติที่จุดตรวจในประเทศเพื่อแลกกับการอนุญาตให้พวกเขาเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งอีกด้วย

หมวดที่ 3. เสรีภาพในการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองสามารถเลือกรัฐบาลของตนเองได้ด้วยการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเป็นคราว ๆ อย่างเสรีและยุติธรรม โดยการลงคะแนนเป็นการลับ และมีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นสากลและเท่าเทียม

การเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การเลือกตั้งเมื่อไม่นานนี้: มีการจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นในเดือนมีนาคม 2562 หลังจากรัฐบาลทหารเข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 5 ปี ช่วงเวลาการหาเสียงส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย พรรคการเมืองจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อให้ได้จำนวนที่นั่งในรัฐสภาและจัดให้มีการอภิปรายหาเสียงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิในการหาเสียงเลือกตั้งและการใช้ข้อบังคับเพียงบางส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้ง โดยเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคที่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2562 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลประยุทธ์สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการยุติบทบาทของ คสช. อย่างเป็นทางการ

แทบไม่มีรายงานความผิดปกติระหว่างการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อปี 2562 แม้ว่าจะมีรายงานว่าพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านซื้อเสียง เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศเพียงองค์กรเดียวที่รัฐบาลอนุญาตให้สังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ ตั้งข้อสังเกตว่า กิจกรรมในวันเลือกตั้งเป็นไปด้วยดีหลายประการ เช่น มีผู้ออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนมาก ประชาชนสามารถเข้าถึงคูหาเลือกตั้งได้โดยเสรี และมีความสงบเรียบร้อยระหว่างการรณรงค์หาเสียงและในวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการจำกัดสิทธิและใช้ข้อบังคับกฎหมายอย่างไม่เป็นกลาง ตลอดจนการขาดความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรีจึงประเมินว่าการเลือกตั้ง “เสรีบ้าง แต่ไม่เป็นธรรม”

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม รัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2557 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หนึ่งในสามผู้ที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เตรียมเสนอชื่อเป็นผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ได้ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในฐานะผู้สมัครอิสระฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย และชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 50 โดยทิ้งห่างคู่แข่งหลายคน การเลือกตั้งนี้ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

พรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง: ผู้วิจารณ์ตำหนิว่า ตำรวจและศาลมุ่งดำเนินคดีกับพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเดือนเมษายน 2564 สมาชิกพรรคไทยภักดี 2 คนฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถูกยุบไป และนางสาวพรรณิการ์ วานิช อดีตแกนนำพรรค อนค. อีกคนหนึ่ง โดยกล่าวหาทั้งสองว่าบกพร่องในการบริหารจัดการกองทุนช่วยเหลือกรณีโรคโควิด-19 นายธนาธรและอดีตสมาชิกหลักของ อนค. คนอื่น ๆ ยังมีคำสั่งฟ้องติดตัวอยู่อีกกว่า 20 คดี ซึ่งส่วนใหญ่อาจมีโทษจำคุก นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกล่าวหาว่า การตัดสินของศาลเพื่อยุบพรรค อนค. เมื่อปี 2563 มีเหตุจูงใจทางการเมือง

การมีส่วนร่วมของสตรีและชนกลุ่มน้อย: ไม่มีกฎหมายที่ห้ามมิให้ผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ดี ผู้หญิงมีส่วนร่วมได้อย่างจำกัดเนื่องจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้หญิง 76 คนจากสมาชิกทั้งหมด 487 คน และสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้หญิง 26 คนจากสมาชิกทั้งหมด 250 คน มีผู้หญิง 4 คนดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 35 คน โดยทั้ง 4 คนมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ทั้งนี้ รัฐสภามีสมาชิกจากกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) 4 คน และจากกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 1 คน

หมวดที่ 4. การทุจริตและการขาดความโปร่งใสในวงราชการ

กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการทุจริตในวงราชการ ทว่า ในบางครั้งข้าราชการก็พัวพันกับการกระทำการทุจริตโดยไม่ต้องรับโทษ ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานเกี่ยวกับการทุจริตในวงราชการหลายกรณี

การทุจริต: ในเดือนสิงหาคม นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถูกให้ออกจากราชการหลังจากพบว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาของทรัพย์สินจำนวน 658 ล้านบาท (19 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในบัญชีเงินฝากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากถูกนำตัวส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีไม่เบิกจ่ายเงินประมาณ 52 ล้านบาท (1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ให้แก่บริษัท พลวิศว์เทค พลัส จำกัด สำหรับค่ารถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทาง 2 คัน ขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในปี 2556

การทุจริตและการรับสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่เป็นวงกว้างในวงการตำรวจ ทั้งนี้ ตำรวจไทยจะต้องซื้อเครื่องแบบและอาวุธด้วยเงินของตนเอง ในเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายจากจังหวัดสมุทรสาครถูกให้ออกจากราชการหลังจากถูกกล่าวหาว่าขาย “บัตรผู้อยู่อาศัย” อย่างไม่เป็นทางการ (บัตรที่แสดงว่าผู้ถือบัตรได้จ่ายเงินให้แก่ตำรวจที่ทุจริตแล้ว) แก่แรงงานชาวพม่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายเรียกร้องให้แรงงานต่างด้าวจ่ายเงินเดือนละ 500 บาท (14 เหรียญสหรัฐ) และนำบัตรติดตัวไปทุกที่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม

หมวดที่ 5. ท่าทีของรัฐบาลต่อการสืบสวนโดยองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศหลายประเภทดำเนินกิจกรรมอยู่ในไทย องค์กรนอกภาครัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว เช่น การปฏิรูปการเมืองหรือการคัดค้านโครงการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน ยังคงเผชิญกับการคุกคามเป็นระยะ ๆ

การแก้แค้นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน: ในเดือนพฤศจิกายน 2564 นายกรัฐมนตรีประกาศดำเนินการตรวจสอบองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) เนื่องจากให้การสนับสนุนนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล รวมถึงกรณีออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่า แกนนำการชุมนุมประท้วง 3 คนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง มีเจตนาล้มล้างการปกครองและทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ (ดูหมวดที่ 2.จ. นักโทษและผู้ถูกคุมขังทางการเมือง) จนถึงเดือนตุลาคม ยังคงมีการสอบสวนอยู่

เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนที่ทำงานเรื่องความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสี่ยงเป็นพิเศษต่อการถูกคุกคามและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

องค์กรสิทธิมนุษยชนภาครัฐ: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นคณะกรรมการอิสระที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและจัดทำรายงานประจำปี กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ กสม. กรณีไม่ยื่นฟ้องร้องผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยตนเองหรือในนามของผู้ร้องเรียน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานอิสระและมีอำนาจพิจารณาและสอบสวนคำร้องเรียนจากประชาชน หลังจากดำเนินการสอบสวน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินอาจส่งเรื่องต่อไปยังศาลเพื่อพิจารณาต่อไป หรือให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการต่อไป สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการตามคำแนะนำ

หมวดที่ 6. การเลือกปฏิบัติและการกระทำมิชอบในสังคม

สตรี

การข่มขืนและความรุนแรงในครอบครัว: การข่มขืนกระทำชำเราบุรุษและสตรีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ารัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป กฎหมายให้คำจำกัดความการข่มขืนกระทำชำเราไว้อย่างแคบ ๆ ว่าเป็นการใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้ำผู้อื่นทางกาย ส่งผลให้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดในรูปแบบอื่นไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ที่ข่มขืนคู่สมรสของตน และมีการดำเนินคดีประเภทนี้ กฎหมายกำหนดบทลงโทษหลายระดับสำหรับการข่มขืนหรือใช้กำลังทำร้ายทางเพศ เริ่มตั้งแต่โทษจำคุก 4 ปีจนถึงประหารชีวิต รวมถึงโทษปรับ

องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า การข่มขืนเป็นปัญหาร้ายแรง และผู้เสียหายเข้าแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราและการประทุษร้ายในครอบครัวน้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขาดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีอย่างมีประสิทธิผล

องค์กรนอกภาครัฐระบุว่า รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างไม่เพียงพอให้กับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่แก้ปัญหาดังกล่าว และผู้เสียหายมักมองว่า ตำรวจไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

ในเดือนเมษายน นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากตำแหน่งหลังถูกหญิงวัย 18 ปีกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ หลังรายงานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดดังกล่าวได้เปิดเผยต่อสาธารณชน มีหญิงสาวอีกหลายคนออกมาร้องเรียนนายปริญญ์ ในระหว่างปีนี้ มีการยื่นร้องเรียนนายปริญญ์กรณีกระทำอนาจารทางเพศทั้งหมด 16 คดี แม้ว่าตำรวจจะระบุว่า มี 3 คดีที่หมดอายุความแล้ว และในบางคดี การกระทำผิดที่กล่าวอ้างนั้นเกิดขึ้นนอกประเทศไทย

ในเดือนกรกฎาคม นายอานุภาพ ธารทอง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ถูกจับในข้อหาคุกคามทางเพศเด็กหญิงวัยรุ่น 4 คนเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายอานุภาพได้รับการประกันตัวและลาออกจากพรรคก้าวไกล แต่ยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครต่อไป เมื่อสิ้นปี ทั้งในคดีของนายปริญญ์และนายอานุภาพ ไม่มีข้อกล่าวหาหรือการสืบสวนทางอาญาค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ทหารชายรายหนึ่งเข้าไปในบ้านพักของทหารหญิงรายหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีหลังจากทราบว่าสามีของทหารหญิงไม่อยู่บ้าน ทหารชายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าพยายามข่มขืน กัดและถอดกางเกง รวมถึงจับอวัยวะเพศของทหารหญิง ทหารหญิงสามารถหยุดการล่วงละเมิดได้โดยอ้างว่ากำลังมีประจำเดือน และได้แจ้งความกรณีพยายามข่มขืนกับตำรวจ ซึ่งปฏิเสธที่จะยื่นคำร้อง และมีรายงานว่าได้บอกให้ทหารหญิงรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวกับนายทหารผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ดี ผู้บังคับบัญชากลับตอบว่า เธอไม่ควรทำให้กองทัพเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยการกล่าวหาดังกล่าว สุดท้าย ทหารหญิงติดต่อกับผู้มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ให้ช่วยเล่าเรื่องราวของเธอ ส่งผลให้ทหารชายถูกไล่ออกหลังเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป

การใช้ความรุนแรงในครอบครัวต่อสตรีเป็นปัญหาสำคัญ กระทรวงสาธารณสุขบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง (One Stop Crisis Center: OSCC) ซึ่งให้ข้อมูลและบริการแก่ผู้เสียหายที่ประสบความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศทั่วประเทศ กฎหมายยังกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการแจ้งความเหตุรุนแรงในครอบครัวและการรอมชอมระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิด นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามมิให้สื่อรายงานคดีความรุนแรงในครอบครัวระหว่างที่คดียังอยู่ในระบบกระบวนการยุติธรรม องค์กรนอกภาครัฐแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายว่า การเน้นการส่งเสริมครอบครัวมั่นคงจะสร้างแรงกดดันต่อผู้เสียหายให้ยอมรอมชอมโดยไม่มีการแก้ปัญหาสวัสดิภาพและเป็นเหตุให้อัตราการพิพากษาลงโทษต่ำ

ทางการได้ดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัวบางคดีตามบทบัญญัติว่าด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น ซึ่งผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษที่หนักขึ้น รัฐบาลดำเนินงานศูนย์พักพิงสำหรับผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวจังหวัดละ 1 แห่ง ศูนย์ช่วยเหลือของรัฐที่จัดตั้งขึ้นในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งให้การดูแลรักษาสตรีและเด็กที่ถูกทำร้าย

การขริบอวัยวะเพศสตรี: ไม่มีกฎหมายเฉพาะเจาะจงที่ห้ามมิให้ขริบอวัยวะเพศสตรี องค์กรนอกภาครัฐและสื่อต่างประเทศรายงานว่า มีการขริบอวัยวะเพศสตรีประเภทที่ 4 ในภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลทางสถิติเผยแพร่ ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลพยายามป้องกันหรือแก้ไขการปฏิบัติดังกล่าว

การคุกคามทางเพศ: การคุกคามทางเพศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษปรับและจำคุก 1 เดือนสำหรับการคุกคามทางเพศ ในขณะที่การคุกคามทางเพศที่ถือว่าเป็นการกระทำอนาจารอาจต้องโทษปรับและจำคุกสูงสุด 15 ปี การคุกคามทางเพศในที่ทำงานอาจมีโทษปรับเพียงเล็กน้อย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนห้ามมิให้คุกคามทางเพศ และกำหนดบทลงโทษไว้ 5 ระดับ คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน สั่งพักราชการ และไล่ออก องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า คำจำกัดความตามกฎหมายของคำว่าการคุกคามทางเพศมีความคลุมเครือ และการดำเนินคดีประเภทนี้เป็นเรื่องลำบาก ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่มีประสิทธิผล

สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์: ไม่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้บุคคลทำแท้งหรือทำหมัน (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่หัวข้อย่อย “การขริบอวัยวะเพศสตรี”)

รัฐบาลจัดให้มีบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์แก่ผู้รอดพ้นจากการใช้ความรุนแรงทางเพศ ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิดฉุกเฉิน ไม่มีกฎหมายห้ามการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ตลอดจนวิธีการคุมกำเนิดต่าง ๆ อย่างไรก็ดี บุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองหรือบุคคลไร้สัญชาติไม่มีสิทธิได้รับบริการที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุน

การเลือกปฏิบัติ: รัฐธรรมนูญระบุว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง จะกระทำมิได้” และโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนแสดงความกังวลต่อความล่าช้าอย่างมากในการทบทวนข้อร้องเรียนจากผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการขาดความตระหนักในหมู่ประชาชนและภายในสำนักงานประจำจังหวัดของกระทรวง พม.

โดยทั่วไป ผู้หญิงมีสถานะและสิทธิทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม บางครั้ง ผู้หญิงก็ประสบกับการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจ้างงาน ผู้ที่มีความผิดว่าด้วยการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือนหรือโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายห้ามมิให้เลือกปฏิบัติในการจ้างงานเนื่องจากเพศและอัตลักษณ์ทางเพศภายใต้นโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ โครงการ หรือขั้นตอนใด ๆ ของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน และปัจเจกชน แต่ยังคงระบุข้อยกเว้นไว้ 2 ประการซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มประชาสังคม อันได้แก่ หลักการทางศาสนาและความมั่นคงของชาติ

คู่สมรสชาวต่างชาติของผู้หญิงไทยไม่สามารถขอสถานะพลเมืองได้ ซึ่งต่างจากคู่สมรสชาวต่างชาติของผู้ชายไทย

ในจำนวนกำลังพลทั่วประเทศ มีทหารหญิงประมาณร้อยละ 12 นโยบายของกระทรวงกลาโหมจำกัดจำนวนบุคลากรหญิงในหน่วยงาน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 25 ยกเว้นหน่วยงานด้านการแพทย์หรือการพยาบาลเฉพาะทาง งบประมาณ และการเงิน ซึ่งอนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่หญิงได้ร้อยละ 35 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน สถาบันการศึกษาของทหาร (ยกเว้นวิทยาลัยพยาบาล) ไม่รับผู้หญิงเข้าศึกษา แม้ว่าสถาบันเหล่านี้จะมีอาจารย์ที่เป็นเพศหญิงอยู่จำนวนมากก็ตาม

ผู้หญิงไม่มีสิทธิสมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงระบุข้อกำหนดในประกาศจ้างงานสำหรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนและตำแหน่งอื่น ๆ ว่า ต้องเป็น “เพศชาย”

ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติเชิงระบบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์

รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติซึ่งมุ่งคุ้มครองวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ และกำหนดให้บุคคลทั้งหลายย่อมเสมอกันในกฎหมาย รวมทั้งมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมิได้บังคับใช้บทบัญญัติเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานการใช้ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสมาชิกชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์

ชาวพื้นเมือง

ชาวเขาที่ไม่มีสัญชาติไทย (ประมาณร้อยละ 50) ยังคงถูกจำกัดการเดินทาง ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ประสบความยากลำบากในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร และเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ถึงแม้ว่ากฎหมายแรงงานจะให้สิทธิแก่ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะลูกจ้าง แต่นายจ้างยังคงละเมิดสิทธิเหล่านั้นบ่อยครั้งโดยจ่ายค่าแรงให้พวกเขาน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีสัญชาติไทยและน้อยกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ กฎหมายยังกีดกันบุคคลเหล่านี้จากสวัสดิการของรัฐ แต่กำหนดให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการรักษาฟรีที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนได้อย่างจำกัด

กฎหมายให้สิทธิการขอสัญชาติแก่ชาวเขาบางกลุ่มที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสิทธิ (ดูหมวดที่ 2.ช.) รัฐบาลสนับสนุนความพยายามในการให้สัญชาติและให้ความรู้ชาวเขาที่มีสิทธิขอสัญชาติเกี่ยวกับสิทธิของตน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ดอยม่อนแจ่ม เดินเท้าจากหมู่บ้านที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหยุดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างจำนวน 5 หลังตามแผนการของกรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่า ชาวบ้านสร้างบ้านบนพื้นที่คุ้มครองลุ่มน้ำ และโฮมสเตย์ 5 แห่งดังกล่าวจะต้องถูกรื้อถอน เนื่องจากละเมิดพระราชบัญญัติป่าไม้โดยใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์

เด็ก

การจดทะเบียนเกิด: เด็กได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่แรกเกิดหากมีบิดาหรือมารดาถือสัญชาติไทย การเกิดในประเทศไม่ได้ทำให้ได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยมีสิทธิได้รับสูติบัตร ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่างจากทางการ โดยไม่สำคัญว่าถือสัญชาติใด (ดูหมวดที่ 2.ช.) กฎหมายกำหนดว่า เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศจะได้รับสูติบัตรจากทางการไม่ว่าบิดามารดาจะมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร ในพื้นที่ห่างไกล บิดามารดาบางคนไม่ขอสูติบัตรให้แก่บุตรของตนเพราะขั้นตอนยุ่งยากและไม่ตระหนักถึงความสำคัญของเอกสารนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บางครั้งชาวเขาและบุคคลไร้สัญชาติอื่น ๆ ไม่ได้แจ้งเกิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากข้าราชการท้องถิ่นที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่มีคุณธรรม อุปสรรคด้านภาษา และการถูกจำกัดการเดินทาง ทำให้การขอสูติบัตรเป็นเรื่องลำบาก

การกระทำทารุณเด็ก: กฎหมายมีบทบัญญัติคุ้มครองเด็กจากการถูกกระทำทารุณ และกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนกระทำชำเราและการทอดทิ้งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเด็ก กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องระวางโทษจำคุก 4 ถึง 20 ปีและโทษปรับ ผู้ที่ทอดทิ้งเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน ผู้เสียหาย และผู้กระทำผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในคดีการกระทำมิชอบและคดีละเมิดทางเพศต่อเด็ก กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสิทธิรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะเพิกเฉยหรือหลีกเลี่ยงการสืบสวนสอบสวนคดีการกระทำมิชอบต่อเด็ก

การแต่งงานในวัยเด็ก การแต่งงานก่อนวัยอันควร และการบังคับแต่งงาน: กฎหมายกำหนดให้ทั้งหญิงและชายที่จะแต่งงานต้องมีอายุอย่างน้อย 17 ปี โดยผู้มีอายุน้อยกว่า 20 ปีต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีแต่งงานได้

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอนุญาตให้เด็กหญิงแต่งงานได้หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหากได้รับการยินยอมจากบิดามารดา แม้ว่ากำหนดอายุขั้นต่ำในการสมรสคือ 17 ปี แต่ชาวมุสลิมที่อายุน้อยกว่า 17 ปีสามารถแต่งงานได้หากมีหนังสืออนุญาตจากศาลหรือหนังสือแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิเศษ 3 คนที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายอิสลาม โดยต้องเป็นสตรีอย่างน้อย 1 คน

การแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก: บุคคลอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถร่วมประเวณีได้โดยยินยอมพร้อมใจ กฎหมายกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่จัดหา ล่อลวง บังคับ หรือข่มขู่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ค้าประเวณี และกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นต่อผู้ที่จ่ายเงินเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทางการยังอาจลงโทษบิดามารดาที่ยอมให้บุตรถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ตลอดจนเพิกถอนสิทธิในฐานะบิดามารดาได้ กฎหมายห้ามมิให้ผลิต เผยแพร่ นำเข้า หรือส่งออกสื่อลามกอนาจารเด็ก นอกจากนี้ ยังกำหนดบทลงโทษรุนแรงสำหรับบุคคลที่แสวงประโยชน์ทางเพศกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งรวมถึงการจัดหาผู้ค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กในรูปแบบอื่น ๆ บทลงโทษแตกต่างกันไปตั้งแต่จำคุก 5 ปีถึงตลอดชีวิต รวมถึงโทษปรับ

รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับการค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกอนาจารเด็กอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย การค้ามนุษย์ในเด็กเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศยังคงเป็นปัญหา และประเทศไทยก็ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก รวมถึงมีกรณีการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์หลายกรณี อย่างไรก็ตาม หลังการระบาดของโรคโควิด-19 มีรายงานว่า การท่องเที่ยวเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็กลดน้อยลง เด็กต่างด้าวและเด็กที่เป็นชนกลุ่มน้อย ตลอดจนเด็กในครอบครัวยากจนยังคงเสี่ยงมากเป็นพิเศษ และมีกรณีที่ตำรวจจับกุมบิดามารดาที่บังคับให้บุตรของตนค้าประเวณี ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงก่ออาชญากรรมล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ทางเพศในเด็ก ตลอดจนการผลิตและการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก

ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ซึ่งเป็นหน่วยตำรวจที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 17 นาย ได้รับเบาะแสจากองค์กรนอกภาครัฐในต่างประเทศในปี 2563 กว่า 260,000 เรื่องเกี่ยวกับกรณีต้องสงสัยคดีเด็กถูกแสวงประโยชน์ทางเพศ ซึ่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับประมาณ 117,000 เรื่องในปี 2562 นอกจากนี้ TICAC ยังสืบสวนสอบสวนกรณีการกระทำความผิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 79 คดีในปี 2564 (เทียบกับ 94 คดีในปี 2563) ซึ่งรวมถึงกรณีการค้ามนุษย์ในเด็กทางอินเทอร์เน็ตเพื่อการแสวงประโยชน์ทางเพศ 11 คดี (เทียบกับ 22 คดีในปี 2563)

มีรายงานการกระทำชำเราและคุกคามทางเพศต่อเด็กหญิงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมสถานศึกษาหลายกรณี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ตำรวจจับกุมและตั้งข้อหาชาย 9 คน ซึ่งเป็นครูที่เกษียณอายุแล้ว 1 คน ครูชั้นประถม 2 คน และครูชั้นมัธยมปลาย 1 คน นักสังคมสงเคราะห์เด็ก 1 คน และอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 คน โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการจับกุมกรณีการแสวงหาทางเพศในเด็กในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาล่อลวงเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีให้กระทำการลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม และพรากเด็กหญิงอายุ 15-18 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรและวัตถุประสงค์ทางเพศ

เด็กพลัดถิ่น: โดยทั่วไป ทางการจะส่งเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนไปยังสถานพักพิงที่รัฐบาลจัดให้ในแต่ละจังหวัด แต่ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารประจำตัวเลี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในสถานพักพิงเหล่านั้นเพราะเกรงว่าจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ในปี 2563 รัฐบาลประมาณการว่า มีเด็กข้างถนนที่แสวงหาสถานพักพิงประมาณ 20,000 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ 5,000 คนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือองค์กรเอกชน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า มีเด็กที่อาศัยอยู่ตามข้างถนนประมาณ 50,000 คน และในจำนวนดังกล่าวเป็นเด็กต่างด้าว 30,000 คน โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจะส่งเด็กไร้บ้านที่เป็นคนไทยเข้าเรียนที่โรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือส่งกลับครอบครัวภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ รัฐบาลส่งตัวเด็กข้างถนนบางคนที่มาจากประเทศอื่นกลับมาตุภูมิ

การต่อต้านยิว

ชาวยิวในไทยมีจำนวนน้อยมาก และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว

การค้ามนุษย์

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

การกระทำรุนแรง การกำหนดว่าเป็นความผิดทางอาญา และการถูกกระทำมิชอบอื่น ๆ เนื่องจากเพศวิถี อัตลักษณ์หรือการแสดงออกทางเพศ หรือลักษณะทางเพศ

การกำหนดว่าเป็นความผิดทางอาญา: ไม่มีกฎหมายใดระบุว่า การแสดงออกซึ่งเพศวิถีหรือการมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นความผิดทางอาญา

ความรุนแรงต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) รายงานว่า เมื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรม ตำรวจจะปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อคนทั่วไป ยกเว้นในกรณีอาชญากรรมทางเพศ ซึ่งตำรวจมักมีแนวโน้มที่จะไม่ให้ความสำคัญกับการละเมิดทางเพศมากนัก หรือไม่เห็นการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องจริงจัง

การเลือกปฏิบัติ: กฎหมายห้ามมิให้รัฐและผู้มีบทบาทที่ไม่ใช่รัฐเลือกปฏิบัติด้วยเหตุจากเพศวิถี อัตลักษณ์หรือการแสดงออกทางเพศ หรือลักษณะทางเพศ กฎหมายยังยอมรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คู่ชีวิตที่หลากหลายทางเพศ และครอบครัวของพวกเขา กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติ “เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” และปกป้องนักศึกษาข้ามเพศจากการถูกเลือกปฏิบัติ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท UNDP ยังรายงานอีกว่า สื่อนำเสนอบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในลักษณะเหมารวมและเป็นไปในทางลบ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ

องค์กรนอกภาครัฐและสหประชาชาติรายงานว่า บุคคลข้ามเพศถูกเลือกปฏิบัติในหลายภาคส่วน ทั้งในกระบวนการเกณฑ์ทหาร ขณะถูกคุมขัง รวมถึงในภาคการศึกษา จากนโยบายที่เคร่งครัดของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ซึ่งกำหนดให้นักเรียนนักศึกษาต้องสวมเครื่องแบบที่ตรงกับเพศกำเนิด บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการ (ดูหมวดที่ 7.ง.)

การรับรองเพศตามกฎหมาย: กฎหมายห้ามมิให้บุคคลข้ามเพศเปลี่ยนแปลงเพศในเอกสารระบุตัวตนต่าง ๆ

การรักษาทางการแพทย์หรือการบำบัดทางจิตให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยไม่สมัครใจหรือเป็นการบังคับ: ไม่มีรายงานว่า หน่วยงานรัฐพยายามบังคับให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น รับการบำบัดที่เรียกกันผิด ๆ ว่าเป็นการบำบัดแก้เพศวิถี มีรายงานว่า นักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศถูกทำโทษหรือกลั่นแกล้งโดยครูอาจารย์ บุคคลที่เป็นชายโดยกำเนิด ไม่ว่าจะระบุตนเป็นเพศใดก็ตาม ถูกบังคับให้เข้าร่วมการฝึกทหารหรือบวชเป็นพระ บุคคลที่เป็นหญิงโดยกำเนิดถูกข่มขืนหรือบังคับให้มีบุตร “เพื่อรักษาแก้ไขเพศวิถี” ข้อมูลจาก Intersex Thailand ระบุว่า บุคคลที่มีเพศกำกวมบางคนต้องรับการผ่าตัดแปลงเพศโดยไม่เต็มใจและไม่สามารถเปลี่ยนเพศคืนได้ เครือข่ายสมรสเท่าเทียมระบุว่า ผู้ที่บังคับให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศรับการบำบัดเพื่อเปลี่ยนเพศวิถี ในกรณีส่วนใหญ่แล้วคือครอบครัวหรือชุมชนศาสนา

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การสมาคม หรือการชุมนุมโดยสงบ: ไม่มีรายงานว่า มีการจำกัดบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหรือหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คนทุพพลภาพ

คนทุพพลภาพไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา บริการด้านสุขภาพ อาคารสาธารณะ หรือระบบขนส่งได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น กฎหมายกำหนดให้คนทุพพลภาพต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร และอาคารที่สร้างใหม่ได้ แต่ทางการไม่ได้บังคับใช้บทบัญญัติเหล่านี้โดยทั่วถึง

รัฐบาลมีโรงเรียนพิเศษและศูนย์การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความพิการหลายสิบแห่ง ตลอดจนศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความพิการ กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนของรัฐทั่วประเทศต้องรับนักเรียนที่มีความพิการเข้าศึกษา และในช่วงปีที่ผ่านมา โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ เด็กที่มีความพิการเข้าเรียนในอัตราที่ต่ำกว่าเด็กทั่วไปร้อยละ 20 ส่วนใหญ่เนื่องจากอุปสรรคด้านเศรษฐกิจ เด็กที่พิการทางสายตาเข้าเรียนในอัตราที่สูงกว่าเด็กที่พิการประเภทอื่น ๆ

องค์กรเพื่อคนพิการหลายแห่งรายงานว่า การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับบริการสาธารณะต่าง ๆ กระทำได้ยาก และการเข้าถึงบริการแตกต่างกันไประหว่างศูนย์ในเมืองและชนบท องค์กรภาคประชาสังคมแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดทรัพยากรและทางเลือกด้านกฎหมายสำหรับผู้หญิงพิการซึ่งรอดพ้นจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เช่น ในบางครั้ง ผู้หญิงหูหนวกและหูตึงไม่สามารถสื่อสารกับตำรวจเกี่ยวกับผู้ที่ทำร้ายตนได้ เนื่องจากตำรวจไม่รู้ภาษามือ นอกจากนี้ ตำรวจยังไม่เห็นความสำคัญของผู้หญิงตาบอดที่ไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับคนร้ายได้

หมวดที่ 7. สิทธิของคนงาน

ก. เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์การ ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยกฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจบางส่วนในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานอิสระได้ ข้าราชการพลเรือนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มได้ ตราบใดที่การรวมกลุ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ อีกทั้งวัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กฎหมายกำหนดให้มีข้อบังคับเพื่อการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มมีผลบังคับกับภาคเอกชน แต่ไม่ใช่กับข้าราชการพลเรือน ประกาศกระทรวงแรงงานปี 2563 ฉบับหนึ่ง ระงับกฎหมายซึ่งให้สิทธิในการนัดประท้วงหยุดงาน จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม

กฎหมายกำหนดว่าลูกจ้างต้องมีนายจ้างคนเดียวกันหรือต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะสามารถก่อตั้งเป็นสหภาพได้ แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพได้แม้จะทำงานในโรงงานเดียวกันและทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเต็มเวลา เนื่องจากคนงานตามสัญญาจ้างจัดว่าเป็นพนักงานประเภทอุตสาหกรรมบริการ ในขณะที่ลูกจ้างเต็มเวลาจัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมการผลิต การที่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงและลูกจ้างเต็มเวลาไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพเดียวกันได้อาจลดผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มใหญ่ นอกจากนี้ คนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้นยังมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมสหภาพน้อยกว่าลูกจ้างประเภทอื่นเพราะกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากการต่อต้านสหภาพด้วยการไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ผู้สนับสนุนด้านแรงงานกล่าวอ้างว่า มีบริษัทหลายแห่งที่จ้างแรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อบั่นทอนความพยายามในการจัดตั้งสหภาพของลูกจ้าง

กฎหมายไม่ได้คุ้มครองสมาชิกสหภาพจากการกระทำของนายจ้างที่เป็นการต่อต้านสหภาพจนกว่าสหภาพนั้นจะได้รับการจดทะเบียน ในการจดทะเบียนสหภาพหนึ่ง ๆ จะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนร่วมกันยื่นรายชื่อของตนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและสถานภาพการจ้างงานกับนายจ้าง กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ลูกจ้างเหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากนายจ้างก่อนที่การจดทะเบียนจะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สหภาพต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามมีเจ้าหน้าที่ถาวรประจำสหภาพ ในกรณีรัฐวิสาหกิจ กฎหมายอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น และหากสมาชิกภาพของสหภาพรัฐวิสาหกิจใดมีจำนวนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีสิทธิเข้าร่วม สหภาพนั้นจะต้องถูกยุบตามข้อบังคับด้านแรงงาน กฎหมายห้ามมิให้สหภาพรัฐวิสาหกิจกับสหภาพภาคเอกชนของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจประเภทเดียวกันเข้าอยู่ในเครือเดียวกัน เนื่องจากสหภาพทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับ ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการในหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ การเงิน การขนส่งทางรางและทางอากาศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และบริการไปรษณีย์

จนถึงเดือนสิงหาคม มีการจดทะเบียนสหภาพแรงงานแล้ว 26 จังหวัดจาก 77 จังหวัด เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม รัฐบาลรายงานว่า มีสหภาพแรงงานอยู่ 1,426 กลุ่มทั่วประเทศ

กฎหมายกำหนดให้สหภาพต้องมีสมาชิกภาพจำนวนร้อยละ 20 จึงจะสามารถร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มได้ กฎหมายอนุญาตให้พนักงานในสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพสามารถยื่นข้อเรียกร้องร่วมได้ หากว่าพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 15 ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว

พนักงานในบริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” หรือ “คณะกรรมการสวัสดิการ” ได้ คณะกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสวัสดิการอาจให้ข้อเสนอแนะแก่นายจ้างในด้านสวัสดิการลูกจ้างและประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน แต่ไม่สามารถยื่นข้อเรียกร้องด้านแรงงานหรือนัดหยุดงานได้ กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างกระทำการที่ส่งผลเสียต่อพนักงานอันเนื่องมาจากการที่พนักงานเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการดังกล่าว และห้ามมิให้นายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ ผู้นำสหภาพแรงงานจึงมักจะเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองนี้ตามกฎหมาย

ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับหนึ่งในปี 2563 กำหนดให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานหนึ่ง ๆ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องประกอบไปด้วยตัวแทนนายจ้าง รัฐบาล และกลุ่มแรงงาน สหภาพอาจอุทธรณ์คำตัดสินของคณะกรรมการต่อศาลแรงงาน องค์กรนอกภาครัฐอ้างว่า ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวถูกใช้ในทางการเมืองเพื่อปิดปากขบวนการแรงงาน รัฐบาลและแกนนำสหภาพบางรายมองว่าประกาศกระทรวงฉบับนี้ส่งเสริมการเจรจาต่อรองเพื่อป้องกันการปิดกิจการและการปลดคนงานจำนวนมาก

ตั้งแต่ปี 2563 ทางการตั้งข้อหานางสาวธนพร วิจันทร์ ผู้สนับสนุนจากเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ กรณีเรียกร้องสิทธิแรงงานระหว่างการชุมนุมประท้วงทางการเมือง และละเมิดประกาศคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โดยเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่โรงงานของบริษัทบริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด ซึ่งเลิกจ้างงานโดยไม่ให้เงินชดเชยตามกฎหมายกำหนด ในเดือนตุลาคม 2564 นางสาวธนพรถูกตั้งข้อหาภายใต้ประกาศฉบับเดียวกัน หลังจากเดินทางไปพร้อมกับแรงงานต่างด้าว 7 คนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้แก่ กสร. ในเรื่องการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวและสิทธิแรงงานระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา คดียังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

กฎหมายกำหนดให้สหภาพจัดให้มีการประชุมทั่วไป และหยุดงานประท้วงได้เมื่อมีสมาชิกสหภาพอย่างน้อยร้อยละ 50 ให้ความยินยอมในการหยุดงานประท้วงแต่ละครั้ง สหภาพหลายกลุ่มอ้างว่า กฎหมายดังกล่าวจำกัดการหยุดงานประท้วงเนื่องจากโรงงานหลายแห่งใช้คนงานที่ทำงานเป็นกะ ส่งผลให้ครบองค์ประชุมได้ยาก กฎหมายห้ามมิให้เลิกจ้างงานผู้ที่ประท้วงหยุดงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่อนุญาตให้นายจ้างจ้างพนักงานชั่วคราวให้ทำงานแทน หรือใช้พนักงานสัญญาจ้างเพื่อทำงานแทนผู้ที่ประท้วงหยุดงานได้

รัฐบาลอาจห้ามมิให้มีการชุมนุมประท้วงของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนโดยรวม กฎหมายห้ามมิให้มีการประท้วงและปิดงานในรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกาศกระทรวงแรงงานซึ่งห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ถูกยกเลิกในวันที่ 1 ตุลาคม

กฎหมายให้ความคุ้มครองพนักงานและสมาชิกสหภาพจากการดำเนินคดีอาญาหรือคดีแพ่งอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ริเริ่มการนัดหยุดงาน จัดชุมนุมประท้วง หรืออธิบายข้อพิพาทแรงงานต่อสาธารณชน ยกเว้นในกรณีที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งนี้ มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อข่มขู่สมาชิกสหภาพและลูกจ้าง และนายจ้างใช้การฟ้องร้องคดีเพื่อข่มขู่หรือปิดปากผู้พิพากษ์วิจารณ์ในหลายกรณีด้วยกัน

ศาลแรงงานหรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้ออกจากงานหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมได้ และอาจเรียกร้องให้พนักงานหรือผู้นำสหภาพได้รับเงินชดเชยหรือกลับเข้าทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์เหมือนเช่นที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น แรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วหรือผู้ที่ไม่มีเอกสารอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพหรือดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของสหภาพ แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าเป็นสมาชิกสหภาพที่จัดตั้งขึ้นและบริหารโดยผู้มีสัญชาติไทย แต่การมีส่วนร่วมของแรงงานต่างด้าวในสหภาพต่าง ๆ อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอุปสรรคทางด้านภาษา การขาดความเข้าใจสิทธิของตนภายใต้กฎหมาย การเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง ค่าสมาชิก กฎระเบียบของสหภาพที่เข้มงวด การแบ่งแยกแรงงานไทยจากแรงงานต่างด้าวตามภาคอุตสาหกรรมและเขตพื้นที่ (โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชายฝั่งทะเล) และความกลัวว่าจะตกงานเนื่องจากการมีส่วนร่วมในสหภาพ ทั้งนี้ สมาคม องค์กรชุมชน หรือกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนมักเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว แต่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในการต่อรองกับนายจ้างแทนแรงงานต่างด้าวได้ บางครั้งแรงงานต่างด้าวได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสวัสดิการหรือคณะกรรมการลูกจ้าง องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ข้อเรียกร้องแบบกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

มีรายงานกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ ทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนสหภาพ ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ผู้พิพากษาและพนักงานตรวจแรงงานระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยกรณีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายก็ตาม ในบางกรณี ศาลแรงงานสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานตามเดิม แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติตาม มีรายงานจากสหภาพและองค์กรนอกภาครัฐว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งของศาล นายจ้างพยายามที่จะต่อรองเงื่อนไขในการรับกลับเข้าทำงานด้วยการเสนอให้สิทธิประโยชน์ชดเชยสำหรับผู้ที่สมัครใจลาออก ปฏิเสธไม่ให้ผู้นำสหภาพที่ได้รับกลับเข้าทำงานแล้วเข้ามาในสถานประกอบการ หรือลดตำแหน่งของลูกจ้างให้ไปทำงานที่มีค่าตอบแทนและผลประโยชน์น้อยลง

บางครั้งนายจ้างยื่นฟ้องต่อผู้นำสหภาพและพนักงานที่นัดหยุดงานในความผิดฐานบุกรุกสถานที่ หมิ่นประมาท และทำลายทรัพย์สิน บริษัทเอกชนยังคงดำเนินคดีทางแพ่งและอาญากับองค์กรนอกภาครัฐ สื่อมวลชน และแรงงาน (ดูหมวดที่ 2.ก. หัวข้อ “กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาท”) ในเดือนกันยายน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า บริษัทฟาร์มเลี้ยงไก่ธรรมเกษตรในจังหวัดลพบุรี ยื่นฟ้องนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และอดีตลูกจ้างในคดีหมิ่นประมาททางแพ่งและอาญาอย่างน้อย 39 คดีตั้งแต่ปี 2559

บางครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ สมรู้ร่วมคิดกันปราบปรามการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน ในเดือนสิงหาคม กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสหภาพแรงงานรายงานว่า ชายขี่จักรยานยนต์ 20-30 คน ทำร้ายนักเคลื่อนไหวด้านสหภาพแรงงานกลุ่มหนึ่ง ขณะกำลังชุมนุมประท้วงร่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ของรัฐบาล และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง หลังจากตำรวจบอกให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวนำป้ายออก ชายขี่จักรยานยนต์กลุ่มดังกล่าวทุบตีนักเคลื่อนไหวโดยตำรวจไม่ได้ขัดขวาง องค์กรนอกภาครัฐและผู้สนับสนุนด้านสิทธิแรงงานรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของตนถูกนายจ้างสะกดรอยตามหรือข่มขู่ หลังจากที่มีผู้พบเห็นพวกเขารณรงค์ส่งเสริมสิทธิแรงงาน

การบังคับใช้กฎหมายแรงงานมีความไม่สม่ำเสมอ และบางครั้งก็ไม่มีประสิทธิผลในการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพ บทลงโทษรวมถึงโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเทียบเท่ากับบทลงโทษอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิเสธสิทธิพลเมือง อย่างไรก็ตาม ทางการมักจะไม่ลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน

ข. การห้ามบังคับใช้แรงงาน

กฎหมายห้ามมิให้บังคับใช้แรงงานทุกรูปแบบ ยกเว้นในกรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เกิดสงคราม มีการประกาศกฎอัยการศึก หรือกำลังจะเกิดภัยพิบัติสาธารณะ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระบุไว้เฉพาะเจาะจงถึง “การบังคับใช้แงงานหรือบริการ” และกำหนดบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส

รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างไร้ประสิทธิผล องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า การสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานมีจำนวนค่อนข้างต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการขาดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน และการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายนี้ ผู้สังเกตการณ์บางรายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่ถือว่าการใช้แรงงานผู้เสียหายโดยบีบบังคับเพราะติดหนี้อยู่ การทำงานล่วงเวลามากเกินไป หรือการไม่ให้ค่าจ้าง เป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

ยังคงมีรายงานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การผลิตเสื้อผ้า การเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานตามถนน แรงงานจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงให้กับนายหน้า สำนักงานจัดหางาน และบุคคลอื่น ทั้งก่อนและหลังเดินทางถึงประเทศไทย บ่อยครั้งนักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานผู้เสียหายโดยบีบบังคับเพราะติดหนี้อยู่ ตลอดจนใช้กระบวนการการจ้างงานที่หลอกหลวงแรงงาน การยึดเอกสารประจำตัวและบัตรเอทีเอ็ม การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย ความรุนแรงต่อร่างกาย และวิธีการอื่น ๆ

คนงานในภาคการแปรรูปอาหารทะเลและภาคการประมงต้องเผชิญกับการบังคับให้ทำงานล่วงเวลา ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารทะเลที่สามารถเก็บรักษาได้โดยไม่ต้องแช่เย็นเพิ่มมากขึ้นระหว่างการเกิดโรคระบาดใหญ่ คนงานยังต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย (ดูหมวดที่ 7.จ.) แม้ว่าองค์กรนอกภาครัฐจะยอมรับว่า การแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงานในรูปแบบที่ร้ายแรงที่สุดลดน้อยลงในภาคการประมง แต่ยังคงมีรายงานกรณีการแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงานและปัจจัยบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน อีกทั้งจำนวนลูกเรือที่สูญหายในทะเลยังคงเพิ่มมากขึ้น ในระหว่างปี 2563 และ 2564 มีชาวประมงเสียชีวิต สูญหาย หรือตกจากเรือประมง จำนวน 230 คน ในเดือนมีนาคม ชาย 18 คนได้รับการช่วยชีวิตจากเรือประมง หลังจากถูกบังคับให้ทำงานต่อหลังจากหมดอายุสัญญาการจ้างงานในเดือนพฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม เรือประมงสัญชาติอินโดนีเซียพบชาย 2 คน ซึ่งมีรายงานว่า สูญหายไปเมื่อปี 2563 หลังจากกระโดดหนีจากเรือและลอยคออยู่ในทะเลเป็นเวลา 3 เพื่อหนีจากการถูกบังคับใช้แรงงาน

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

ค. การห้ามใช้แรงงานเด็กและเกณฑ์อายุต่ำสุดของการจ้างงาน

สามารถอ่าน รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด ประกอบได้ที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/resources/reports/child-labor/findings/ และอ่าน บัญชีรายชื่อสินค้าที่ผลิตโดยการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับ ประกอบได้ที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/reports/child-labor/list-of-goods/ เอกสารทั้งสองฉบับจัดทำโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

ง. การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจ้างงานและอาชีพ

กฎหมายกำหนดโทษจำคุกหรือโทษปรับผู้ที่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจจ้างงานด้วย ระเบียบข้อบังคับทางราชการกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงและผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ทำงานเหมือนกันอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงว่าเป็นเพศใด บทลงโทษสำหรับความผิดฐานเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศเทียบเท่ากับคดีสิทธิพลเมือง แต่รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติที่มีขอบเขตจำกัดอย่างมีประสิทธิผล ผู้ละเมิดแทบจะไม่ถูกลงโทษ กฎหมายมิได้ระบุห้ามการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานโดยชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ สีผิว ชาติพันธุ์ ความทุพพลภาพ อายุ เพศวิถี หรือสถานะการติดเชื้อเอชไอวี การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจ้างงานเกิดขึ้นกับ สตรี (ดูหมวดที่ 6 ) คนทุพพลภาพ กลุ่ม LGBTQI+ และแรงงานต่างด้าว (ดูหมวดที่ 7.จ.)

กฎหมายห้ามมิให้ผู้หญิงเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตลอดจนทำงานใต้ดิน ในเหมือง ก่อสร้างใต้น้ำ ทำงานบนนั่งร้านซึ่งสูงกว่า 33 ฟุต และผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือไวไฟ ในปี 2564 ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืนในไทยพบว่า ลูกจ้างเพศหญิงในอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้รับค่าจ้างน้อยกว่าลูกจ้างเพศชายร้อยละ 41

กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนจ้างลูกจ้างที่มีภาวะทุพพลภาพอย่างน้อย 1 คนต่อลูกจ้างทุก ๆ 100 คน มีรายงานว่า นายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดกันยักยอกค่าจ้างหรือเงินกู้ที่ควรจ่ายให้กับลูกจ้างที่ทุพพลภาพเต็มจำนวน

กลุ่ม LGBTQI+ มักเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน ส่วนหนึ่งเพราะอคติของคนทั่วไปและการไม่มีกฎหมายและนโยบายมารองรับเรื่องการเลือกปฏิบัติ มีรายงานว่า พนักงานที่เป็นบุคคลข้ามเพศต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น และทำงานจำกัดอยู่ในสาขาอาชีพเพียงไม่กี่สาขา เช่น ธุรกิจความงามและความบันเทิง

จ. สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงการทำงาน: ค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด โดยมีอัตราสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลคำนวณไว้ในทุกจังหวัด และไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ งานรับใช้ตามบ้าน และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล กฎกระทรวงให้ความคุ้มครองบางประการแก่แรงงานรับใช้ตามบ้านในเรื่องเกี่ยวกับวันลา อายุขั้นต่ำ และการจ่ายค่าแรง แต่ไม่ได้กล่าวถึงค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงทำงานปกติ ประกันสังคม หรือการลาคลอด

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “อันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน

ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน: กฎหมายกำหนดให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน (OSH) ตามความเหมาะสมในอุตสาหกรรมหลัก ๆ รวมทั้งกำหนดให้สถานประกอบการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่บ้าน ต้องมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย กฎหมายห้ามสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างถึงสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายตั้งแต่ก่อนจ้างงาน ทว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน

ในปี 2564 สำนักงานประกันสังคมรายงานอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน 78,245 ครั้ง และรายงานว่า อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในการก่อสร้าง ในปี 2564 สื่อรายงานว่า มีคนงานประมงเสียชีวิต สูญหาย หรือตกจากเรือประมง จำนวน 230 คน ในจำนวนดังกล่าว 53 คนเสียชีวิตจากการตกจากเรือประมง 53 คนรอดชีวิตจากการตกจากเรือ และ 124 ยังคง “สูญหาย” ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าปี 2563 เกือบสองเท่า

กฎกระทรวงแรงงานจัดให้มีโครงการกองทุนเงินทดแทนครอบคลุมอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานประกอบการ แต่ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานค้าเร่แผงลอยและแรงงานรับใช้ตามบ้าน ผู้นำสหภาพแรงงานรายงานว่า แรงงานมักไม่ได้รับเงินทดแทนสำหรับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เนื่องจากการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพและสถานประกอบการนั้นมักจะเป็นเรื่องยาก

การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยและอาชีวอนามัย: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน แรงงานสัมพันธ์ และความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รวมทั้งสามารถออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด พนักงานตรวจแรงงานมีหน้าที่ส่งต่อกรณีนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไป ทั้งนี้ มีพนักงานตรวจแรงงานไม่พอสำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ค่าปรับสำหรับการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน เทียบเท่าค่าปรับสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฉ้อโกง หรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ดี บทลงโทษทางอาญา (โทษจำคุก) อาจน้อยกว่าโทษสำหรับการฉ้อโกงหรือการประมาทเลินเล่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระบุสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย แต่จำนวนของผู้เชี่ยวชาญและการตรวจสอบด้านดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการร้องเรียนเท่านั้น กระทรวงแรงงานไม่ได้ติดตามการบังคับใช้บทลงโทษผ่านทางศาล และไม่มีข้อมูลว่า มีการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่

กฎหมายกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกหากนายจ้างไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา และค่าจ้างสำหรับวันหยุดอย่างมีประสิทธิผล ทั้งในบริษัทขนาดเล็ก พื้นที่บางแห่ง (โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทหรือบริเวณชายแดน) หรืออุตสาหกรรมบางประเภท (โดยเฉพาะภาคการเกษตร ก่อสร้าง และประมงน้ำเค็ม)

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่า การบังคับใช้ยังขาดประสิทธิผล เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดหางานใต้ดิน ค่าธรรมเนียมเอกสาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเข้าเมือง รายงานของกรมการจัดหางานปี 2564 ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 มีบุคคล 287 รายร้องเรียนตัวแทนหรือนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้ 223 รายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการจัดหางานกล่าวว่า มีการดำเนินคดีตัวแทนหรือนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมายที่ล่อลวงแรงงาน 195 ราย โดยต้องจ่ายค่าเสียหายมูลค่ารวม 17 ล้านบาท (491,000 เหรียญสหรัฐ)

หลายบริษัทใช้แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ โดยคนงานจะเซ็นสัญญาจ้างกับนายหน้าจัดหาแรงงาน กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องให้ “ผลประโยชน์และสวัสดิการอย่างยุติธรรม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ” แก่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วง อย่างไรก็ดี นายจ้างมักจะจ่ายค่าจ้างแก่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงน้อยกว่าและให้สวัสดิการน้อยกว่าหรือไม่ให้เลย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน รัฐบาลประกาศจัดตั้งคณะพนักงานตรวจสอบแรงงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบสภาพการทำงานของแรงงานแบบจ้างเหมาช่วง

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย ส่งผลให้มีกรณีต่อไปนี้โดยแพร่หลาย ได้แก่ การจ่ายเงินค่าจ้างไม่เป็นเวลาหรือล่าช้า การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย การคิดค่าธรรมเนียมการจัดหางานให้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนเงินที่ผิดกฎหมาย การเก็บยึดเอกสาร และการไม่จัดทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในภาษาที่แรงงานเข้าใจ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม บริษัทบริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด ผู้ประกอบกิจการผลิตชุดชั้นใน ตกลงจ่ายค่าชดเชย 285.2 ล้านบาท (8.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) ให้แก่ลูกจ้างที่ไม่ได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างคงค้างเมื่อโรงงานปิดตัวลงในปี 2563 เนื่องจากภาวะขาดทุนอันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศรายงานว่า จากแบบสำรวจเกี่ยวกับแรงงานประมงในประเทศไทย พบว่า มีการตรวจสอบเรือประมงที่ไม่เพียงพอต่อการระบุ รายงาน และตรวจแก้การละเมิด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และพบว่า การสัมภาษณ์ลูกเรือประมงต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือมีล่าม สหพันธ์ฯ กล่าวว่า ลูกเรือประมงเผชิญกับการละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อคับต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ในกรณีการจ่ายค่าแรงต่ำหรือล่าช้า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ และระยะเวลาการทำงานในทะเลที่ยาวนานโดยผิดกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมประมงสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพและประกันสังคม อีกทั้งกำหนดให้เรือประมงบางประเภทต้องจัดสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน จนถึงเดือนตุลาคม ระเบียบข้อบังคับหลักเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและเกณฑ์จำกัดอายุยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ข้อกำหนดของรัฐกำหนดให้แรงงานประมงต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนต้องซื้อประกันสุขภาพ และให้เจ้าของเรือประมงสมทบเงินเข้าสู่กองทุนเงินทดแทน แรงงานประมงต่างด้าวที่ถือบัตรผ่านแดนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอุบัติเหตุ

ปัจจัยที่เพิ่มความเปราะบางของแรงงานประมง ได้แก่ การขาดแคลนทั้งการตรวจสอบด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ชุดปฐมพยาบาล ตลอดจนการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วยภาษาของแรงงานต่างด้าว แบบสำรวจขององค์กรนอกภาครัฐพบว่า ประมาณ 9 ใน 10 ของแรงงานต่างด้าวที่ทำงานบนเรือประมงในประเทศไทย ไม่มีเอกสารสัญญาฉบับแปลหรือได้รับการอธิบายเป็นภาษาที่เข้าใจได้ แบบสำรวจลูกเรือประมงเกี่ยวกับเรือประมงในไทยของสหพันธ์ฯ รายงานว่า มีการละเมิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีการทำงานในทะเลโดยผิดกฎหมาย และมีการจำกัดการเดินทางซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้น

ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ: สถิติของรัฐระบุว่า ร้อยละ 54 ของแรงงาน 37.7 ล้านคนในประเทศไทย ทำงานอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการในปี 2564 โดยได้รับความคุ้มครองอย่างจำกัดภายใต้กฎหมายแรงงานและระบบประกันสังคม แม้ว่าค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยของลูกจ้างในภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการจะอยู่ที่ 15,154 บาท (437 เหรียญสหรัฐ) แต่แรงงานในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการมีรายได้อยู่ที่ 6,853 บาท (198 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน ประเทศไทยมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ผู้มีสัญชาติไทยทุกคน และมีกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย อีกทั้งมีสิทธิประโยชน์สำหรับการตั้งครรภ์ ภาวะทุพพลภาพ การเสียชีวิต การช่วยเหลือผู้มีบุตร การว่างงาน และเกษียณอายุ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกจ้างแบบจ้างเหมาหรือจ้างเหมาช่วง และแรงงานต่างด้าว ไม่มีชื่อในระบบประกันสังคม หรือไม่ได้รับการคุ้มครองจากโครงการกองทุนเงินทดแทน เพราะนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเหล่านี้หรือไม่ได้จ่ายเงินเข้าไปในระบบประกันสังคม

แรงงานของแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งให้บริการส่งของ เช่น “แกร็บ” (Grab) และ “ไลน์” (Line) ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน เพราะถือว่าเป็น “พาร์ทเนอร์” ไม่ใช่ลูกจ้าง ในช่วงเกิดโรคระบาดใหญ่ ความต้องการแรงงานส่งของเพิ่มสูงขึ้น และอาชีพนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่เหลืออยู่สำหรับแรงงานค่าแรงต่ำ

โพสต์ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2565 https://th.usembassy.gov/th/2022-trafficking-in-persons-report-th/ Tue, 19 Jul 2022 08:36:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22867

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2565 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2565

ประเทศไทย: กลุ่มที่ 2

รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่มีความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่มีต่อศักยภาพในการปราบปรามการค้ามนุษย์ พบว่า ในภาพรวม รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานที่แล้ว จึงเห็นสมควรยกระดับให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ 2 ความพยายามเหล่านี้ประกอบไปด้วยการเพิ่มจำนวนการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ การจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เสร็จสมบูรณ์ โดยขยายระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง (reflection period) เป็น 45 วัน การจัดทำแนวทางปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับใช้แรงงานในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เสร็จสมบูรณ์ ตลอดจนการเริ่มกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 17 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์ในปี 2564 และตัดสินให้ 2 รายได้รับโทษจำคุก นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์แห่งใหม่ พัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่แรงงานเพื่อส่งต่อผู้ที่สงสัยว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไปยังคณะสหวิชาชีพ ตลอดจนระบุผู้เสียหายได้มากกว่าช่วงการรายงานที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในหลายด้านสำคัญ การดำเนินคดีค้ามนุษย์และพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานที่แล้ว แม้ว่าจะมีการรายงานว่า กลุ่มแรงงานต่างด้าวมักจะถูกบังคับใช้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย แต่การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไร้ประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานส่งผลให้ไม่สามารถระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานจำนวนมากได้ เจ้าหน้าที่มักจะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และทางการไทยไม่เคยรายงานว่า ได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอันเป็นผลมาจากการตรวจเรือประมงที่ท่าเรือ การให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้เสียหายโดยรัฐยังคงมีช่องว่างสำคัญ และผู้เสียหายบางส่วนซึ่งพักอยู่ในสถานพักพิงของรัฐขาดเสรีภาพในการเดินทาง การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังคงขัดขวางความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์

ข้อเสนอแนะสำคัญ

ไทยควรเพิ่มจำนวนการดำเนินคดีค้ามนุษย์และพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิด โดยเฉพาะในการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และตรวจสอบว่า มีการใช้แนวทางปฏิบัติใหม่ตามมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า คณะสหวิชาชีพประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์การทำงานในคดีค้ามนุษย์อย่างเพียงพอเพื่อปรับปรุงประสิทธิผลในการระบุผู้เสียหาย ไทยควรสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกต่อเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ และดำเนินการพิพากษาและลงโทษอย่างเหมาะสมแก่ผู้ที่พบว่ามีความผิดจริง ไทยควรอนุญาตให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ สามารถเดินทางเข้าออกสถานพักพิง และเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้โดยเสรีมากขึ้น รวมทั้งทบทวนการจัดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เสียหายจะไม่ต้องคงอยู่ในสถานพักพิงนานเกินความจำเป็น ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจขณะสัมภาษณ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงขณะตรวจแรงงานด้วย นอกจากนี้ ยังควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า มีการใช้กลไกการส่งต่อระดับชาติอย่างมีประสิทธิผล และขยายระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรองให้แก่ผู้เสียหายตามแผนปฏิบัติการใหม่ ไทยควรเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ให้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในหัวข้อที่ยังขาดความเข้าใจอยู่ เช่น การบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับใช้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป การยึดเอกสารต่าง ๆ และการไม่จ่ายค่าจ้าง ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า สถานพักพิงของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจอย่างเพียงพอและเฉพาะแต่ละบุคคล เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการดูแลทางจิตใจ ตลอดจนกำหนดนโยบายการให้บริการผู้เสียหายที่เหมือนกันในสถานพักพิงทุกแห่ง นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่า มีการสืบสวนสอบสวนการละเมิดแรงงานและตรวจสอบคำร้องเรียนของแรงงานต่างด้าวซึ่งมีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เพื่อระบุอาชญากรรมการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้ขั้นตอนสำหรับเจ้าหน้าที่แรงงานในการส่งต่อกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังคณะสหวิชาชีพและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ไทยควรเพิ่มทางเลือกตามกฎหมายแทนการจัดให้ผู้เสียหายชาวต่างชาติอยู่ในสถานพักพิง เช่น อนุญาตให้ผู้เสียหายออกจากระบบสถานพักพิงได้เมื่อพร้อมหาโอกาสการจ้างงานภายนอก ไทยไม่ควรกำหนดให้มีการระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการและอนุญาตให้เข้าถึงบริการต่าง ๆ เฉพาะเมื่อผู้เสียหายเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนนักค้ามนุษย์ที่กระทำผิดต่อตนเท่านั้น ไทยควรบังคับให้มีการจ่ายค่าแรงอย่างสม่ำเสมอ มีข้อกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดหางานให้กับแรงงานต่างด้าว และให้ลูกจ้างเป็นผู้ถือครองเอกสารประจำตัวและเอกสารทางการเงิน รวมทั้งสัญญาของตนเอง นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เสียหายและกลุ่มสนับสนุนผู้เสียหายรายงานอาชญากรรมการค้ามนุษย์ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกนายจ้างฟ้องเท็จเพื่อแก้แค้น รวมไปถึงการใช้กฎหมายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อเร็ว ๆ นี้เพื่อยกฟ้องคดีที่มีการยื่นคำร้องโดยมีเจตนาไม่สุจริต หรือเพื่อข่มขู่จำเลย

การดำเนินคดี

แม้ว่ารัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์น้อยกว่าเมื่อปี 2563 ทั้งนี้ มาตรา 6 ของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ระบุว่า การค้ามนุษย์ทางเพศและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเป็นความผิดอาญา อีกทั้งยังกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000-1,200,000 บาท (11,980-35,930 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-2,000,000 บาท (17,960-59,880 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก บทลงโทษดังกล่าวเข้มงวดเพียงพอ และสำหรับกรณีการค้ามนุษย์ทางเพศ บทลงโทษนี้เทียบเท่าได้กับบทลงโทษสำหรับความผิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การข่มขืน พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 แยกบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ “การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” ออกมาอยู่ภายใต้มาตรา 6/1 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท (1,500-11,980 เหรียญสหรัฐ) ต่อผู้เสียหาย 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัตินี้กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงานน้อยกว่าโทษที่มีอยู่แล้วตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2564 รัฐบาลรายงานว่า มีการสืบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ 188 คดี (เทียบกับ 133 คดีในปี 2563) ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ 125 ราย (เทียบกับ 302 รายในปี 2563) และพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ 82 ราย (เทียบกับ 233 รายในปี 2563) ศาลพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด 75 ราย โดยในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 97 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ในปีเดียวกัน ศาลออกคำสั่งริบทรัพย์มูลค่าประมาณ 161,066 บาท (4,820 เหรียญสหรัฐ) ในคดีค้ามนุษย์ที่ฟ้องร้องโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ได้สืบสวนสอบสวนกรณีการกระทำความผิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 79 คดีในปี 2564 (เทียบกับ 94 คดีในปี 2563) ซึ่งรวมถึงกรณีการค้ามนุษย์ทางอินเทอร์เน็ต 11 คดี (เทียบกับ 22 คดีในปี 2563) TICAC ได้เริ่มสืบสวนสอบสวนกรณีการค้ามนุษย์ทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมอีก 19 คดีในเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 22 คดี (ในจำนวนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับภาคการประมง 2 คดี) เทียบกับ 14 คดีในปี 2563 องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า จำนวนการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานที่ค่อนข้างต่ำมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขาดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องการบังคับใช้แรงงาน และการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการใช้มาตรา 6 และมาตรา 6/1 ในคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยเฉพาะขณะที่ไม่มีแนวทางปฏิบัติในช่วงเวลาส่วนใหญ่ระหว่างช่วงการรายงาน ผู้สังเกตการณ์บางรายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่เห็นว่าการบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับใช้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป หรือการไม่ให้เงินค่าจ้างเป็นข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตำรวจและพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้ตรวจสอบรายงานจากแรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรายงานเหล่านี้มีข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ และมักจะระบุคดีค้ามนุษย์เป็นการละเมิดกฎหมายแรงงานโดยไม่ติดตามดำเนินคดีอาญากับนักค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่ยังสนับสนุนให้แรงงานที่อาจเป็นผู้เสียหายไกล่เกลี่ยกับนายจ้างหรือส่งเรื่องไปยังศาลแรงงาน แทนที่จะพิจารณาว่าพวกเขาเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแนะนำให้มีการสืบสวนสอบสวนคดีของพวกเขาในทางอาญา องค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านยืนยันว่า ในกรณีอาชญากรรมการค้ามนุษย์ซึ่งพลเมืองจากประเทศของตนถูกแสวงประโยชน์ในประเทศไทย ทางการไทยฟ้องร้องด้วยข้อกล่าวหาที่เบาลงในจำนวนหลายกรณีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถรับบริการและค่าชดเชยได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและการรับใช้ตามบ้านของเด็ก

สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้พัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานที่ส่งเสริมให้พนักงานอัยการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหายขณะสัมภาษณ์ผู้เสียหายและเตรียมความพร้อมเพื่อให้การต่อศาล แม้ว่ามาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าวจะกำหนดให้พนักงานอัยการต้องพบกับผู้เสียหายทุกรายก่อนการดำเนินคดีในศาล แต่ก่อนหน้านี้ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า อส. ไม่มีศักยภาพที่เพียงพอในการทำให้พนักงานอัยการสามารถพบปะและเตรียมตัวผู้เสียหายทุกรายได้ก่อนการพิจารณาคดีในศาล และองค์กรนอกภาครัฐแนะนำให้ผู้เสียหายรับการสนับสนุนดังกล่าวจากองค์กรนอกภาครัฐหรือทนายความเอกชน เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมักจะใช้ผลจากการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายเป็นตัวตัดสินสุดท้ายว่ามีกรณีการค้ามนุษย์อยู่จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่าบางครั้ง การสัมภาษณ์ดังกล่าวไร้ประสิทธิผล สำนักงานคดีค้ามนุษย์ของ อส. ได้ดำเนินการศึกษาเพื่อประเมินการดำเนินคดีค้ามนุษย์ ทั้งนี้เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินคดี พนักงานอัยการทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐในการเตรียมตัวผู้เสียหายเพื่อให้การต่อศาล ศาลอนุญาตให้ทนายความขององค์กรนอกภาครัฐทำหน้าที่โจทก์ร่วมได้ในบางคดีเพื่อสนับสนุนผู้เสียหายในทางกฎหมาย และสถานพักพิงของรัฐช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้ศาลจำลองเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเข้าร่วมการพิจารณาคดีในศาลต่อหน้านักค้ามนุษย์ของตน อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายบางรายลังเลที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินคดีเพราะกลัวถูกกักตัวและต้องอยู่ในสถานพักพิงเป็นเวลานาน ขาดบริการที่เพียงพอ รวมทั้งกลัวถูกนักค้ามนุษย์แก้แค้น ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลบางคนขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในศาล เช่น แม้จะมีรายงานว่า โดยมากแล้วศาลปฏิบัติตามระเบียบในการคุ้มครองผู้เสียหายและพยาน แต่องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีกรณีที่ศาลไม่จัดให้ดำเนินการถามค้านแบบหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแม้จะมีการร้องขอล่วงหน้า ทั้งยังให้พยานยืนยันข้อมูลที่อ่อนไหวโดยใช้วาจาต่อหน้าผู้ต้องสงสัยระหว่างการดำเนินคดี ในเดือนมีนาคม 2565 ทางการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานในคดีค้ามนุษย์สำหรับศาลยุติธรรมเสร็จสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหายระหว่างการดำเนินคดีในศาล

รัฐบาลดำเนินงานแผนกคดีค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะในศาลอาญากรุงเทพ อส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) DSI ได้จัดการประชุมโดยมีผู้เข้าร่วมจาก อส. ตร. และองค์กรนอกภาครัฐ ตลอดจนผู้ประสานงานการบังคับใช้กฎหมายต่างชาติ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนที่ทำงานด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ ทางการไทยยังคงแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศในการสืบสวนสอบสวนการค้ามนุษย์ที่มีผู้เสียหายเป็นชาวไทยในต่างประเทศอีกด้วย รัฐบาลจับกุมและส่งกลับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ชาวมาเลเซีย 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการพบหลุมฝังศพชาวโรฮีนจาที่แนวชายแดนเมื่อปี 2558

เพื่อแก้ไขข้อกังวลใจเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งขาดประสบการณ์การทำงานปราบปรามการค้ามนุษย์มักจะได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีค้ามนุษย์นั้น ในเดือนธันวาคม 2564 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานปราบปราบการค้ามนุษย์จะต้องมีประสบการณ์ด้านดังกล่าวอย่างน้อย 1 ปี รัฐบาลจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่แรงงานหลายครั้งในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การระบุผู้เสียหาย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เทคนิคการสืบสวนสอบสวนทางออนไลน์ และการถามปากคำ อส. ร่วมมือกับรัฐบาลต่างชาติจัดการฝึกอบรมให้แก่พนักงานอัยการในเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และการค้ามนุษย์เด็ก นอกจากนี้ อส. ยังฝึกอบรมพนักงานอัยการเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายและการเตรียมความพร้อมผู้เสียหายเพื่อการดำเนินคดีต่อนักค้ามนุษย์ ศาลยุติธรรมร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศจัดการฝึกอบรมสำหรับผู้พิพากษาที่ดูแลคดีค้ามนุษย์ รัฐบาลจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินคดีกับนักค้ามนุษย์ให้ประสบผลสำเร็จ และมอบหมายให้ผู้ที่ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผู้กำกับดูแลเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในคดีค้ามนุษย์ สำนักงานคดีค้ามนุษย์ อส. จัดให้มีทีมพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านคดีค้ามนุษย์ในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีประสบการณ์น้อยกว่า ทางการยังรายงานว่า ได้ส่งทีมเหล่านี้ไปให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีการจับกุมด้วย พม. ได้รับการสนับสนุนให้จัดอบรมเจ้าหน้าที่รัฐ 120 คนจากหลายหน่วยงานเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ทางการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่และคณะสหวิชาชีพระดับจังหวัดในเรื่องการดำเนินคดีค้ามนุษย์และการระบุผู้เสียหาย ผู้สังเกตการณ์บางคนรายงานว่า ในการฝึกอบรมของรัฐบาล มีแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการซึ่งมีโอกาสติดต่อกับผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายมากกว่า

รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ DSI จัดตั้งศูนย์ติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ ซึ่งติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด นอกจากนี้ DSI ยังริเริ่มการจัดทำระบบฐานข้อมูลติดตามการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้ DSI ติดตามความคืบหน้าของคดีได้ รัฐบาลรายงานว่า ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 17 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมค้ามนุษย์ในปี 2564 (เทียบกับ 9 รายในปี 2563) และเมื่อสิ้นช่วงการรายงาน เจ้าหน้าที่ 7 รายยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน, 8 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ, 1 รายถูกยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณา และอีก 1 รายที่ศาลตัดสินให้พ้นผิด ในบรรดาคดีที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ในปี 2564 รัฐบาลเริ่มการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิด 6 ราย และตัดสินลงโทษจำคุกอีก 2 ราย ในจำนวนเจ้าหน้าที่ 79 รายที่ถูกสืบสวนสอบสวนกรณีสมรู้ร่วมคิดนับตั้งแต่ปี 2556 ในช่วงการรายงานนี้ รัฐบาลได้ยื่นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว 12 ราย ตัดสินลงโทษจำคุก 38 ราย และตัดสินให้พ้นผิด 8 ราย โดยยังมีเจ้าหน้าที่อีก 7 รายอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน, 9 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ และ 5 รายหนีการจับกุม

การคุ้มครอง

รัฐบาลเพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ระบุผู้เสียหาย 414 รายในปี 2564 เทียบกับประมาณ 231 รายในปี 2563 และ 868 รายในปี 2562 ในจำนวนผู้เสียหายค้ามนุษย์ 414 รายที่ทางการไทยระบุนั้น เป็นผู้เสียหายชาย 151 ราย และหญิง 263 ราย, เป็นผู้เสียหายเด็ก 72 ราย, เป็นชาวไทย 312 ราย ชาวพม่า 94 ราย ชาวลาว 2 ราย และชาติอื่น ๆ 6 ราย และเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ 181 ราย และค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 233 ราย ในจำนวนผู้เสียหายค้ามนุษย์ 414 รายที่ทางการไทยระบุในปี 2564 นั้น รัฐบาลรายงานว่า ได้ให้บริการกับผู้เสียหาย 354 ราย (เทียบกับ 148 รายในปี 2563) ซึ่งรวมถึงการจัดให้อยู่ในสถานพักพิง การสนับสนุนเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ การช่วยเหลือด้านกฎหมาย การช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนอื่น ๆ ผู้เสียหาย 128 รายได้รับความช่วยเหลือในสถานพักพิงของรัฐ ขณะที่ 20 รายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ

ในจำนวนผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 233 รายที่ทางการไทยระบุในปี 2564 นั้น 109 รายเป็นผู้เสียหายชาวไทยที่ทางการไทยร่วมกับทางการกัมพูชาระบุว่า ถูกบังคับทำงานให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ และเมื่อสิ้นสุดช่วงการรายงาน รัฐบาลระบุผู้เสียหายชาวไทยที่ถูกแสวงประโยชน์ในกัมพูชารวม 227 ราย ทางการระบุแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและถูกแสวงประโยชน์ในประเทศไทยในปี 2564 จำนวน 90 ราย โดยมี 2 รายอยู่ในภาคการประมง แม้ว่าจะมีรายงานว่า นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากเด็กในแรงงานบังคับในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม แต่รัฐบาลระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเด็กในปี 2564 เพียง 2 รายเท่านั้น สาเหตุที่ทางการไม่ได้ระบุผู้เสียหายนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ในเดือนมีนาคม 2565 รัฐบาลเห็นชอบให้ใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนนำพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (มาตรา 6/1) มาใช้ พนักงานตรวจแรงงานและเจ้าหน้าที่กองทัพเรือคัดกรองแรงงานต่างด้าวเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในระหว่างการตรวจแรงงาน รวมถึงการตรวจเรือประมง อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไม่มีประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานส่งผลให้ไม่อาจระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากได้ ซึ่งรวมถึงแรงงานประมงต่างด้าว นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่เข้าใจว่าตนมีบทบาทในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในความพยายามที่จะปรับปรุงประสิทธิผลของการตรวจแรงงาน กระทรวงแรงงานได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 เพื่อเสริมสร้างความสามารถของพนักงานตรวจแรงงานในการระบุกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์ และให้อำนาจกับพนักงานตรวจแรงงานในการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย แนวทางปฏิบัติใหม่นี้กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานรายงานกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์แก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและคณะสหวิชาชีพเพื่อสัมภาษณ์ระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ องค์กรนอกภาครัฐหยิบยกประเด็นข้อกังวลกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่คัดกรองการค้ามนุษย์ในกลุ่มแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในพม่า รวมทั้งมักจะกักกันและส่งตัวชาวต่างด้าวกลับประเทศโดยไม่มีการคัดกรอง

คณะสหวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐ ใช้มาตรฐานแนวทางการคัดกรองเพื่อระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการและส่งตัวเข้ารับบริการต่าง ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากข้อจำกัดที่เกี่ยวเนื่องมาจากโรคระบาดใหญ่ คณะสหวิชาชีพบางคณะได้สัมภาษณ์ระบุผู้เสียหายทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่รัฐมิได้ใช้ขั้นตอนการระบุอย่างมีประสิทธิผลโดยสอดคล้องกันทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าหน้าที่บางคนจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนดำเนินการสัมภาษณ์ผู้เสียหายด้วยวิธีที่บั่นทอนความสามารถในการให้การเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่อนุญาตให้นายจ้างของผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายเข้าฟังการสัมภาษณ์ผู้เสียหายได้ อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายใช้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลักมากขึ้นเมื่อสัมภาษณ์ผู้เสียหาย รัฐบาลอาศัยคณะสหวิชาชีพในการยืนยันว่าบุคคลหนึ่งเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือไม่ ในบางครั้ง คณะดังกล่าวประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ พม. ระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานในท้องถิ่นซึ่งอาจขาดประสบการณ์ที่เพียงพอในการทำคดีการค้ามนุษย์ ทางการจึงจัดทีมเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนคณะสหวิชาชีพที่ขาดประสบการณ์ในขั้นตอนการระบุตัวผู้เสียหายเพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการระบุผู้เสียหายของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด

มาตรา 29 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาอยู่ในความคุ้มครองของรัฐได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือมากถึง 8 วันตามคำอนุญาตของศาล ในระหว่างนั้น คณะสหวิชาชีพจะสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย โดยต้องระบุอย่างเป็นทางการว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมายเพื่อรับบริการต่าง ๆ รวมถึงการเข้าอาศัยในสถานพักพิงของรัฐ การกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อผู้เสียหายบางรายที่ขาดความพร้อมทางร่างกายหรือจิตใจสำหรับกระบวนการะบุผู้เสียหายของคณะสหวิชาชีพเพื่อรับบริการต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้มีช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรองที่เหมาะสม ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้มั่นคงได้ เจ้าหน้าที่จึงมีเวลาไม่พอที่จะสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อใจกับผู้เสียหาย ตลอดจนไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอสำหรับใช้ระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการและสนับสนุนให้ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวน ในบางคดีระหว่างช่วงการรายงานนี้ เจ้าหน้าที่รัฐให้เวลาเพิ่มเติมกับผู้เสียหายเพื่อฟื้นฟูก่อนเริ่มขั้นตอนการระบุผู้เสียหาย ในเดือนมีนาคม 2565 รัฐบาลอนุมัติกลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติสำหรับขั้นตอนการคัดกรอง การระบุตัว และการคุ้มครองผู้เสียหาย ตลอดจนการขยายระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรองเป็น 45 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้บริการแก่ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายก่อนการระบุตัวอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกระดับชาติจากภาคประชาสังคมก่อนลงความเห็นอนุมัติ

เมื่อเดือนธันวาคม 2564 DSI จัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย เตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ระบุตัว และทำหน้าที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการและฝึกอบรมสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลยังคงส่งต่อผู้เสียหายที่คณะสหวิชาชีพระบุสถานะแล้วไปยังสถานพักพิงของรัฐ เพื่อรับการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การดูแลทางการแพทย์ ค่าสินไหมทดแทน ความช่วยเหลือทางการเงิน การคุ้มครองพยาน การศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ตลอดจนโอกาสการจ้างงาน แม้ว่า พม. จะรายงานว่า ได้จัดบริการให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมในขั้นตอนการดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะให้บริการต่าง ๆ เฉพาะเมื่อผู้เสียหายเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนโดยผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น พม. บริหารจัดการสถานพักพิงระยะสั้น 76 แห่ง และสถานพักพิงระยะยาว 9 แห่ง ในจำนวนนี้ เป็นสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายชายและครอบครัว 4 แห่ง สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายหญิง 4 แห่ง และสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชาย 1 แห่ง เฉพาะผู้เสียหายต่างชาติที่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ ณ เวลาที่ระบุสถานะเท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐได้ในระหว่างการดำเนินคดีกับนักค้ามนุษย์ ในระหว่างปี ผู้เสียหาย 13 รายที่ทำงานรับใช้ตามบ้านอยู่อาศัยกับนายจ้างของตน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปสำหรับคนที่ทำงานรับใช้ตามบ้านในประเทศไทย ในบางครั้ง ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลต่างชาติผิดกฎหมายต้องคงอยู่ในสถานพักพิงของรัฐระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการออกใบอนุญาตให้พำนักและทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ของ พม. ไม่อนุญาตให้ผู้เสียหายบางราย ซึ่งรวมไปถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ ออกนอกสถานพักพิงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปเท่านั้น เฉพาะผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกสถานพักพิงเท่านั้นจึงจะสามารถออกนอกสถานพักพิงเป็นประจำเพื่อไปทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เสียหายมักจะต้องพำนักในสถานพักพิงจนกว่าการดำเนินคดีหรือการให้การล่วงหน้าเกี่ยวกับนักค้ามนุษย์จะสิ้นสุดลง แม้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะออกจากระบบสถานพักพิงแล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่สถานพักพิงยังจำกัดการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแรกเข้ามาในสถานพักพิง อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้เสียหายต้องขออนุญาตก่อนโทรศัพท์พูดคุยเรื่องส่วนบุคคล และมักจะคอยฟังบทสนทนาของผู้เสียหายด้วย พม. ใช้นโยบายในการรับรองสิทธิของผู้เสียหายในการสื่อสารไม่เท่าเทียมกันในสถานพักพิงทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรายงานว่า ผู้เสียหายที่เสร็จสิ้นขั้นตอนการเป็นพยานในการดำเนินคดีต่อนักค้ามนุษย์ของตนแล้ว ได้รับอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์สื่อสารได้โดยไม่มีการควบคุมดูแล เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นผู้เสียหายอีก อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงนานเกินจำเป็น ประกอบกับการจำกัดการเดินทางและการสื่อสารของผู้เสียหายระหว่างพำนักอยู่ในสถานพักพิง อาจทำให้ผู้เสียหายบางรายได้รับความกระทบกระเทือนซ้ำและยังเป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ของพวกเขาด้วย ในภูมิภาคหนึ่ง เจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐพัฒนาสถานพักพิงแบบที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกได้อย่างอิสระและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้ในระยะสั้น ๆ

ทางการอนุญาตให้ผู้เสียหายบางรายที่พำนักอยู่ในสถานพักพิงทำงานนอกสถานพักพิงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียหายต่างชาติบางราย โดยเฉพาะชาวโรฮีนจา รัฐบาลไม่ได้มอบโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสม และเจ้าหน้าที่สถานพักพิงบางรายกังวลว่า ชาวโรฮีนจาจะ “หนี” ออกจากสถานพักพิง จึงเป็นเหตุผลให้จำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเขา การอาศัยในสถานพักพิงในลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายต่างชาติในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยผู้เสียหายบางรายต้องการให้รัฐส่งตนกลับประเทศภูมิลำเนามากกว่า รัฐบาลอนุญาตให้ผู้เสียหายบางรายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐ 3 แห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐ และสามารถรับบริการต่าง ๆ จากสถานพักพิงเหล่านี้ได้ ผู้เสียหายต้องการพักอยู่ในสถานพักพิงเหล่านี้มากกว่าสถานพักพิงของรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะมีเสรีภาพในการเดินทางมากกว่า ผู้เสียหายที่ได้รับบริการเหล่านี้จะยังคงมีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานพักพิงเหล่านี้ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังกล่าวว่า สถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เคร่งครัด เพื่อให้ได้รับอนุญาตช่วยเหลือผู้เสียหายที่ผ่านการระบุสถานะอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายสำหรับองค์กรนอกภาครัฐแห่งอื่นที่ต้องการขึ้นทะเบียน รัฐบาลกำหนดให้ผู้เสียหายต้องกักตัว 7-14 วันเพื่อป้องกันโควิดก่อนเข้าอาศัยที่สถานพักพิงของรัฐ

สถานพักพิงของ พม. แต่ละแห่งใช้นโยบายและให้การดูแลผู้เสียหายที่แตกต่างกัน สถานพักพิงของรัฐบาลมักจะมีจำนวนนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจไม่เพียงพอ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เสียหายในการรับการดูแลด้านจิตสังคม สถานพักพิงไม่ได้ให้การดูแลเฉพาะบุคคลหรือให้การปรึกษาอย่างเป็นส่วนตัวกับผู้เสียหายในทุกครั้ง แต่ให้ผู้เสียหายเข้ารับการปรึกษาแบบกลุ่มกับนักสังคมสงเคราะห์แทน อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 สถานพักพิงเริ่มใช้แผนพัฒนาเฉพาะบุคคลที่ให้ผู้เสียหายได้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการออกแบบความช่วยเหลือที่ตนได้รับ พม. รายงานว่า สถานพักพิงทุกแห่งสามารถรองรับผู้เสียหายที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ได้เป็นการชั่วคราว โดยมี 1 แห่งให้ที่พักอาศัยกับประชากรกลุ่มนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สถานพักพิงดังกล่าวไม่มีห้องนอนและห้องน้ำแยกสำหรับผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ นอกจากนี้ ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ เปิดเผยเพศสภาพของตน และเจ้าหน้าที่มักจะไม่ถามผู้เสียหายเกี่ยวกับสถานพักพิงที่ต้องการ พม. จัดให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สถานพักพิงเกี่ยวกับบริการสำหรับผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ แต่ไม่ได้เตรียมสถานพักพิงให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายที่พิการได้อย่างเพียงพอ อีกทั้งยังมักจะขาดแคลนล่าม โดยเฉพาะสำหรับผู้เสียหายที่เป็นชาวโรฮีนจา ทำให้สถานพักพิงไม่สามารถให้บริการผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ล่ามที่มีส่วนในการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย และในการดำเนินคดีในศาล ไม่ได้รับการฝึกอบรมในการช่วยเหลือในคดีค้ามนุษย์เสมอไป หรือมักจะสื่อสารกับผู้เสียหายอย่างไม่เหมาะสม บางครั้งโดยการโน้มน้าวให้ผู้เสียหายไม่รายงานเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์หรือแนะนำให้พวกเขาสารภาพว่าได้กระทำการผิดกฎหมายตามที่นักค้ามนุษย์บีบบังคับให้กระทำ พม. ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สถานพักพิงเกี่ยวกับประเด็นการให้ความคุ้มครอง ตลอดจนฝึกอบรมเจ้าหน้าที่คณะสหวิชาชีพเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจในขั้นตอนการระบุผู้เสียหาย และพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลด้านจิตใจแก่ผู้เสียหาย

ทางการช่วยเหลือชาวไทยที่ถูกแสวงประโยชน์ในต่างประเทศ 245 คนให้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ 13 คน และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 232 คน รัฐบาลรายงานว่า ผู้เสียหายทั้ง 245 คนเลือกที่จะไม่ใช้บริการสถานพักพิงและกลับไปยังจังหวัดบ้านเกิดของตน พม. ยังติดตามการกลับมาใช้ชีวิตในสังคมของผู้เสียหายเพื่อป้องกันการตกเป็นผู้เสียหายอีก ในปี 2564 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ 4.13 ล้านบาท (123,650 เหรียญสหรัฐ) แก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ผ่านกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (เทียบกับ 7.63 ล้านบาท (228,440 เหรียญสหรัฐ) เมื่อปี 2563) โดยรวมถึง 1.12 ล้านบาท (33,530 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นเงินที่จัดสรรให้ผู้เสียหายที่พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าจ้างสำหรับการทำงานภายในสถานพักพิง การศึกษา การดูแลรักษาทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ขั้นตอนการเข้าถึงกองทุนนี้มีความซับซ้อน ทำให้มีแนวโน้มที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายบางคนได้รับการสนับสนุนทางการเงินตามที่จำเป็น กฎหมายไทยกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นเรียกร้องค่าชดเชยให้แก่ผู้เสียหายที่แสดงความประสงค์จะเรียกร้องค่าชดเชย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้อำนาจผู้พิพากษาในการให้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าชดเชยแก่ผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอให้มีการชดเชยด้วย รัฐบาลยื่นเรียกร้องค่าชดเชยแทนผู้เสียหาย 25 ราย ในปี 2564 และรายงานว่า ศาลสั่งให้ชำระค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 10.7 ล้านบาท (320,360 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับ 26 ล้านบาท (778,440 เหรียญสหรัฐ) ในปี 2563 พม. ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในการยื่นเรียกร้องค่าชดเชย และตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม มีคดีเพียง 2 คดีเท่านั้นที่ปฏิบัติตามคำสั่งชดเชยสำเร็จ กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานซึ่งเป็นบุคคลต่างชาติพำนักและทำงานในไทยได้นานถึง 2 ปีนับจากการสิ้นสุดการดำเนินคดีกับนักค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลได้ให้อนุญาตกับผู้เสียหายคนใดระหว่างช่วงการรายงานนี้

พม. ยังคงใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานได้รายงานการถูกแสวงประโยชน์และขอรับบริการการคุ้มครองต่าง ๆ รวมไปถึงบริการล่าม ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทั้งหมด 7 ภาษา มีการรายงานกรณีที่อาจเป็นการค้ามนุษย์ 46 กรณีผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวในปี 2564 เมื่อเทียบกับ 32 กรณีในปี 2563 พม. และกระทรวงแรงงานได้จัดบริการโทรศัพท์สายด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ใช้ภาษาต่างประเทศ 19 ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วคอยรับสาย ในปี 2564 สายด่วนของ พม. ได้รับโทรศัพท์ 64 สายที่เกี่ยวข้องกับกรณีซึ่งอาจเป็นการค้ามนุษย์ และส่งต่อกรณีเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวนสอบสวน ในจำนวนสายที่ได้รับเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน 12 สาย และการค้าบริการทางเพศ 31 สาย (เทียบกับ 70 สายในปี 2563)

แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองผู้เสียหายไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากถูกนักค้ามนุษย์บังคับ แต่การระบุผู้เสียหายของรัฐบาลมีข้อบกพร่อง จึงเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้เสียหายต้องถูกลงโทษจากข้อหาต่าง ๆ เช่น การค้าประเวณีและการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ประเด็นดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายบางคน ซึ่งอาจจะกลัวถูกจับกุมและส่งตัวกลับเนื่องจากรายงานกับเจ้าหน้าที่ว่าตนถูกแสวงประโยชน์ ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า นายจ้างบางรายแก้แค้นแรงงานต่างด้าว รวมทั้งผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และนักเคลื่อนไหวที่พยายามแก้ไขสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น โดยรวมไปถึงการไล่แรงงานออกจากงาน นอกจากนี้ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทของไทยยังคงเปิดช่องให้บริษัทฟ้องร้องคดีอาญาผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายและกลุ่มผู้สนับสนุน บางครั้งโดยการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนต้องเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายเป็นเวลาหลายปี ผู้สังเกตการณ์ยังคงรายงานว่า คดีประเภทนี้ขัดขวางกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้เสียหายไม่ให้รายงานเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์ ในคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยที่ถูกแสวงประโยชน์จากการค้ามนุษย์ทางเพศในต่างประเทศ รัฐบาลประกันตัวและจัดหาทนายให้กับผู้เสียหายหลังจากที่ผู้ต้องหาค้ามนุษย์ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาต่อผู้เสียหาย แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งส่งผลให้ศาลสามารถสั่งยกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ทันทีหากพิจารณาแล้วว่า เป็นการฟ้องโดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาเพื่อข่มขู่จำเลย เช่นเดียวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่เสริมสร้างสิทธิของจำเลยในคดีที่นายจ้างเป็นโจทก์ฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้รายงานว่าได้ใช้กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมเหล่านี้เพื่อยกฟ้องกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิหรือผู้เสียหายในคดีหมิ่นประมาททางอาญา

การป้องกัน

รัฐบาลยังคงดำเนินการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับชาติ และเป็นประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งมีการประชุมกันหลายครั้งในระหว่างปี ทางการยังคงติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วยการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานประจำปีต่าง ๆ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจัดสรรงบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประมาณ 4,460 ล้านบาท (133.53 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2564 เมื่อเทียบกับงบจำนวนประมาณ 4,020 ล้านบาท (120.36 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2563 หน่วยงานรัฐบาลจัดกิจกรรมรณรงค์จำนวนมากเพื่อสร้างความตระหนักรู้และป้องกันการค้ามนุษย์ รวมถึงการฝึกอบรมที่มุ่งป้องกันการค้ามนุษย์เด็กและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์ ตลอดจนการผลิตสื่อวีดิทัศน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้กับประชาชนทั่วไป ภาคประชาสังคมแสดงข้อกังวลใจว่า การดำเนินงานป้องกันการค้ามนุษย์ขององค์กรนอกภาครัฐจะได้รับผลกระทบ หากบทบัญญัติในร่างกฎหมายที่มุ่งเพิ่มข้อบังคับควบคุมองค์กรนอกภาครัฐในประเทศไทยมีผลบังคับใช้

กฎหมายไทยอนุญาตให้สำนักงานจัดหางานคิดค่าธรรมเนียมคนไทยสำหรับการหางานในต่างประเทศได้จำนวนหนึ่ง แรงงานบางคนยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมากเกินควรให้กับสำนักงานจัดหางานที่ไม่มีคุณธรรม ทำให้เสี่ยงต่อการถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลตรวจสอบสำนักงานจัดหางาน 243 แห่งที่ช่วยให้คนไทยได้งานในต่างประเทศ แต่ไม่พบการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมแรงงานดำเนินคดีกับบุคคล 123 รายที่ดำเนินการจัดหางานโดยไม่มีใบอนุญาตและฉ้อโกงแรงงาน กระทรวงแรงงานและ ตร. ร่วมกันตรวจสอบประกาศว่าจ้างคนไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเป็นประกาศทางออนไลน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตและเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การหลอกจ้างงาน การลักลอบขนคนเข้าเมือง และการขายบริการทางเพศ

รัฐบาลยังคงมีบันทึกความเข้าใจแบบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย โดยระบบดังกล่าวถูกระงับเมื่อเดือนมีนาคม 2563 เนื่องจากโรคระบาดใหญ่และกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ลักษณะที่ซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกับทางการมักทำให้แรงงานพึ่งพานายหน้าและนายจ้างซึ่งมักจะคิดค่าดำเนินการขอเอกสารเกินจากที่ทางการคิด แรงงานจึงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ทางการใช้โครงการต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในประเทศต่อได้หลังการขึ้นทะเบียนแรกเริ่มหมดอายุและเพื่อออกใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งอยู่ในประเทศอยู่แล้ว พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2561 กำหนดให้นายจ้างมอบสำเนาสัญญาจ้างให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางประการ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหางาน และค่าเดินทาง และห้ามมิให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างมากกว่าร้อยละ 10 สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล และห้ามมิให้ยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอื่น ๆ ของลูกจ้าง หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท (300-2,990 เหรียญสหรัฐ) และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามนายจ้างและผู้จัดหางานคิดค่าใช้จ่ายบางประการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางานกับแรงงานต่างด้าว เช่น ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงาน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ไม่ได้มีการนิยามและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมการจัดหางานนี้อย่างดีพอ และสำนักงานจัดหางาน รวมถึงนายหน้า ยังคงเรียกร้องค่าธรรมเนียมการจัดหางานและค่าเดินทางจากแรงงาน กฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้นายจ้างเก็บเอกสารของแรงงานไว้ได้หากแรงงานยินยอมและสามารถเข้าถึงเอกสารของพวกเขาที่อยู่กับนายจ้างได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เนื่องจากยังไม่มีการบังคับใช้พระราชกำหนดนี้อย่างเพียงพอ ในบางกรณีกฎหมายนี้อาจเอื้อให้นายจ้างที่ขาดศีลธรรมยึดเอกสารของแรงงานไว้ โดยเฉพาะเมื่อแรงงานไม่คุ้นเคยกับสิทธิของตนภายใต้กฎหมายไทย ทางการไม่ได้รายงานว่า มีการสืบสวนการยึดเอกสารหรือการหักค่าแรงที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าข้อบังคับของทางการจะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกแสวงประโยชน์เปลี่ยนนายจ้างได้ แต่นโยบายบางข้อกลับทำให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานต่างด้าวในทางปฏิบัติ มีรายงานจากองค์กรภาคประชาสังคมว่า กฎหมายแรงงานขัดขวางไม่ให้แรงงานต่างด้าวรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดการแสวงประโยชน์มากขึ้น รัฐบาลตรวจสอบสำนักงานจัดหาแรงงานต่างด้าว 227 แห่ง แต่ไม่พบการละเมิดใด ๆ

การไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการนับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อนของแรงงานบนเรือประมง เพิ่มความเสี่ยงการค้ามนุษย์ในแรงงานกลุ่มนี้ กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปีการรายงานนี้ กำหนดให้นายจ้างจัดทำสัญญาเป็นภาษาที่แรงงานประมงต่างด้าวเข้าใจได้ จัดทำเอกสารการจ่ายเงินให้แก่แรงงาน และจัดให้มีอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอสำหรับแรงงานบนเรือประมง นอกจากนี้ กฎดังกล่าวยังกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และจ่ายเงินส่วนแบ่งให้แก่แรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจว่า แรงงานบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดหรือไม่สามารถเข้าถึงค่าแรงของตนได้ เนื่องจากท่าเรือบางแห่งไม่มีตู้เอทีเอ็มอยู่ใกล้ ๆ แรงงานไม่ได้รับการแนะนำอย่างเพียงพอในการใช้ตู้เอทีเอ็ม หรือบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรของแรงงานอาจถูกเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้ายึดไว้ ในเดือนสิงหาคม 2564 ทางการภูเก็ตออกคำสั่งให้กักตัวแรงงานประมงบนเรือของตน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์ รวมถึงต้องทำงานเป็นเวลานานขึ้นและไม่สามารถออกจากสภาพที่ถูกแสวงประโยชน์ได้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรายงานว่ามีศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการทำงาน 5 แห่ง ซึ่งช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านกระบวนการตามบันทึกความเข้าใจ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน วัฒนธรรมไทย สัญญาจ้าง ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และกลไกการร้องเรียน อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการดำเนินงานของศูนย์เหล่านี้ขาดความชัดเจนในช่วงการรายงานนี้ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐเพื่อให้บริการต่าง ๆ ในศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 10 แห่งอีกด้วย โดยรวมถึงรับเรื่องร้องเรียนกรณีการละเมิดแรงงาน ช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนนายจ้าง และปรับปรุงแก้ไขเอกสารขึ้นทะเบียนของแรงงานให้เป็นปัจจุบัน ในเดือนพฤศจิกายน 2564 กระทรวงแรงงานได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยมีหน้าที่ตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงในการค้ามนุษย์สูง คณะทำงานนี้ได้ตรวจสอบรายงานจากองค์กรนอกภาครัฐ รวมถึงรายงานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์บนเรือประมง และตรวจสอบสถานประกอบการ 7 แห่ง ส่งผลให้มีการดำเนินคดีค้ามนุษย์ 1 คดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูงและโรงงานแปรรูปอาหารทะเล และพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน 4,278 ครั้ง ศูนย์บัญชาการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงาน ตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบกิจการ 56,186 รายเพื่อระบุการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และพบว่า 1,154 รายฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงานส่งต่อคดี 973 คดีเพื่อสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และปรับนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นจำนวนเงินรวม 1.39 ล้านบาท (41,620 เหรียญสหรัฐ) ทางการมีศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือเพื่อยืนยันว่าเรือประมงดำเนินงานโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีรายงานว่า เรือประมง 17 ลำฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงการไม่ใช้ระบบการโอนเงินผ่านธนาคารเพื่อจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงาน การไม่มอบสำเนาสัญญาจ้างให้แก่ลูกจ้าง และการละเมิดด้านแรงงานอื่น ๆ ศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือไม่ได้ใช้ขั้นตอนการส่งต่อกรณีแรงงานประมงสูญหายระหว่างออกทะเลโดยมีมาตรฐานเดียวกันในทุกกรณี รวมถึงการระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์บนเรือประมงก่อนที่พวกเขาจะสูญหาย และจำนวนของลูกเรือที่สูญหายระหว่างออกทะเลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา นอกจากนี้ ทางการยังตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง 671 ลำ แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายใด ๆ การตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่งยังไม่ได้มีการตรวจหาการละเมิดแรงงานอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้มีการจัดหาล่ามเพื่อสัมภาษณ์ลูกเรือต่างด้าวอย่างสม่ำเสมอ ทางการไม่เคยรายงานว่าได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอันเป็นผลมาจากการตรวจสอบเรือประมง แม้ว่าจะมีการเผยแพร่คู่มือมาตรฐานระเบียบปฏิบัติด้านการตรวจสอบในปี 2562 แต่การตรวจแรงงานที่ท่าเรือยังคงขาดความสม่ำเสมอและไม่มีประสิทธิผลในการระบุกรณีต้องสงสัยการบังคับใช้แรงงานบนเรือประมง บ่อยครั้งเนื่องมาจากขาดการสัมภาษณ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า เจ้าของเรือประมงบางรายและสถานประกอบกิจการบางแห่งได้รับการเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจแรงงาน อีกทั้งยังระบุอีกว่า ไม่มีล่ามให้ความช่วยเหลือแรงงานขณะตรวจแรงงาน และมีนายจ้าง รวมทั้งไต้ก๋ง อยู่ด้วยขณะตรวจสอบแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้แรงงานไม่รายงานทางการหากตนถูกแสวงประโยชน์ การไม่สามารถเข้าถึงสถานประกอบกิจการในพื้นที่ห่างไกลได้ทำให้ทางการไม่สามารถตรวจสอบการใช้แรงงานเด็กได้อย่างเพียงพอในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ ในเดือนธันวาคม 2564 มีการกล่าวหาว่า ผู้ต้องขังที่ผลิตอวนจับปลาภายใต้โครงการจ้างงานในเรือนจำถูกแสวงประโยชน์ โดยรวมถึงมีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน จากกรณีดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ได้ออกคำสั่งให้เรือนจำ 143 แห่งหยุดการผลิตอวนจับปลา และตั้งเป้าที่จะจัดให้มีที่ปรึกษาในเรือนจำแต่ละแห่งเพื่อตรวจสอบสภาพการทำงานในเรือนจำว่าเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อลดความต้องการซื้อขายบริการทางเพศโดยวิธี เช่น การเผยแพร่สื่อวีดิทัศน์ 4 ภาษาที่มีเนื้อหาต่อต้านการท่องเที่ยวเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กในท่าอากาศยานและบนเครื่องบินของไทย นอกจากนี้ ทางการยังได้ประสานงานกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่ทราบว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศเข้าประเทศ

ประวัติข้อมูลการค้ามนุษย์

ดังที่มีการรายงานตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศไทย และจากผู้เสียหายชาวไทยในต่างประเทศ นักค้ามนุษย์ด้านแรงงานและทางเพศแสวงประโยชน์จากผู้หญิง ผู้ชาย บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กจากประเทศไทย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ศรีลังกา รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศในทวีปแอฟริกาบางประเทศ นอกจากนี้ ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา และบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ยังประสบกับการถูกกระทำมิชอบหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์ เด็กจากประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชาเป็นผู้เสียหายจากค้ามนุษย์ทางเพศในสถานค้าประเวณี สถานอาบอบนวด บาร์ ร้านคาราโอเกะ โรงแรม และบ้านพักส่วนบุคคล นักค้ามนุษย์ชักจูงเด็กหญิงและเด็กชายชาวไทยให้แสดงกิจกรรมทางเพศผ่านทางสื่อวีดิทัศน์และภาพถ่ายบนอินเทอร์เน็ต บางครั้งโดยการขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก รัฐบาลและองค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเด็ก เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ นักค้ามนุษย์ใช้อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชันสำหรับการสนทนาหรือหาคู่ ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ในการล่อลวงเด็กเพื่อค้าประเวณี เด็กในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ เด็กที่ครอบครัวตกงานเพราะผลกระทบจากโรคระบาด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวชาวต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็กชาวไทยประมาณ 177,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย ใช้แรงงานอยู่ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตร บริการร้านรับซ่อมยานยนต์และบริการอื่น ๆ การก่อสร้าง การผลิต และในงานด้านบริการ เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะตกอยู่ในสภาพการทำงานที่บ่งชี้ว่าเป็นการบังคับใช้แรงงาน มากกว่าครึ่งของแรงงานเด็กไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน และหลายคนต้องเผชิญสภาพการทำงานที่เป็นอันตราย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวและไม่ปกติ ตลอดจนเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์ทางเพศ นายหน้าหรือบิดามารดาบางรายบังคับเด็กชาวไทย กัมพูชา และพม่าให้ขายดอกไม้หรือสินค้าอื่นตามถนน ตลอดจนให้เด็กขอทานหรือทำงานรับใช้ตามบ้านในเขตเมือง และยังพบผู้สูงอายุและผู้พิการจากกัมพูชาที่ถูกบังคับให้ขอทานในไทยด้วย

นักค้ามนุษย์บังคับผู้เสียหายชาวไทยให้ใช้แรงงานและค้าประเวณีในประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง ผู้หญิงและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศชาวไทยถูกแสวงประโยชน์จากการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับค้าประเวณีในสวิตเซอร์แลนด์ บุคคลสัญชาติไทยที่เดินทางไปหาครอบครัวที่นอร์เวย์เสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ทางเพศและด้านแรงงาน นักค้ามนุษย์บังคับให้ชายและหญิงชาวไทยใช้แรงงานในภาคการเกษตรที่อิสราเอล โดยแรงงานมีชั่วโมงการทำงานที่ยาว ไม่มีช่วงพักหรือวันหยุด ถูกยึดหนังสือเดินทาง และเปลี่ยนนายจ้างได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน มีคนไทยมากกว่า 100,000 คนทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีนักค้ามนุษย์บังคับชายและหญิงชาวไทยให้ใช้แรงงานหรือค้าประเวณี ด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมไปถึงการบังคับให้ผู้เสียหายที่ติดหนี้เจ้าของสถานบันเทิงหรือผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบนั้นค้าประเวณี นักค้ามนุษย์บังคับแรงงานไทยให้ใช้แรงงานมากขึ้นในกัมพูชาและลาว ซึ่งรวมถึงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อทำงานให้กับเว็บไซต์พนันและหลอกลวงทางออนไลน์

นักค้ามนุษย์และผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองที่ดำเนินการในพม่าและไทยเรียกค่าจ้างประมาณ 10,000-70,000 บาท (300-2,100 เหรียญสหรัฐ) กับแรงงานชาวพม่าเพื่อให้ลักลอบพาเข้าไทย ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เครือข่ายลักลอบขนคนเข้าเมืองเหล่านี้มีตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นซึ่งมีส่วนรู้เห็นคอยหนุน นักลักลอบขนคนเข้าเมือง นายหน้า นายจ้าง และบุคคลอื่นแสวงประโยชน์จากแรงงานชาวไทยและชาวต่างด้าวด้วยการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมสัตว์ปีก อุตสาหกรรมการผลิต ภาคการเกษตร งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานตามถนน แรงงานจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงให้กับนายหน้า สำนักงานจัดหางาน และบุคคลอื่นก่อนและหลังเดินทางถึงประเทศไทย บ่อยครั้งนักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานผู้เสียหายเพราะติดหนี้อยู่ ตลอดจนใช้กระบวนการการจ้างงานที่หลอกหลวงแรงงาน ยึดเอกสารประจำตัวและบัตรเอทีเอ็ม หักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรงต่อร่างกาย และใช้วิธีการอื่น ๆ นายจ้างยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานเพื่อบังคับให้พวกเขาไม่เปลี่ยนงาน ซึ่งพบได้บ่อยในสวนทำเกษตร นอกเหนือจากการจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำและไม่ให้แรงงานมีวันหยุด คนงานในภาคการแปรรูปอาหารทะเลและภาคการประมงต้องเผชิญกับการบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารทะเลที่สามารถเก็บรักษาโดยไม่ต้องแช่เย็นได้มากขึ้นระหว่างการเกิดโรคระบาดใหญ่ และยังต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยด้วย

เจ้าของเรือประมง นายหน้า และลูกเรืออาวุโสบังคับใช้แรงงานชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย บนเรือจับปลาที่มีคนไทยและชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ บางคนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ เป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดทั้งสัปดาห์ และไม่มีอาหาร น้ำ หรือเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางรายข่มขู่ เฆี่ยนตี และวางยาชาวประมงเพื่อให้ทำงานได้นานขึ้น รวมทั้งขายยาให้ชาวประมงเพื่อทำให้พวกเขาเป็นหนี้มากขึ้น เจ้าของเรือประมงยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางรายในภาคการประมงประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเกิดเนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกล ไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีวิธีเดินทางกลับบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย นายจ้างในภาคการประมงและการแปรรูปอาหารทะเลมักจะดำเนินการหักค่าจ้างด้วยวิธีการที่สร้างความสับสน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมเอกสาร เงินล่วงหน้า และค่าดำเนินการอื่น ๆ ทำให้เป็นเรื่องยากที่แรงงานจะทราบถึงจำนวนค่าจ้างที่ถูกต้องของตน การศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2562 และ 2563 พบว่า ร้อยละ 14 ถึง 18 ของแรงงานประมงต่างด้าวถูกแสวงประโยชน์โดยการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมการประมงไทย ซึ่งบ่งชี้ว่านักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากแรงงานนับหลายพันคนบนเรือประมง

การทุจริตยังคงเป็นเหตุบ่อนทำลายความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการรับสินบนหรือกู้ยืมเงินจากเจ้าของกิจการและสถานค้าประเวณีที่แสวงประโยชน์จากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอำนวยให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย มีรายงานว่า ตลอดช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้พวกเขาจ่ายสินบนเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัว มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่น ๆ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการบุกตรวจค้น การตรวจสอบ และการดำเนินคดี อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นบางรายปิดบังข้อมูลจากพนักงานอัยการเพื่อปกป้องนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการขู่กรรโชกและแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ

โพสต์ รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2565 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States