สำนักงานค้นหาเชลยศึกและผู้สูญหายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Defense POW/MIA Accounting Agency) มีภารกิจหลักในการค้นหาและระบุตัวตนกำลังพลผู้สูญหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ครอบครัวและประเทศชาติได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด วิสัยทัศน์ของสำนักงานฯ คือ การเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ปฏิบัติพันธกิจของชาติด้วยการค้นหากำลังพลผู้สูญหายที่สามารถระบุตัวตนได้ให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่มีนั้นถูกต้องและสามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้แก่ครอบครัวได้โดยเร็ว
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้อนุมัติคำสั่งผู้บริหารให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ โดยการควบรวมสำนักงานสืบค้นเชลยศึก/ผู้สูญหายของกระทรวงกลาโหม (Defense Prisoner of War/Missing Personnel Office), หน่วยบัญชาการร่วมค้นหาเชลยศึก/ผู้สูญหายในการรบ (Joint Prisoner of War/Missing in Action Accounting Command) และห้องปฏิบัติการอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งมีชีวิต (Life Sciences Equipment Laboratory) โดยหน่วยงานใหม่นี้มีชื่อว่า สำนักงานค้นหาเชลยศึกและผู้สูญหายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ DPAA ซึ่งในปี 2558 เป็นช่วงปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง และนำไปสู่ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเต็มรูปแบบได้ในเดือนมกราคม 2559
หน่วยแยกที่ 1 (Detachment One) ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2535 และเป็นหนึ่งในสามหน่วยย่อยที่ปฏิบัติงานประจำในต่างประเทศตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยมีสำนักงานอยู่ที่สถานทูตสหรัฐฯ ภารกิจของหน่วยแยกที่ 1 คือการสนับสนุนด้านธุรการและโลจิสติกส์สำหรับการปฏิบัติการระดับภูมิภาคของ DPAA รวมถึงดำเนินการด้านการบังคับบัญชาและควบคุมในประเทศไทย กัมพูชา อินเดีย และพม่า โดยมีศูนย์ปฏิบัติการโลจิสติกส์ส่วนหน้าอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภา ของกองทัพเรือไทย DPAA จึงสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของประเทศเจ้าบ้านเพื่อการส่งผ่านกำลังพลและการจัดเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าได้
หน่วยแยกที่ 1 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการปฏิบัติการและโลจิสติกส์ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ รวมถึงให้การสนับสนุนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลาวและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง หน่วยแยกที่ 1 จะทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ประเทศเจ้าบ้านประมาณ 300 นาย เพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาและสืบสวนในประเทศไทย กัมพูชา อินเดีย และพม่า อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง



