เอกสารข่าว Archives - สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/แท็ก/press-releases/ Wed, 28 Jan 2026 02:33:27 +0000 th hourly 1 สหรัฐอเมริกา เปิดอาคารสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ ในเชียงใหม่ https://th.usembassy.gov/th/new-consulate-general-building-dedication-ceremony-th/ Fri, 23 Jan 2026 10:00:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=28081

โพสต์ สหรัฐอเมริกา เปิดอาคารสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ ในเชียงใหม่ ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สหรัฐอเมริกาเปิดอาคารสถานกงสุลใหญ่ที่ทันสมัยแห่งใหม่ในเชียงใหม่

เชียงใหม่ ประเทศไทย – 23 มกราคม 2569: สหรัฐอเมริกาเปิดอาคารสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงความมุ่งมั่นที่สหรัฐฯ มีต่อภาคเหนือของไทยมาอย่างยาวนาน 

พิธีเปิดซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารธุรการและทรัพยากร ไมเคิล เจ. รีกาส และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฌอน เค. โอนีลล์ ร่วมเป็นประธาน เน้นย้ำบทบาทของอาคารสถานกงสุลใหม่แห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางที่ปลอดภัยและทันสมัยในการให้บริการพลเมืองอเมริกันกว่า 21,000 คนทั่วภาคเหนือของไทย ตลอดจนการทำงานกับภาคีชาวไทยในการทำให้ประเทศของเราทั้งสองปลอดภัยขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และมั่งคั่งขึ้นกว่าเดิม 

“ในปีนี้ เราฉลองครบรอบ 250 ปี สหรัฐอเมริกา และเป็นเกียรติที่ได้เริ่มต้นปีนี้ด้วยการร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รีกาส เปิดอาคารใหม่ที่สวยงามนี้” เอกอัครราชทูต โอนีลล์ กล่าว “สหรัฐฯ มีสถานกงสุลในเชียงใหม่มากว่า 75 ปี และอาคารใหม่นี้เป็นสัญลักษณ์ประจักษ์ที่จะอยู่ไปตราบนานเท่านานของมิตรภาพระหว่างสหรัฐฯ กับไทย เรามีอดีตที่น่าภาคภูมิใจและอนาคตที่สดใส และยังมีสิ่งที่ดีกว่าที่จะเกิดขึ้นอีก!”  

สถานกงสุลใหม่แห่งนี้เป็นอาคารที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้การบริการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพสำหรับชาวอเมริกัน และสนับสนุนกิจกรรมทางการทูตของสหรัฐฯ ใน 15 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือของไทย อาคารกงสุลใหม่นี้ยังจะช่วยให้เราสนับสนุนความร่วมมือกับภาคีชาวไทยอย่างต่อเนื่องในการปกป้องพลเมืองของเราโดยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่งคั่งโดยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศของเราทั้งสอง

สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของเชียงใหม่ อาคารหลังนี้เป็นแบบอย่างของการทูตทางสถาปัตยกรรม ซึ่งผสมผสานนวัตกรรมอเมริกันที่ทันสมัยเข้ากับมรดกอันรุ่มรวยของภาคเหนือของไทย ทีมออกแบบใช้แนวคิดสถาปัตยกรรมล้านนา 3 แนวคิดหลักด้วยกันเป็นจุดเริ่มต้นในบริบทท้องถิ่นของสถานกงสุลแห่งนี้ ได้แก่:

  • ล้านนา: อาคารยกระนาบพื้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับบุคคลทั่วไปและช่วยระบายอากาศตามธรรมชาติ
  • ชาน: อาคารได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านแบบดั้งเดิมในพื้นที่ทางเหนือของไทย ซึ่งจะมีห้องอยู่รอบ ๆ ชานที่เป็นระเบียงส่วนกลาง จึงมีอาคารหลังเล็กรอบ ๆ พื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน 
  • กุฏิ: พื้นที่การทำกิจกรรมแยกออกจากกันเป็น 4 ส่วนย่อยที่เชื่อมต่อกัน เป็นการประยุกต์ใช้แนวคิดกุฏิที่พบเห็นทั่วไปในบริเวณวัด

สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ เปิดขึ้นในปี 2493 และเป็นสถานกงสุลต่างชาติที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือของไทย หลังจากที่สถานกงสุลของเราดำเนินงานจากเรือนพักที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำปิงมาเป็นเวลา 75 ปี ตอนนี้เราย้ายมาใช้พื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจของสถานกงสุลโดยเฉพาะ ในโอกาสที่สหรัฐฯ ฉลองครบรอบ 250 ปี และก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 ของความร่วมมือกับประเทศไทย อาคารสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ แห่งใหม่นี้ จะช่วยให้ “สันติภาพอันสถาพร” ที่เกิดขึ้นจากสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) พ.ศ. 2376 ระหว่างสหรัฐฯ และไทย งอกงามขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป 

รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาคารสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ แห่งใหม่ ได้ที่ https://th.usembassy.gov/new-consulate-general-building/

สามารถดาวน์โหลดไฟล์ภาพจากงานได้ที่นี่

โพสต์ สหรัฐอเมริกา เปิดอาคารสถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ ในเชียงใหม่ ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
ประธานกลุ่ม บริษัท Prince Group ถูกฟ้องในข้อหา ดำเนินการศูนย์หลอกลวง ในกัมพูชา https://th.usembassy.gov/th/prince-group-indicted-cambodian-scam-compounds-th/ Wed, 15 Oct 2025 02:18:07 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=26637

โพสต์ ประธานกลุ่ม บริษัท Prince Group ถูกฟ้องในข้อหา ดำเนินการศูนย์หลอกลวง ในกัมพูชา ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
ประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ถูกฟ้องในข้อหาดำเนินการศูนย์หลอกลวงโดยใช้แรงงานบังคับในกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัล

สำหรับเผยแพร่ทันที

สำนักงานกิจการสาธารณะ

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกายื่นฟ้องริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านเหรียญ ซึ่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของสหรัฐฯ

วันนี้มีการเปิดผนึกคำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเขตบรุกลิน เมืองนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีกับเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Vincent” อายุ 37 ปี สัญชาติสหราชอาณาจักรและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ในกัมพูชา ในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งการให้กลุ่มบริษัท Prince Group ดำเนินการศูนย์หลอกลวงโดยใช้แรงงานบังคับทั่วประเทศกัมพูชา บุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจในศูนย์เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการหลอกลวงให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า กลโกง “เชือดหมู” (Pig butchering) ซึ่งโกงเงินหลายพันล้านเหรียญจากผู้เสียหายในสหรัฐฯ และทั่วโลก ปัจจุบันจำเลยอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันนี้ สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กตะวันออก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังได้ยื่นคำร้องทางแพ่งเพื่อริบทรัพย์เป็นบิตคอยน์ มูลค่าประมาณ 127,271 บิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านเหรียญ โดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและฟอกเงินของจำเลย ซึ่งก่อนหน้านี้เก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่ผูกกับผู้ให้บริการใด ๆ (Unhosted) โดยจำเลยมีกุญแจส่วนตัว (Private key) ในครอบครอง ขณะนี้เงินทุนเหล่านั้น (สกุลเงินดิจิทัลของจำเลย) อยู่ในความดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ คำร้องดังกล่าวเป็นการดำเนินการริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

ตามที่ถูกกล่าวหาในคำฟ้องและคำร้องขอริบทรัพย์สิน ตั้งแต่ประมาณปี 2558 เป็นต้นมา จำเลยเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศ กลุ่มบริษัท Prince Group เปิดเผยตนว่าดำเนินงานด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม โดยลับ ๆ แล้ว จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ทำให้กลุ่มบริษัท Prince Group เติบโตกลายเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ ภายใต้การนำของจำเลย กลุ่มบริษัท Prince Group ได้สร้างผลกำไรมหาศาลจากการดำเนินการศูนย์หลอกลวงทั่วประเทศกัมพูชา ซึ่งปฏิบัติการหลอกลวงให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

อ่านเอกสารข่าวฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

โพสต์ ประธานกลุ่ม บริษัท Prince Group ถูกฟ้องในข้อหา ดำเนินการศูนย์หลอกลวง ในกัมพูชา ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
ผู้บริหารจีน 2 รายถูกตัดสินจำคุกในสหรัฐฯ ข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิล https://th.usembassy.gov/th/chinese-nationals-sentenced-for-fentanyl-precursor-importation-th/ Tue, 30 Sep 2025 04:01:22 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=26533

โพสต์ ผู้บริหารจีน 2 รายถูกตัดสินจำคุกในสหรัฐฯ ข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิล ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
ผู้บริหารบริษัทเคมีภัณฑ์ สัญชาติจีน 2 รายถูกตัดสินจำคุก 25 ปี และ 15 ปีตามลำดับในข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิลและข้อหาฟอกเงิน

นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา – 19 กันยายน 2568: หวัง ชิ่งโจว (Qingzhou Wang) ประธานบริษัทเคมีภัณฑ์ และเฉิน อีอี (Yiyi Chen) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท คบคิดนำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิลจำนวนมากจากประเทศจีนเข้าสู่สหรัฐฯ โดยแลกเปลี่ยนกับการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล 

เจย์ เคลย์ตัน อัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ และเทอร์แรนซ์ ซี. โคล ผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (“DEA”) ประกาศว่า หวัง ชิ่งโจว หรือที่รู้จักในชื่อ “Bruce” และเฉิน อีอี หรือที่รู้จักในชื่อ “Chiron” ถูกตัดสินจำคุก 25 ปีและ 15 ปีตามลำดับ ในข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิลและข้อหาฟอกเงิน หวังและเฉิน ซึ่งมีสัญชาติจีนทั้งคู่ ถูกตัดสินว่ามีความผิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 หลังคณะลูกขุนพิจารณาคดีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ต่อหน้าผู้พิพากษาระดับเขตของสหรัฐฯ พอล จี. การ์เดฟ ซึ่งเป็นผู้กำหนดโทษดังกล่าว นอกจากนี้ หวังซึ่งมีความผิดในข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเมทแอมเฟตามีนอีกหนึ่งกระทง ถูกตัดสินโทษในวันนี้ (18 กันยายน 2568) ส่วนเฉินถูกตัดสินโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

นายเคลย์ตันชื่นชมการดำเนินงานอันยอดเยี่ยมของหน่วยสืบสวนทวิภาคีของฝ่ายปฏิบัติการพิเศษของ DEA นายเคลย์ตันยังขอบคุณสำนักงาน DEA ประจำกรุงเทพฯ, สำนักงาน DEA ประจำกรุงเวลลิงตัน, สำนักงาน DEA ประจำกรุงปักกิ่ง, สำนักงาน DEA ประจำเขตโฮโนลูลู, หน่วยปฏิบัติการกองกำลังเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดและองค์กรอาชญากรรม สำนักงาน DEA นิวยอร์ก, สำนักงาน DEA ประจำเขตริเวอร์ไซด์, ห้องปฏิบัติการทดสอบพิเศษของ DEA, ห้องปฏิบัติการ DEA ประจำภาคตะวันตกเฉียงใต้, สำนักงานกิจการระหว่างประเทศของแผนกอาชญากรรม กระทรวงยุติธรรม,กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดฟิจิ, สำนักงานอัยการสูงสุดของฟิจิ และสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตฮาวาย สำหรับความช่วยเหลือในคดีนี้

สามารถอ่านเอกสารข่าวฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้

โพสต์ ผู้บริหารจีน 2 รายถูกตัดสินจำคุกในสหรัฐฯ ข้อหานำเข้าสารตั้งต้นเฟนทานิล ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
สหรัฐฯ ลาว และไทย ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ https://th.usembassy.gov/th/us-embassies-bangkok-vientiane-counter-transnational-crimes-th/ Fri, 26 Sep 2025 01:38:05 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=26390

โพสต์ สหรัฐฯ ลาว และไทย ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ และเวียงจันทน์ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสหรัฐฯ ลาว และไทย เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

จ.หนองคาย ประเทศไทย – 25 กันยายน 2568: สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศลาว ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลไตรภาคี โดยมีตัวแทนผู้บังคับใช้กฎหมายจากประเทศลาว ไทย และสหรัฐฯ เข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 23-24 กันยายน 2568 การแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ตัวแทนฝ่ายความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทย และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของลาว จัดขึ้นเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตของผู้คน ชุมชน และเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและในพื้นที่อื่น ๆ 

ในการประชุมนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับหัวหน้า ประมาณ 30 นาย (15 นายจากลาว และ 15 นายจากไทย) เข้าร่วม พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานรักษาความมั่นคงทางการทูต สถานทูตสหรัฐฯ ในเวียงจันทน์ หน่วยงานจากสำนักงานสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมในต่างประเทศ จากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ และเวียงจันทน์ รวมถึงสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ประจำภูมิภาค และสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ หัวข้อการพูดคุย ได้แก่ แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อต่อสู้โดยมีประสิทธิภาพกับการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การค้ามนุษย์ การแสวงหาประโยชน์จากเด็ก การค้ายาเสพติด การลักลอบขนอาวุธ และการหลอกลวงทางออนไลน์

ผู้เข้าร่วมการประชุมยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะนำไปสู่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการดำเนินการที่สอดคล้องกันเพื่อความมั่นคงชายแดนที่เพิ่มขึ้น ทุกประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวเพื่อหยุดยั้งอาชญากรซึ่งดำเนินกิจกรรมที่แสวงประโยชน์จากผู้อื่น โดยไม่เคารพกฎหมายหรือเขตแดน แนวทางการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันนี้เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่เพื่อสนับสนุนความพยายามที่คล้ายคลึงกันทั่วภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ความร่วมมือข้ามพรมแดนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่พัฒนาขึ้นเพื่อต่อสู้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ จะเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือนหน้า

การประชุมนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่สหรัฐฯ ลาว และไทยมีร่วมกันในการส่งเสริมความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวเป็นเวทีพูดคุยและทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญไปสู่การรับมือความท้าทายข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อน รวมถึงการดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงของชาวอเมริกันและชุมชนต่าง ๆ ในภูมิภาค

สามารถดาวน์โหลดภาพจากการประชุมได้ที่นี่

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในเวียงจันทน์ ที่ VientianeMedia@state.gov หรือสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ที่ PressBKK@state.gov

โพสต์ สหรัฐฯ ลาว และไทย ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ลิสา บูเจนนาสและบุตรชายโนอากล่าวคำอำลา https://th.usembassy.gov/th/farewell-from-u-s-consul-general-chiang-mai-lisa-buzenas-th/ Fri, 11 Jul 2025 15:13:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=21887

โพสต์ กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ลิสา บูเจนนาสและบุตรชายโนอากล่าวคำอำลา ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ลิสา บูเจนนาสและบุตรชายโนอากล่าวคำอำลา

หลังจากสามปีอันทรงคุณค่า เราได้กล่าวคำอำลากับกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ลิสา บูเจนนาส เราขอขอบคุณสำหรับความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นของท่านในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและภาคเหนือของประเทศไทยในหลากหลายด้าน ซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศของเราปลอดภัย เข้มแข็ง และเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น เราขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จในบทบาทหน้าที่ต่อไป

โพสต์ กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ลิสา บูเจนนาสและบุตรชายโนอากล่าวคำอำลา ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
การประชุมครั้งแรกด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ เน้นย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อม https://th.usembassy.gov/th/inaugural-disaster-management-conference-th/ Mon, 30 Jun 2025 17:07:03 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=21903

โพสต์ การประชุมครั้งแรกด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ เน้นย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อม ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
การประชุมครั้งแรกด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ เน้นย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อม
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ร่วมกับ MIT ASEAN Initiative และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AmCham) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ

30 มิถุนายน 2568

วันนี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ร่วมกับ MIT ASEAN Initiative และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AmCham) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Disaster Management Conference: Technology, Innovation, and Research for Effective Disaster Response and Prevention (การประชุมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ: เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อการรับมือและป้องกันภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ) ณ วัน แบงค็อก ฟอรัม การประชุมครึ่งวันครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการหารือแบบเปิดเกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการภัยพิบัติ เน้นย้ำความเชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ในการวิจัยและแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนสหรัฐฯ ที่ให้บริการด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ได้พบปะพูดคุยกับผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ องค์กรนอกภาครัฐ และผู้นำทางความคิดในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค พร้อมด้วย ดร. สรภพ เกียรติพงษ์สาร ผู้อำนวยการ MIT ASEAN Initiative และคุณชาทิตย์ ห้วยหงส์ทอง ประธาน AmCham และประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน

ในคำกล่าวเปิดงาน เอกอัครราชทูตโกเดค เน้นย้ำถึงการช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้แก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในเวลาที่ไทยประสบกับความท้าทายต่าง ๆ อีกทั้งยังกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นการเหมาะสมแก่เวลา หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่ส่งผลกระทบต่อไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายใน 18 จังหวัด ท่านทูตกล่าวว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนไทยโดยทันที โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้อุปกรณ์ตรวจจับระยะไกลที่ล้ำสมัยเพื่อช่วยทีมค้นหาและกู้ภัยที่ฝ่ายไทยนำการปฏิบัติงาน ณ อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในเขตจตุจักร อุปกรณ์ดังกล่าวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดที่อาจมีผู้ประสบภัยได้ 70 จุดใต้ซากปรักหักพังของอาคาร อันเป็น “ความแตกต่างที่เห็นได้ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ช่วยให้เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง” เอกอัครราชทูตโกเดค เน้นย้ำความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยนักวิทยาศาสตร์กำลังปลดล็อกศักยภาพของ AI เพื่อสร้างแบบจำลองการคาดการณ์ภัยพิบัติ พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตลอดจนหาทางออกในการบรรเทาภัยพิบัติ นอกจากนี้ ท่านทูตยังเน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของการเตรียมความพร้อมผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การฝึกคอบร้าโกลด์ประจำปี ซึ่งมี 30 ประเทศเข้าร่วมการฝึก และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีการฝึกต่าง ๆ เช่น การฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อรับมือกับภัยพิบัติและวิกฤตที่คุกคามชีวิตเป็นการเฉพาะ ท่านทูตกล่าวทิ้งท้าย โดยอ้างคำกล่าวของเบนจามิน แฟรงคลิน ที่ว่า “การไม่เตรียมพร้อมคือการเตรียมตัวที่จะล้มเหลว” ซึ่งเน้นย้ำความพยายามร่วมกันในการสร้าง “อนาคตที่แข็งแกร่งขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมังคั่งยิ่งขึ้น” สำหรับทุกคน

เป้าหมายหลักของการประชุมคือการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยที่ล้ำสมัยของสหรัฐฯ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติ การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและแนวโน้มในปัจจุบันในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) สำหรับการสร้างแบบจำลองคาดการณ์ภัยพิบัติ, การตรวจจับระยะไกลและการติดตามผ่านดาวเทียม, หุ่นยนต์และเทคโนโลยี AR (Augmented Reality), การทำแผนที่สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และบล็อกเชนสำหรับการกระจายความช่วยเหลือ

วาระการประชุมประกอบไปด้วยการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อต่าง ๆ ในโอกาสนี้ ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างการบริหารจัดการภัยพิบัติของกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านจากมหาวิทยาลัย MIT มาร่วมบรรยายด้วย

  • การบรรยายในหัวข้อ “Risk Reduction through Technology and Design” โดย ศ. Miho Mazereeuw ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อช่วยรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม พายุหมุน ภาวะเครียดจากความร้อน และภัยพิบัติแผ่นดินไหว ได้อย่างไร ศ. Miho นำทีม Urban Risk Lab ซึ่งมีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติผ่านการทำงานภาคสนามและการจัดเวิร์กช็อปกับชุมชน เพื่อปลูกฝังการเตรียมความพร้อมในโลกที่เขตเมืองขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ศ. Miho ยังมีผลงานหนังสือ “Design Before Disaster: Japan’s Culture of Preparedness” ที่คาดว่าจะตีพิมพ์ปลายปี 2568
  • ดร. Sai Ravela นักวิจัยหลักจากภาควิชา Earth, Atmospheric, and Planetary Sciences (EAPS) ของ MIT กล่าวขณะบรรยายในหัวข้อ “Emerging MIT Tech Frontiers of Risk-based Resilience to Extremes in a Changing Climate” ถึงนวัตกรรมในการจำลองและอัลกอริทึมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการทำแผนที่จาก AI เพื่อทราบข้อมูลโอกาสและความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ ดร. Sai นำทีม Earth Signals and Systems Group และศูนย์วิจัยของเขา ในการใช้การคำนวนและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาด้านความยั่งยืน รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ ดร. Sai เป็นที่ยอมรับจากผลงานในการประเมินปริมาณความเสี่ยงชายฝั่ง และเป็นผู้ริเริ่ม Co-Active Systems Theory เพื่อใช้การสร้างแบบจำลอง ข้อมูล และความเข้าใจของมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการอภิปรายแบบกลุ่มจากภาคอุตสาหกรรม 2 เซลชัน โดยตัวแทนจาก One Bangkok, Honeywell, SCG, McKinsey & Co. และ Western Digital

เกี่ยวกับ MIT ASEAN Initiative

MIT ASEAN Initiative มีบทบาทสำคัญในการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกนี้ โครงการนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การจัดกิจกรรม และการมีส่วนร่วมของคณาจารย์จากทั่วทั้งมหาวิทยาลัย MIT เพื่อขับเคลื่อนผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคอาเซียน แนวคิดสำหรับการประชุมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยและเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งทำให้การบริหารจัดการภัยพิบัติกลายเป็นวาระสำคัญเชิงนโยบายของประเทศไทย ความร่วมมือนี้ได้นำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจาก MIT มาร่วมงานกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย หน่วยงานท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร และบริษัทอเมริกันในประเทศไทย เพื่อรับมือกับประเด็นสำคัญนี้

ติดต่อ: ฝ่ายสื่อมวลชน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้ที่ pressbkk@state.gov

เอกสารสำหรับสื่อมวลชน:
สามารถดาวน์โหลดเอกสารข่าว รูปภาพ และเอกสารอื่น ๆ จากการประชุมได้ที่นี่

โพสต์ การประชุมครั้งแรกด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ เน้นย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อม ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
การฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 จะเริ่มวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 https://th.usembassy.gov/th/exercise-cobra-gold-2025-to-begin-february-25-2025-th/ Tue, 18 Feb 2025 11:20:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=22297

โพสต์ การฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 จะเริ่มวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
การฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 จะเริ่มวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568

Press Release

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย – 18 กุมภาพันธ์ 2568: การฝึกซ้อมทางทหารคอบร้าโกลด์ ครั้งที่ 44 ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึง 7 มีนาคม 2568 สหรัฐอเมริกาขอแสดงความขอบคุณเพื่อนและพันธมิตรของเราที่เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกระดับโลกนี้

คอบร้าโกลด์เป็นการฝึกร่วม/ผสมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพันธไมตรีที่แข็งแกร่งและความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ตลอดจนเป็นตัวอย่างของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและหุ้นส่วนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการฝึก คอบร้าโกลด์แสดงถึงความมุ่งมั่นที่สหรัฐฯ มีต่อภูมิภาคนี้ โดยการสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน การเสริมสร้างความร่วมมือระดับพหุภาคี รวมถึงการส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน ด้วยความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรและหุ้นส่วน เพื่ออินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

การฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2568 จัดขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศที่ร่วมการฝึก ในด้านการวางแผนและปฏิบัติการร่วม/ผสม สร้างสัมพันธภาพกับประเทศที่ร่วมการฝึก และเพิ่มพูนความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันผ่านหลากหลายกิจกรรมในทุกด้าน รวมถึงการตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ 

คอบร้าโกลด์เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ซึ่งมีมาช้านาน การฝึกนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่เรามีอย่างแน่วแน่ต่อการเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมที่สำคัญจำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงหลากหลายรูปแบบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกร่วมกัน ชาติต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ทำงานร่วมกันในการช่วยชีวิต การฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และการตอบสนองอื่น ๆ ต่อความท้าทายและสถานการณ์วิกฤตมากมายที่เกิดขึ้นจริงในภูมิภาค

การฝึกในปีนี้จะประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การฝึกปัญหาที่บังคับการ (Command-and-control exercise) โครงการช่วยเหลือประชาชน (Humanitarian civic assistance project) และการฝึกภาคสนาม (Field training exercise) การฝึกดังกล่าวมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อยกระดับความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและเสริมสร้างสัมพันธภาพระดับภูมิภาค การฝึกในปีนี้จะมีประเทศต่าง ๆ รวม 30 ประเทศเข้าร่วมการฝึกหรือเข้าร่วมสังเกตการณ์ และมีกำลังพลจากสหรัฐฯ ประมาณ 3,200 นาย เข้าร่วมการฝึก 

การฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2568 จะเพิ่มพูนความสามารถในการปฏิบัติการร่วม และเตรียมความพร้อมของเหล่าทัพในการปฏิบัติการตามกฎและกติการะหว่างประเทศ นอกไปจากประโยชน์ที่ได้รับระหว่างการฝึกแล้ว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากกำลังพลของเราในทุกระดับนั้นก็มีความสัมพันธ์ไม่แพ้กัน ในแง่มุมของการสร้างความสัมพันธ์นี้ ก่อให้เกิดการร่วมมือและไมตรีจิตต่อกัน 

กองทัพไทย เจ้าภาพร่วมของเรา เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าวกิจกรรมต่อไปนี้ 

  • พิธีเปิดการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 
    วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ สโมสรร่วมเริงไชย กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 
  • การฝึกช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (HADR DEMO)  
    วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  • การฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง (NEO/RJNO)  
    วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ณ ฝูงบิน  101 กองบิน อ.เมือง จ.นครราชสีมา 
  • การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบกเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ (AMPHIB-JFEO)  
    วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 
  • พิธีส่งมอบอาคารโครงการช่วยเหลือประชาชน (HCA Dedication) 
    วันพุธที่ 5 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ โรงเรียนหนองนกเขียนสามัคคี อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
  • การฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) และพิธีปิดการฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 
    วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ สนามฝึกทางยุทธวิธี (ภูลำไย) กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา

สื่อมวลชนที่สนใจเข้าร่วมทำข่าวกิจกรรมใด ๆ ข้างต้น กรุณาแจ้งความประสงค์อย่างน้อย 3 วันล่วงหน้าทางอีเมลที่ pressbkk@state.gov และสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการฝึกคอบร้าโกลด์ ประจำปี 2568 ได้ที่ pressbkk@state.gov เช่นกัน 

สามารถอ่านข้อมูลและเรื่องราว ตลอดจนชมภาพการฝึกคอบร้าโกลด์ รวมถึงกิจกรรมในปีที่ผ่าน ๆ มาได้ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของคอบร้าโกลด์ที่ http://www.facebook.com/ExerciseCobraGold

โพสต์ การฝึกคอบร้าโกลด์ 2025 จะเริ่มวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฉลองความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม https://th.usembassy.gov/th/successful-completion-of-wat-chaiwatthanaram-conservation-project-th/ Thu, 21 Nov 2024 20:14:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=21916 โพสต์ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฉลองความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฉลองความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม

พระนครศรีอยุธยา ประเทศไทย (15 พฤศจิกายน 2567): สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกับกรมศิลปากรและกองทุนโบราณสถานโลก (WMF) จัดพิธีปิดโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม เพื่อฉลองความสำเร็จของโครงการฯ ณ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา

โครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม ภายใต้กองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (U.S. Ambassadors Fund for Cultural Preservation: AFCP) เริ่มต้นขึ้นในปี 2555 และเป็นความร่วมมือที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณะวัดสมัยศตวรรษที่ 17 หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุน จำนวนรวม 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ จากรัฐบาลสหรัฐฯ จึงเป็นหนึ่งในโครงการ AFCP ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

พิธีปิดโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม เริ่มต้นด้วยการเปิดศาลาจัดแสดงหุ่นจำลองแบบสันนิษฐานวัดไชยวัฒนารามและโมเดลสำริด โดยมีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และนายโจนาธาน เบลล์ รองผู้อำนวยการฝ่ายโครงการ กองทุนโบราณสถานโลก เข้าร่วมพิธี “จองเปรียง” ซึ่งเป็นพิธีบูชาไฟถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองของทุกปี และตรงกับเทศกาลลอยกระทงในปัจจุบัน

ในส่วนของพิธีปิดโครงการฯ อย่างเป็นทางการ มีการฉายวีดิทัศน์แสดงถึงความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และไทย ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทยตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ เบลล่า ราณี แคมเปน นักแสดงชื่อดังจากละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” ได้กล่าวถึงความสำคัญของวัดไชยวัฒนารามและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทย ในคำกล่าวของเอกอัครราชทูตโกเดค กล่าวว่า “การอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในสายใยที่เชื่อมโยงทั้งสองชาติเข้าด้วยกันมายาวนาน วัตถุประสงค์ของกองทุนคือเพื่อแสดงความเคารพที่ชาวอเมริกันมีต่อวัฒนธรรมอื่น ๆ ทั่วโลก ทั้งยังแสดงออกถึงมิตรภาพของเราอีกด้วย สำหรับประเทศไทย เราได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโครงการต่าง ๆ 20 โครงการ เพื่อช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของไทย โครงการกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ การฟื้นฟูบูรณะวัดสมัยศตวรรษที่ 17 อันงดงามแห่งนี้ การบูรณะที่เราได้มีส่วนช่วยมอบเงินทุนที่นี่จะช่วยให้เมรุและกำแพงกันน้ำท่วมด้านใต้ปกป้องสถานที่สำคัญแห่งนี้สำหรับคนรุ่นหลังในอนาคต และไม่ใช่เพียงแค่สำหรับคนรุ่นหลังชาวไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวอีกหลายพันคนที่เดินทางมาชมความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงเก่าแห่งสยามที่นี่ด้วย”

ตอนท้ายของพิธีปิดโครงการฯ ประกอบด้วยรายการแสดงโขนร่วมสมัย “อลังการรามเกียรติ์ สานสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไทย” การแสดงแสงสีและเลเซอร์บริเวณเมรุที่ได้รับการบูรณะ การแสดงพลุที่ตื่นตาตื่นใจโดยกรมศิลปากร และพิธีลอยกระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมริมฝั่งแม่น้ำ

โครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนารามไม่เพียงแต่ฟื้นฟูวัดให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอีกด้วย โครงการนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทย

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ขอแสดงความขอบคุณต่อภาคีผู้ทรงเกียรติของเรา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนโบราณสถานโลก (WMF) สำหรับความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 12 ปี ของความร่วมมือในโครงการนี้ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ขอขอบคุณบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนเครื่องดื่ม ตลอดจนบูทถ่ายภาพจากห้องภาพฉายานิติกรในพิธีปิดโครงการฯ

เกี่ยวกับกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (AFCP):

โครงการ AFCP เป็นโครงการที่สนับสนุนโดยสำนักงานกิจการการศึกษาและวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้นำของอเมริกาด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในทั่วโลก ตั้งแต่การก่อตั้งโครงการในปี 2544 โครงการ AFCP ได้ช่วยสงวนรักษาสถานที่และวัตถุซึ่งมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ตลอดจนการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมในหลากหลายรูปแบบทั่วโลก ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อวัฒนธรรมอื่น ๆ และคุณูปการทางประวัติศาสตร์

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในประเทศไทย และดาวน์โหลดเอกสารสำหรับสื่อมวลชนได้ที่นี่: bit.ly/afcpwatchai

โพสต์ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ฉลองความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูบูรณะวัดไชยวัฒนาราม ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
พิธีเปิดนิทรรศการภาพถ่าย National Geographic Photo Ark ที่สยามพารากอน https://th.usembassy.gov/th/national-geographic-photo-ark-opens-at-siam-paragon-th/ Wed, 17 Jul 2024 07:46:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=24623

โพสต์ พิธีเปิดนิทรรศการภาพถ่าย National Geographic Photo Ark ที่สยามพารากอน ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เป็นเจ้าภาพจัดงานเปิดนิทรรศการ National Geographic Photo Ark ที่สยามพารากอน

[กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 17 กรกฎาคม 2567] – สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพเปิดงานนิทรรศการ National Geographic Photo Ark ภายใต้หัวข้อ “ภารกิจพิทักษ์สรรพสัตว์ผ่านภาพถ่าย” อย่างเป็นทางการที่สยามพารากอนในค่ำคืนวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 นิทรรศการนี้นำเสนอผลงานอันน่าทึ่งของโจเอล ซาร์ทอรี ช่างภาพและนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ผู้มีชื่อเสียง นิทรรศการเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 ณ โซน Living Hall ชั้น 3 สยามพา รากอน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนักอนุรักษ์ ผู้แทนสื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้นำภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม ที่มาร่วมเฉลิมฉลองความสวยงามและความหลากหลายของโลกธรรมชาติ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับโลกในการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ว่า “นิทรรศการนี้นำเสนอความงามอันหาที่เปรียบไม่ได้ของสัตว์ป่าในโลกของเรา ทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีร่วมกันเพื่อปกป้องโลกใบนี้ ไม่มีช่วงเวลาใดจะเร่งด่วนไปกว่าตอนนี้ ที่โลกของเรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าในอัตราที่เร็วกว่าครั้งใด ๆ ในอดีต นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้” เอกอัครราชทูตโกเดคยังกล่าวด้วยว่า “ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของเราโดยเสมอมาและจะเป็นเช่นนั้นต่อไป และเราสองประเทศก็เป็นพันธมิตรใกล้ชิดในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานเช่น สำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ร่วมมือกับภาคีชาวไทยเพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้าสัตว์ป่าในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เราทำงานร่วมกันในหลาย ๆ โครงการ ตั้งแต่การลดมลพิษทางอากาศไปจนถึงการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อสงวนรักษามรดกทางธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป”

โจเอล ซาร์ทอรี ผู้ริเริ่มโครงการ Photo Ark แสดงความขอบคุณสถานทูตสหรัฐฯ สำหรับการสนับสนุนและโอกาสในการบันทึกความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย เขากล่าวว่าเขาหวังว่านิทรรศการนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติและลงมือทำเพื่ออนุรักษ์ โดยกล่าวว่า “โครงการ Photo Ark เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนมองข้ามตัวเองและหันมาให้ความสำคัญกับสัตว์เหล่านี้ รวมทั้งช่วยให้พวกเขาตระหนักว่าแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดที่หลายคนคิดว่าอยู่ด้านล่างของห่วงโซ่อาหาร เช่น แมลง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพ งานของผมคือการทำให้ผู้คนพยายามมีส่วนร่วมในแบบที่ผมรู้ ซึ่งก็คือในฐานะช่างภาพ”

นิทรรศการ Photo Ark ซึ่งมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก นำเสนอภาพถ่ายสัตว์อันน่าทึ่งจากทั่วโลก รวมถึงสัตว์หลายชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิทรรศการนี้จัดแสดงภายใต้การจัดการของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ คุณทอม โพธิสิทธิ์ ช่างภาพร่วมสมัยชื่อดังของไทย นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า และนำเสนอความร่วมมือสหรัฐฯ-ไทยในการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ขอขอบคุณหุ้นส่วน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดและบริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บี.กริม รวมถึงสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ (ยูเนสโก กรุงเทพฯ) ที่ให้การสนับสนุนการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ทั้งนี้ชุดภาพถ่าย Photo Ark ได้รับการสนับสนุนจาก National Geographic Society

เกี่ยวกับนิทรรศการ National Geographic Photo Ark

นิทรรศการ National Geographic Photo Ark จะจัดแสดงภาพถ่ายสุดตราตรึงใจของซาร์ทอรี และเปิดโอกาสพิเศษให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์ในชุดภาพถ่ายของโครงการ National Geographic Photo Ark รวมถึงสัตว์ประจำถิ่นของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิทรรศการดังกล่าวยังให้ความรู้กับผู้ชมเกี่ยวกับโครงการ เป้าหมาย และการดำเนินงานอนุรักษ์สัตว์ป่า ตลอดจนช่วยให้ผู้ชมทุกช่วงวัยมีส่วนร่วมผ่านเนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โปรดเยี่ยมชม NatGeoPhotoArk.org เพื่อทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Photo Ark และช่องทางการสนับสนุนความมุ่งมั่นของซาร์ทอรีในการเก็บภาพสิ่งมีชีวิตนานาชนิดบนโลกของเรา พร้อมทั้งมีส่วนช่วยอนุรักษ์สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และถิ่นที่อยู่ที่ถูกคุกคามของสัตว์เหล่านั้น

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามในการหยุดยั้งการลักลอบค้าสัตว์ป่าในไทย

สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนใกล้ชิดของไทยมาตลอด 2 ศตวรรษในความร่วมมือหลากหลายด้าน รวมถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่า หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS) ฝ่ายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและยาเสพติด (INL) และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ร่วมมือกับภาคีชาวไทยเพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้าสัตว์ป่าในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ในปี 2567 สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญออนไลน์ “Virtual Jungle Thailand” เพื่อส่งเสริมความพยายามของสหรัฐฯ และไทยในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อหยุดยั้งการลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ที่ https://th.usembassy.gov/wildlife

สื่อมวลชนสามารถดาวน์โหลดข้อมูลและภาพถ่ายจากนิทรรศการ Photo Ark เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/NatGeoPhotoArkTH 

โพสต์ พิธีเปิดนิทรรศการภาพถ่าย National Geographic Photo Ark ที่สยามพารากอน ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย
เอกอัครราชทูตโกเดคต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ International Academic Partnership Program (IAPP) 37 คนจากสหรัฐฯ สู่ประเทศไทย https://th.usembassy.gov/th/ambassador-godec-welcomed-37-participants-in-the-newly-formed-u-s-international-academic-partnership-program-iapp-to-thailand-th/ Mon, 22 Apr 2024 02:44:00 +0000 https://th.usembassy.gov/?p=21746

โพสต์ เอกอัครราชทูตโกเดคต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ International Academic Partnership Program (IAPP) 37 คนจากสหรัฐฯ สู่ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
เอกอัครราชทูตโกเดคต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ International Academic Partnership Program (IAPP) 37 คนจากสหรัฐฯ สู่ประเทศไทย

Ambassador Godec welcomed 37 participants in the newly-formed U.S. International Academic Partnership Program (IAPP) to Thailand.

เอกอัครราชทูตโกเดคต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ International Academic Partnership Program (IAPP) 37 คนจากสหรัฐฯ สู่ประเทศไทย พวกเขาจะเยี่ยมชมและหารือกับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 13 แห่งทั่วไทย เพื่อเรียนรู้ระบบการศึกษาไทย โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระดับอุดมศึกษาที่ยั่งยืนกับสถาบันไทย

หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ในประเทศไทย กำลังทุ่มเทพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม โครงการ IAPP ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างสหรัฐฯ และไทยโครงการแรกที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษา 18 แห่งของสหรัฐฯ และ 29 แห่งของไทย จึงแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในด้านดังกล่าว

โพสต์ เอกอัครราชทูตโกเดคต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ International Academic Partnership Program (IAPP) 37 คนจากสหรัฐฯ สู่ประเทศไทย ปรากฏครั้งแรกบน สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย

]]>
สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย Great Seal of the United States