An official website of the United States government

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทย
10 นาทีในการอ่าน
17 กันยายน 2568

รายงานสรุป

ในช่วงปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ

ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และการจำกัดเสรีภาพในการสมาคมของผู้ใช้แรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

ทางการดำเนินขั้นตอนการสืบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่

ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีฝ่ายความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ทั้งนี้ทางการได้สืบสวนและดำเนินคดีการกระทำดังกล่าว


For the English version, please see the Department of State’s website.

หมวดที่ 1 ชีวิต

ก. วิสามัญฆาตกรรม

ในปีที่ผ่านมา ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการสังหารตามอำเภอใจหรือผิดกฎหมาย

มีรายงานการสังหารทั้งโดยรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน รอนิง ดอเลาะ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ถูกซ้อมทรมาน ถูกยิงเสียชีวิตโดยมือปืนไม่ทราบตัวตนที่บ้านของเขาในจังหวัดปัตตานี วันต่อมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ แต่ไม่ได้ประกาศการสืบสวนสอบสวนกรณีการฆาตกรรมนี้โดยละเอียด ในวันที่ 3 กรกฎาคม กลุ่มด้วยใจ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และภคมน ศิริวัฒน์ ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงความกังวลว่า เหตุการณ์การสังหารรอนิงอาจเป็นการตอบโต้การทำงานเพื่อสนับสนุนด้านสิทธิของเขา แต่จนถึงเดือนพฤศจิกายน ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการสืบสวนสอบสวนการฆาตกรรมดังกล่าวหรือไม่


ข. การบังคับควบคุมประชากร

ไม่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้บุคคลทำแท้งหรือทำหมัน


ค. อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และหลักฐานการกระทำที่อาจเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบในการจัดการปัญหาความขัดแย้ง

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การโจมตีโดยผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบและการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นประจำเพิ่มความตึงเครียดระหว่างชุมชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวไทยพุทธในพื้นที่

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้อำนาจอย่างมีนัยสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนบางส่วนในการจำกัดสิทธิพื้นฐานบางประการ ตลอดจนมอบหมายอำนาจด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศบางประการแก่กองทัพ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ในปี 2547 ยังคงให้อำนาจอย่างมากแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า กองกำลังของรัฐบาลกระทำการวิสามัญฆาตกรรมบุคคลหลายคนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ ระบุข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมว่า กองกำลังฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติการตรวจค้น 72 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่กลุ่มด้วยใจรายงานว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบเสียชีวิต 7 ราย และเจ้าหน้าที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐเสียชีวิต 1 นาย เจ้าหน้าที่รัฐยืนกรานว่า ผู้ต้องสงสัยในแต่ละคดีขัดขืนการจับกุม จึงจำเป็นต้องใช้กำลังรุนแรงจนถึงแก่ความตาย แต่ครอบครัวของผู้ต้องสงสัยและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโต้แย้งประเด็นข้ออ้างดังกล่าว

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ระบุว่า ณ เดือนกันยายน เกิดเหตุความไม่สงบ 475 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 รายและได้รับบาดเจ็บ 272 ราย เป้าหมายหลักของการโจมตีโดยผู้ก่อความไม่สงบคือ กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครฝ่ายความมั่นคงที่ติดอาวุธ แต่พลเรือนก็ถูกโจมตีไปด้วย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยิงสังหารผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ 3 รายในอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี หลังจากปิดล้อมนาน 6 วัน โดยบรรดาผู้ต้องสงสัยยังมีหมายจับที่ค้างอยู่เนื่องจากคดีก่อความไม่สงบ โฆษก กอ.รมน. ประจำภูมิภาคกล่าวว่า ในระหว่างการปิดล้อม ผู้นำทางศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ได้พยายามโน้มน้าวผู้ต้องสงสัยให้มอบตัว

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบโจมตีด้วยการลอบวางระเบิดและซุ่มยิงใส่ขบวนรถของหน่วยปฏิบัติการทหารขณะเดินทางในอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส การโจมตีครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 2 นาย ทั้งนี้กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่งเดินทางกลับมายังฐานปฏิบัติการหลังจากเข้าตรวจสอบเหตุการณ์โจมตีในวันที่ 2 มีนาคม ณ ฐานปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง

หมวดที่ 2 เสรีภาพ

ก. เสรีภาพของสื่อมวลชน

รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยข้อกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐบาล เช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ ข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สอดส่องสื่อและอินเทอร์เน็ต ตลอดจนปิดกั้นเว็บไซต์

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำหนดว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับหรือจำคุกต่ำสุด 3 ปี และสูงสุด 15 ปี ต่อความผิด 1 กระทง นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้หากพบเห็นผู้ใดกระทำการดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้มีการลงโทษทางอาญา

เมื่อวันที่ 17 กันยายน สุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนผู้มีชื่อเสียง ถูกกล่าวหาว่ายุยงปลุกปั่นและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากเหตุแชร์คลิปวิดีโอจากเพจไอลอว์ (iLaw ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ) ในเรื่อง “10 ข้อที่คนไม่รู้เกี่ยวกับมาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)” ผู้แจ้งความคดีนี้เป็นสมาชิกของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน

ณ เดือนสิงหาคม มีคดีที่รอพิจารณาในชั้นศาลจำนวนทั้งสิ้น 37 คดีจากที่มีผู้แจ้งความดำเนินคดีภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ซึ่งในจำนวนนี้มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 8 คดีที่รอการพิจารณาในศาลจังหวัดทางภาคเหนือ อีก 4 คดีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงคดีของทนายความอานนท์ นำภา ซึ่งมีการรายงานจากสื่ออย่างกว้างขวาง

การทำร้ายร่างกาย การจำคุก และการกดดัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของพรรคการเมือง ทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งด้วยการตบศีรษะ เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามว่าได้ดูการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในคลิปวิดีโอและมีการสืบสวนสอบสวนเมื่อสิ้นปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคุกคามทางดิจิทัลส่งผลเชิงลบต่อการทำงานของพวกเขาเนื่องจากการกระทำนี้มีผลต่อชีวิตส่วนตัวและสุขภาพจิตของผู้สื่อข่าว

การตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่โดยรัฐบาล กองทัพ หน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานตำรวจ องค์กรอาชญากรรม หรือกลุ่มหัวรุนแรงติดอาวุธหรือกลุ่มกบฎ

รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดในการแพร่ภาพกระจายเสียงและให้ผู้ดำเนินการสื่อเอกชนเช่า ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อสื่อได้ กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ดำเนินกิจการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ถือว่าเป็นเท็จ หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ทางการสอดส่องข้อมูลที่สื่อมวลชนทุกแขนงนำเสนอ รวมทั้งสื่อต่างชาติด้วย สื่อในประเทศมีแนวโน้มที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนเองก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจถูกมองว่าวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์

รายงานของสื่อมวลชนระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน กอ.รมน. พยายามที่จะระงับการจำหน่ายหนังสือ ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย ที่เขียนโดยพวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งเดิมได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการในปี 2564 กอ.รมน.วิจารณ์ว่า หนังสือนี้ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและเป็นเท็จ โดยอ้างว่าผู้เขียนขาดคุณสมบัติและไม่เชี่ยวชาญในเรื่องความมั่นคง และสั่งให้ระงับการจำหน่าย ต่อมาในวันที่ 23 กันยายน สื่อรายงานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ยกเลิกการจัดงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ในฉบับภาษาไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 กันยายน พวงทองได้แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้จัดงานเปิดตัวหนังสือได้และจะมีการจัดเสวนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ในวันที่ 27 กันยายน

ผู้สังเกตการณ์ในวงการสื่อตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างระหว่างวัยของคนทำงานในแวดวงสื่อในเรื่องการตรวจสอบเนื้อหาของตนเองที่เกิดขึ้นเป็นปกติทั่วไปในบรรดาผู้สื่อข่าวรุ่นอาวุโส ซึ่งลังเลที่จะรายงานประเด็นละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากคนทำงานสื่อรุ่นใหม่ ๆ

ผู้สร้างภาพยนตร์มีความกังวลว่าจะถูกตอบโต้เมื่อสร้างภาพยนตร์และรายการบันเทิง จึงนำไปสู่การตรวจสอบเนื้อหาของตนเองก่อนเผยแพร่

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการ “ห้ามการตีพิมพ์และเผยแพร่ข่าวและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก หรือมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อมูล” และยังให้อำนาจในการตรวจกรองข่าวที่พิจารณาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย


ข. สิทธิของคนงาน

เสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่ม

รัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์การ ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยกฎหมายรับรองสิทธิของพนักงานในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจบางส่วนในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานอิสระได้ กฎหมายอนุญาตให้มีสหภาพแรงงาน 2 ประเภทคือ สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกัน และสภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกัน สหภาพแรงงานนายจ้างคนเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน ขณะที่สหภาพแรงงานประเภทกิจการเดียวกันกำหนดว่า คนงานต้องอยู่ในภาคธุรกิจเดียวกัน แต่อาจทำงานให้นายจ้างคนละคนกัน สมาชิกคณะกรรมการของสหภาพแรงงานทั้งหมดต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย แรงงานตามฤดูกาลที่ไม่มีนายจ้างถาวรไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วม แต่ไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน ข้าราชการพลเรือนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มได้ ตราบใดที่การรวมกลุ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ อีกทั้งวัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

กฎหมายกำหนดให้มีข้อบังคับเพื่อให้การเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มมีผลบังคับกับภาคเอกชน แต่ไม่ใช่กับข้าราชการพลเรือน กฎหมายให้สิทธิในการนัดหยุดงาน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากนายจ้าง ภาครัฐ และกลุ่มพนักงาน) มีหน้าที่ปกป้องพนักงานจากการเลือกปฏิบัติโดยมีสาเหตุมาจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพ และการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพได้แม้จะทำงานในโรงงานเดียวกันและทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเต็มเวลา เนื่องจากคนงานตามสัญญาจ้างจัดว่าเป็นพนักงานประเภทอุตสาหกรรมบริการ ในขณะที่ลูกจ้างเต็มเวลาจัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมการผลิต การที่แรงงานแบบจ้างเหมาช่วงและลูกจ้างเต็มเวลาไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพเดียวกันได้อาจลดผลประโยชน์จากการเจรจาต่อรองในฐานะกลุ่มใหญ่ คนงานตามสัญญาจ้างระยะสั้นยังมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมสหภาพน้อยกว่าลูกจ้างประเภทอื่นเพราะกลัวว่าจะถูกตอบโต้จากการต่อต้านสหภาพด้วยการไม่ต่อสัญญาจ้างงาน ผู้สนับสนุนด้านแรงงานกล่าวอ้างว่า มีบริษัทหลายแห่งที่จ้างแรงงานแบบจ้างเหมาช่วงเพื่อบั่นทอนความพยายามในการจัดตั้งสหภาพของลูกจ้าง

แรงงานต่างด้าวมีส่วนร่วมในสหภาพแรงงานกันน้อยเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาและการรู้หนังสือ ความเข้าใจที่จำกัดในเรื่องสิทธิตามกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงสถานภาพการจ้างงานที่เกิดขึ้นบ่อย ค่าธรรมเนียมสมาชิก ระเบียบของบังคับของสหภาพแรงงานที่เข้มงวด และการแยกคนงานที่เป็นคนไทยออกจากแรงงานต่างด้าวโดยอิงตามอุตสาหกรรมและตามเขตพื้นที่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดนและพื้นที่ริมชายฝั่ง) รวมทั้งแรงงานต่างด้าวมักกลัวจะตกงานหรือไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หากพวกเขาสนับสนุนสหภาพแรงงาน อุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมประมง และพื้นที่ที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่ อำเภอแม่สอดและจังหวัดตาก ล้วนไม่มีสหภาพแรงงาน ความไม่ไว้วางใจของสังคมโดยทั่วไปที่มีต่อแรงงานต่างด้าว รวมถึงในบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานที่เป็นคนไทย และในบรรดาผู้ที่มีตำแหน่งสูงในองค์กร คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างด้าวไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นได้

ในการจดทะเบียนสหภาพหนึ่ง ๆ จะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนร่วมกันยื่นรายชื่อของตนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงแรงงาน สหภาพแรงงานหลายแห่งมีสมาชิกเพียงพอที่จะจัดตั้งสหภาพแต่ไม่เพียงพอที่จะต่อรองแบบกลุ่มกับนายจ้างได้ กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกภาพจำนวนร้อยละ 20 จึงจะสามารถร่วมเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มได้ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองสมาชิกสหภาพจากการการเลือกปฏิบัติของนายจ้าง โดยมีสาเหตุมาจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพ จนกว่าสหภาพนั้นจะได้รับการจดทะเบียน องค์กรนอกภาครัฐอธิบายว่า นายจ้างมักใช้ช่วงเวลาระหว่างที่ลูกจ้างยื่นขอจดจัดตั้งสหภาพแรงงานต่อกระทรวงแรงงาน และกระทรวงฯ ติดต่อนายจ้างเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นลูกจ้างของลูกจ้างดังกล่าว ปลดพนักงานเหล่านั้นออกจากการเป็นลูกจ้าง

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า มีสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนมากกว่า 1,000 แห่งในไทย แต่ประมาณครึ่งหนึ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เนื่องจากนายจ้างได้ไล่ผู้นำสหภาพออก กฎหมายยังกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สหภาพต้องเป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามมีเจ้าหน้าที่ถาวรประจำสหภาพ

ในกรณีรัฐวิสาหกิจ กฎหมายอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น และหากสมาชิกภาพของสหภาพรัฐวิสาหกิจใดมีจำนวนลดลงต่ำกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่มีสิทธิเข้าร่วม สหภาพนั้นจะต้องถูกยุบตามข้อบังคับแรงงาน กฎหมายห้ามมิให้สหภาพรัฐวิสาหกิจกับสหภาพภาคเอกชนของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจประเภทเดียวกันเข้าอยู่ในเครือเดียวกัน เนื่องจากสหภาพทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายคนละฉบับ ทั้งนี้รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการในหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ การธนาคาร การขนส่งทางรางและทางอากาศ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ และบริการไปรษณีย์

กฎหมายอนุญาตให้พนักงานในสถานประกอบการที่ไม่มีสหภาพสามารถยื่นข้อเรียกร้องร่วมได้ หากว่าพนักงานอย่างน้อยร้อยละ 15 ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว ในเดือนกันยายน แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงในจังหวัดสมุทรสาครพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้าง แต่มีรายงานว่าพวกเขาต้องเผชิญปัญหาเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาและเกรงว่าจะถูกดำเนินการตอบโต้จากนายจ้าง นอกจากนี้ กิจการที่มีแรงงานจำนวนมาก (พนักงานรวมทั้งสิ้น 20,000-30,000 คน) ยังทำให้ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานต้องขอลายมือชื่อรับรองจากคนงานหลายพันคนเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่ร้อยละ 15 ตามที่กำหนดไว้

พนักงานในบริษัทเอกชนที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” หรือ “คณะกรรมการสวัสดิการ” ได้ โดยพนักงานหรือนายจ้างสามารถเสนอชื่อสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิการ แต่กฎหมายมิได้คุ้มครองพวกเขาจากการถูกปลดออกจากตำแหน่ง ส่วนคณะกรรมการลูกจ้างได้รับการเสนอชื่อจากสภาพแรงงานหรือโดยการเลือกตั้ง และการให้พ้นจากตำแหน่งจะสามารถทำได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งศาล กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ ทั้งนี้ผู้นำสหภาพแรงงานมักเข้าร่วมในคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อให้ตนเองได้รับการคุ้มครองจากศาลเพิ่มเติม องค์กรนอกภาครัฐให้ข้อมูลว่า แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าร่วมในคณะกรรมการสวัสดิการได้ ซึ่งได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายน้อยกว่า

กฎหมายกำหนดให้สหภาพแรงงานจัดการประชุมทั่วไป และนัดหยุดงานได้ต่อเมื่อมีสมาชิกสหภาพอย่างน้อยร้อยละ 50 ให้ความยินยอมในการนัดหยุดงานแต่ละครั้ง สหภาพหลายกลุ่มอ้างว่า กฎหมายดังกล่าวจำกัดการนัดหยุดงานเนื่องจากโรงงานหลายแห่งใช้คนงานที่ทำงานเป็นกะ ส่งผลให้ครบองค์ประชุมได้ยาก

รัฐบาลอาจห้ามมิให้มีการชุมนุมประท้วงของภาคเอกชนในกรณีที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อประชาชนโดยรวม ซึ่งสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ กฎหมายห้ามมิให้มีการประท้วงและปิดงานในรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายให้ความคุ้มครองพนักงานและสมาชิกสหภาพจากการดำเนินคดีอาญาหรือคดีแพ่งอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ริเริ่มการนัดหยุดงาน จัดชุมนุมประท้วง หรืออธิบายข้อพิพาทแรงงานต่อสาธารณชน ยกเว้นในกรณีที่กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งนี้มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทเพื่อข่มขู่สมาชิกสหภาพและลูกจ้าง และนายจ้างใช้การฟ้องร้องคดีเพื่อข่มขู่หรือปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ในหลายกรณีด้วยกัน

ศาลแรงงานหรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้ออกจากงานหรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมได้ และอาจเรียกร้องให้พนักงาน รวมถึงผู้นำสหภาพ ได้รับเงินชดเชยหรือกลับเข้าทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์เหมือนเช่นที่เคยได้รับก่อนหน้านั้น สมาคม องค์กรชุมชน หรือกลุ่มศาสนาที่ไม่ได้จดทะเบียนมักเป็นตัวแทนในการรักษาผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว แต่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในการต่อรองกับนายจ้างแทนแรงงานต่างด้าวได้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ข้อเรียกร้องแบบกลุ่มของแรงงานต่างด้าวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

บริษัทต่าง ๆ ขัดขวางการมีสหภาพแรงงานและกิจกรรมการเรียกร้องของพวกเขา ด้วยการปลดหัวหน้าสหภาพและกระทำการตอบโต้บรรดาสมาชิก ในเดือนมิถุนายน หัวหน้าสหภาพแรงงานของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแห่งหนึ่งได้ยื่นฟ้องร้องคดีต่ออดีตนายจ้างที่ไล่เธอและหัวหน้าสหภาพคนอื่น ๆ ออกเพื่อตอบโต้ความพยายามของพวกเขาในการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นในโรงงาน หลังจากนั้น ทางบริษัทยังได้ดำเนินการต่อเนื่องด้วยการกำหนดให้แรงงานต้องทำข้อสอบข้อเขียนหลังจากเข้าร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงาน ซึ่งแรงงานเข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีในการขัดขวางไม่ให้พวกเขาเข้าร่วมสหภาพแรงงาน จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานจึงลดลงโดยทันทีหลังบริษัทดำเนินการดังกล่าวและอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

นายจ้างยังกระทำการตอบโต้ที่คล้ายกันนี้อีกหลายครั้งเพื่อขัดขวางการรวมกลุ่มกันของลูกจ้าง แม้แต่ในสถานการณ์อื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมทางการของทางสหภาพ ตัวอย่างเช่น หัวหน้าแรงงานคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่ศาลแรงงานแห่งหนึ่งเล่าว่า มีหลายกรณีที่นายจ้างไล่คนงานออกหรือโยกย้ายตำแหน่งไปยังสถานที่ทำงานที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อตอบโต้การที่คนงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม หรือขอให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน

ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ผู้พิพากษาและพนักงานตรวจแรงงานระดับจังหวัดพยายามไกล่เกลี่ยกรณีต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายก็ตาม ในปี 2566 บริษัทผลิตรถบัสแห่งหนึ่งไล่สมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน 2 คนออก และต่อมาคณะกรรมการไตรภาคีสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้พิจารณาตัดสินว่าการให้ออกจากงานนี้เป็นการกระทำการตอบโต้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างยื่นอุทธรณ์คดี แต่แทนที่ศาลจะออกคำสั่ง กลับทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยการฟ้องร้องคดีระหว่างคู่ความ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าไม่เป็นการบังคับให้นายจ้างคืนสถานะของผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน แต่ขัดขวางมิให้พวกเขาขอรับการแก้ไขเยียวยาในกรณีดังกล่าว ต่อมาในเดือนสิงหาคม การไกล่เกลี่ยส่งผลให้มีการทำข้อตกลงที่ว่านายจ้างจะจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน แต่จะไม่ว่าจ้างพวกเขากลับมาทำงานอีก ซึ่งส่งผลให้แรงงานคนอื่นไม่เข้าร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานอีก หลังจากกรณีนี้ มีรายงานว่า จำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานลดลงจากประมาณ 400 คนเหลือเพียง 75 คน

มีรายงานจากสหภาพแรงงานและองค์กรนอกภาครัฐว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งของศาล นายจ้างพยายามที่จะต่อรองเงื่อนไขในการรับกลับเข้าทำงานด้วยการเสนอให้สิทธิประโยชน์ชดเชยสำหรับผู้ที่สมัครใจลาออก ปฏิเสธไม่ให้ผู้นำสหภาพที่ได้รับกลับเข้าทำงานแล้วเข้ามาในสถานประกอบการ หรือลดตำแหน่งของลูกจ้างให้ไปทำงานที่มีค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์น้อยลง

บางครั้งนายจ้างยื่นฟ้องต่อผู้นำสหภาพและพนักงานที่นัดหยุดงานในความผิดฐานบุกรุกสถานที่ หมิ่นประมาท และทำลายทรัพย์สิน บริษัทเอกชนหลายแห่งยังคงข่มขู่หรือดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาต่อองค์กรนอกภาครัฐ สื่อมวลชน และแรงงาน

มีรายงานว่า บรรดานายจ้างและกลุ่มธุรกิจได้คุกคามความปลอดภัยส่วนตัวของหัวหน้าสหภาพแรงงานและผู้สนับสนุนด้านแรงงาน จากการที่พวกเขาได้พยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานขึ้น ตัวอย่างเช่น หลังจากการสัมภาษณ์แรงงานเรือประมงต่อเนื่องหลายครั้ง ผู้สนับสนุนด้านแรงงานคนหนึ่งได้รับคำขู่หลายครั้งผ่านทางเฟซบุ๊ก มีรายงานว่า สมาชิกคนหนึ่งของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้เชิญผู้สนับสนุนด้านแรงงานคนนี้ให้มาร่วมประชุมแบบตัวต่อตัวที่สมาคม และได้ข่มขู่เอาชีวิตผู้สนับสนุนคนดังกล่าว

ในเดือนกันยายน สมาคมการประมงได้เผยแพร่หนังสือเวียนทางออนไลน์เพื่อเตือนสมาชิกให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลแก่องค์กรนอกภาครัฐ เนื่องจากพบว่า องค์กรเหล่านี้มักนำข้อมูลที่ได้รับจากสมาชิกไปใช้ในทางมิชอบเพื่อโจมตีอุตสาหกรรมประมง

บางครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ สมรู้ร่วมคิดกันปราบปรามการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน

แรงงานบังคับหรือการเกณฑ์แรงงาน

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

สภาพการทำงานที่ยอมรับได้

กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้างและชั่วโมงการทำงาน

ค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด โดยมีอัตราสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่รัฐบาลคำนวณไว้ในทุกจังหวัด แต่ไม่ได้บังคับใช้กับลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ แรงงานดิจิทัล เช่น พนักงานขับรถและบริการจัดส่งสินค้าที่ให้บริการตามคำสั่งผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล ในเดือนเมษายน กระทรวงแรงงานได้ออกระเบียบข้อบังคับใหม่เพื่อขยายความคุ้มครองให้แก่ แรงงานตามบ้าน สำหรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ข้อจำกัดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน และการลาคลอดโดยได้รับเงินเดือนบางส่วน จากที่ก่อนหน้านี้แรงงานเหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองดังกล่าว

กฎหมายกำหนดเวลาทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์ คือ 48 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 6 วัน และทำงานล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้างที่ต้องทำงาน “อันตราย” เช่น ในอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรหนัก ห้ามทำงานเกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และห้ามทำงานล่วงเวลา พนักงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีห้ามทำงานเกิน 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน และทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 28 วัน

กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า มักพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องค่าจ้างแรงงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน และการทำงานล่วงเวลาในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และการประมง เรือประมงต้องเดินทางอยู่เสมอและความไม่แน่นอนของเวลาในการจับปลาทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ต้องทำงานล่วงเวลาเป็นปกติ กลุ่มผู้สนับสนุนด้านแรงงานรายงานว่า แรงงานในภาคนี้มักต้องทำงานวันละ 18 ชั่วโมงและได้หยุดพักเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเรือประมงเทียบท่า แรงงานประมงบนชายฝั่ง เช่น พนักงานทำความสะอาดโกดังสินค้า มักได้รับค่าจ้างตามปริมาณผลงานที่ทำได้ ส่งผลให้รายได้ต่อวันต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย แรงงานประจำท่าเทียบเรือมักต้องทำงานวันละ 10 ถึง 12 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา

พื้นที่ทำการเกษตรและกสิกรรมในชนบทห่างไกลทำให้การตรวจสอบด้านแรงงานทำได้ยากขึ้น มีรายงานว่า ในพื้นที่เกษตรกรรมบางแห่ง เช่น ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แรงงานต้องทำงานติดต่อกันนานถึง 90 วันโดยไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ ยังพบว่า มีปัญหาแรงงานบังคับที่ได้รับค่าแรงต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำในอุตสาหกรรมประมงและกสิกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวเป็นสำคัญ

การกล่าวอ้างถึงการละเมิดกฎหมายว่าด้วยค่าจ้างแรงงานและชั่วโมงการทำงานนี้ยังเกิดขึ้นบ่อยในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นกัน ในเดือนมกราคม แรงงานชาวพม่าในกิจการสิ่งทอมากกว่า 130 คน ได้ยื่นฟ้องร้องคดีการละเมิดกฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ การทำงานล่วงเวลา และข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งที่พักที่ไม่ปลอดภัยซึ่งทางนายจ้างจัดหาให้ และการที่ผู้บริหารกิจการมักเก็บยึดเอกสารการเดินทางของแรงงานเอาไว้ เมื่อสิ้นปี คดีความดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

ในเดือนเมษายน รัฐบาลได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเพื่อให้การสนับสนุนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานที่บ้าน และกำกับดูแลข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกจ้างจะสามารถเข้าถึงประกันสังคมและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานประกอบการ ยังมีสิทธิ “ตัดการเชื่อมต่อ” ซึ่งหมายถึง สิทธิในการปฏิเสธการติดต่อสื่อสารกับนายจ้างหลังจากสิ้นสุดเวลาทำงานตามปกติแล้ว

ความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย

กฎหมายกำหนดให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน (OSH) ตามความเหมาะสมในอุตสาหกรรมหลัก ๆ รวมทั้งกำหนดให้สถานประกอบการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่บ้าน ต้องมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย กฎหมายห้ามสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างถึงสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายตั้งแต่ก่อนจ้างงาน ทว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน รัฐบาลดำเนินการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามา หากพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยทั่วไปพวกเขาจะมีคำสั่งไปยังนายจ้างและกำหนดโทษปรับ

กฎกระทรวงแรงงานจัดให้มีโครงการกองทุนเงินทดแทนครอบคลุมอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในสถานประกอบการ แต่ไม่ครอบคลุมถึงแรงงานค้าเร่แผงลอยและแรงงานทำงานบ้าน ผู้นำสหภาพแรงงานรายงานว่า แรงงานมักไม่ได้รับเงินทดแทนสำหรับการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เนื่องจากการพิสูจน์ความเชื่อมโยง ระหว่างอันตรายจากการทำงาน (เช่น สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร) และอาการเจ็บป่วยของคนงานนั้นมักทำได้ยาก

กลุ่มภาคประชาสังคมอธิบายว่า สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวของรัฐบาลในการสืบสวนสอบสวนเพื่อรับรองความปลอดภัย หรือการขาดการตรวจติดตามความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นและตกเป็นข่าวใหญ่

การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รวมทั้งสามารถออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด พนักงานตรวจแรงงานมีหน้าที่ส่งต่อกรณีนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไปและอาจกำหนดโทษปรับ ค่าปรับสำหรับการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย เทียบเท่าค่าปรับสำหรับความผิดอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น ฉ้อโกง หรือประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม บทลงโทษทางอาญา (โทษจำคุก) อาจน้อยกว่าโทษสำหรับการฉ้อโกงหรือการประมาทเลินเล่อ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐได้จัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐจัดการสัมมนาด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยขึ้นหลายครั้งทางภาคตะวันออกของประเทศโดยเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน

กลุ่มภาคประชาสังคมระบุว่า มีพนักงานตรวจแรงงานไม่เพียงพอสำหรับการบังคับให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด และการบังคับใช้ตามคำแนะนำจากการตรวจสอบยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยบ่งชี้ถึงสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จำนวนของผู้เชี่ยวชาญและการตรวจสอบด้านดังกล่าวยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การตรวจสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการร้องเรียนเท่านั้น กระทรวงแรงงานไม่ได้ติดตามการบังคับใช้บทลงโทษผ่านทางศาล และไม่มีข้อมูลว่า มีการลงโทษผู้ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่

กลุ่มภาคประชาสังคมรายงานว่า ในปี 2566 รัฐบาลไม่ได้ติดตามข้อมูลตัวเลขที่จำเป็นในการรับรองถึงความปลอดภัยในการทำงาน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลไม่ได้รายงานข้อมูลอย่างเป็นระบบในแง่ของตัวเลข ลักษณะ หรือสถานที่ทำงานที่เกิดการบาดเจ็บ และจำนวนเงินที่นายจ้างจำเป็นต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้คนงานที่ได้รับบาดเจ็บได้รับเงินทดแทน กฎหมายกำหนดโทษปรับและโทษจำคุกหากนายจ้างไม่จ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กำหนด รัฐบาลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าล่วงเวลา และค่าจ้างสำหรับวันหยุดอย่างมีประสิทธิผล ทั้งในบริษัทขนาดเล็ก พื้นที่บางแห่ง (โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทหรือบริเวณชายแดน) หรืออุตสาหกรรมบางประเภท (โดยเฉพาะภาคการเกษตร ก่อสร้าง และประมงน้ำเค็ม) นอกจากนี้ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างไม่เสมอต้นเสมอปลาย ส่งผลให้มีกรณีต่อไปนี้โดยแพร่หลาย ได้แก่ การจ่ายเงินค่าจ้างไม่เป็นเวลาหรือล่าช้า การหักค่าจ้างโดยผิดกฎหมาย การคิดค่าธรรมเนียมการจัดหางานให้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนเงินที่ผิดกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวจำกัดค่าธรรมเนียมสูงสุดในการจัดหางาน ทว่าการบังคับใช้ยังขาดประสิทธิผล เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดหางานใต้ดิน ค่าธรรมเนียมเอกสาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเข้าเมือง

นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังเผชิญปัญหาการถูกเก็บยึดเอกสาร และการจัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นภาษาไทยซึ่งแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เข้าใจได้ไม่ดีพอ มีเฉพาะในภาคการประมงเท่านั้นที่นายจ้างต้องจัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรและมอบให้แก่ลูกจ้าง

สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศรายงานว่า จากแบบสำรวจเกี่ยวกับแรงงานประมงในประเทศไทย พบว่า การตรวจสอบเรือประมงนั้นไม่เพียงพอต่อการระบุ รายงาน และตรวจแก้การละเมิด ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และพบว่า การสัมภาษณ์ลูกเรือประมงต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่มีล่าม สหพันธ์ฯ กล่าวว่า ลูกเรือประมงเผชิญกับการละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อคับต่าง ๆ อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ และระยะเวลาการทำงานในทะเลที่ยาวนานซึ่งผิดกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมประมงสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลสุขภาพและประกันสังคม อีกทั้งกำหนดให้เรือประมงบางประเภทต้องจัดสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน จนถึงเดือนพฤศจิกายน การบังคับใช้ระเบียบข้อบังคับหลักที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานและเกณฑ์จำกัดอายุยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ข้อบังคับของรัฐกำหนดให้แรงงานประมงต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนต้องซื้อประกันสุขภาพ และให้เจ้าของเรือประมงจ่ายเงินสมทบในกองทุนเงินทดแทน แรงงานประมงต่างด้าวที่ถือบัตรผ่านแดนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนเมื่อประสบอุบัติเหตุ

องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า คนงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกจ้างแบบจ้างเหมาหรือจ้างเหมาช่วง และแรงงานต่างด้าว ไม่มีชื่อในระบบประกันสังคม หรือไม่ได้รับการคุ้มครองจากโครงการกองทุนเงินทดแทน เพราะนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเหล่านี้หรือไม่ได้จ่ายเงินเข้าไปในระบบประกันสังคม

แรงงานของแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งให้บริการส่งของ ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน เพราะถือว่าเป็น “พาร์ทเนอร์” ไม่ใช่ลูกจ้าง

ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการของไทยมีสัดส่วนประมาณกึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กฎหมายแรงงานมักไม่ครอบคลุมถึงภาคธุรกิจนี้


ค. การหายสาบสูญและการลักพาตัว

การหายสาบสูญ

ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยหรือในนามของเจ้าหน้าที่รัฐ

ครอบครัวของพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมเมื่อปี 2557 ได้ยื่นฟ้องร้องคดีใหม่ต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 4 เมษายน หลังจากที่ศาลได้ยกฟ้องคดีฆาตกรรมนายพอละจีในปี 2566

การคุมขังเป็นเวลานานโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา

รัฐธรรมนูญห้ามมิให้จับกุมและคุมขังบุคคลใดตามอำเภอใจ รวมถึงให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายเมื่อถูกจับกุมหรือคุมขัง โดยทั่วไป รัฐบาลจะปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะมีการจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจในคดีความมั่นคงและการเมือง

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่กักกันอย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานสูงสุด 30 วัน ยังมีผลบังคับใช้อยู่ใน 15 อำเภอ

บทบัญญัติในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อำนาจทางการในการคุมขังบุคคลได้นานสูงสุด 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับ จึงทำให้ยากต่อการร้องขอต่อศาลเพื่อโต้แย้งการกักขัง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า ผู้ถูกกักขังมีสิทธิที่จะมีทนายได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีหลักประกันว่าผู้ถูกกักขังจะได้พบทนายหรือญาติพี่น้องทันที และไม่มีมาตรการที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการทารุณผู้ถูกกักขัง

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน สำนักข่าววาตานีและกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทางการได้เข้าจับกุมชาวบ้านที่เป็นมุสลิม 4 คนระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน จึงได้ปล่อยตัว รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการไม่ได้สอบสวนผู้ถูกจับกุมหรือแจ้งเหตุผลของการคุมตัวครั้งนี้

ผู้ต้องขังมักถูกคุมขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยเฉพาะในคดีการเมืองที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในระหว่างปีนี้ ศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง แม้ว่าผู้ต้องขังจะได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายทุกประการแล้วก็ตาม ขณะที่บรรดานักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวก็มักต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัวที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงคำสั่งห้ามโพสต์ข้อความใด ๆ ทางออนไลน์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ รายงานว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีการยื่นขอประกันตัวผู้ถูกคุมขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมทั้งสิ้น 109 ครั้ง แต่มีเพียง 5 คนที่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

ทนายความแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหลายฉบับควบคู่กันในคดีความมั่นคงของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยคดีก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกกักขังเป็นเวลานานเพื่อรอการพิจารณาคดี

เนติพร “บุ้ง” เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกฟ้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมขณะถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 27 มกราคม หลังจากไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว บุ้งเริ่มอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 110 วัน เธอเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากยุติการอดอาหาร วันที่ 15 พฤษภาคม กรมราชทัณฑ์ให้สัญญาว่า จะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาที่ว่าทางกรมราชทัณฑ์ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีหรืออย่างเหมาะสมต่ออาการป่วยที่ทรุดลงและนำไปสู่การเสียชีวิตของบุ้ง ทั้งนี้กฎหมายกำหนดว่าต้องมีการชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนภายใน 30-90 วันหลังจากเสียชีวิต กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงถึงสาเหตุการชีวิตครั้งนี้ว่า มาจากสาเหตุทางธรรมชาติ แต่ไม่ได้เปิดเผยผลการชันสูตรศพต่อสาธารณะ การเสียชีวิตของบุ้งได้สร้างความสะเทือนใจและจุดกระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรม ซึ่งปฏิเสธการประกันตัวนักเคลื่อนไหวและคุมขังผู้ถูกกล่าวหาเป็นเวลานานก่อนการพิจารณาคดี แม้ว่าจะเป็นการกระทำความผิดที่ไม่ใช้ความรุนแรงก็ตาม


ง. การละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา

สามารถอ่าน รายงานว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนานานาชาติ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ที่ https://www.state.gov/international-religious-freedom-reports/


จ. การค้ามนุษย์

สามารถอ่าน รายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกอบได้ที่ https://www.state.gov/trafficking-in-persons-report/

หมวดที่ 3 ความมั่นคงปลอดภัยของบุคคล

ก. การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือทำลายศักดิ์ศรีอื่น ๆ

รัฐธรรมนูญระบุว่า “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้” อย่างไรก็ดี มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการดังกล่าว พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลบังคับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา นราธิวาส และปัตตานี ตั้งแต่ปี 2548 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากการกระทำในระหว่างปฏิบัติตามหน้าที่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้รับการยกเว้นใน 11 อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2566 (ซึ่งอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังระบุข้างต้น และอีก 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) แต่ยังคงบังคับใช้ใน 15 อำเภอในพื้นที่นี้

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้ให้แนวทางในการป้องกันและลงโทษผู้กระทำการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย

ตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรด้านกฎหมายรายงานว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทรมานและซ้อมผู้ต้องสงสัยเพื่อให้รับสารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานคดีหลายคดีที่ประชาชนกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ ใช้ความรุนแรง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ต้องขัง คำร้องเรียนแทบจะไม่นำไปสู่การลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีตัวอย่างให้เห็นเป็นจำนวนมากที่การสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้เวลานานหลายปีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุป

มีรายงานอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม คณะกรรมการสอบสวนร่วมที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานอัยการสูงสุดได้สรุปผลการสอบสวนต่อข้อกล่าวหาที่ว่า ปัญญา คงแสนคำ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจจังหวัดสระแก้ว ซ้อมทรมาน เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นผู้สังหารภรรยาของตนในเดือนมกราคม มีการระบุตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่เป็นผู้ต้องสงสัยกระทำการดังกล่าว และมีการส่งผลการสอบสวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการสอบสวนหลังจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม บรรดาผู้เสียหายและครอบครัวใกล้ชิดร่วมกันยื่นฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนต่อศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเชื่อมโยงกับการสลายการชุมนุมในอำเภอตากใบในปี 2547 ที่ทำให้บรรดาผู้ชุมนุมประท้วง 78 คนเสียชีวิต และอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ ศาลมีกำหนดนัดสอบปากคำพยานในวันที่ 12 กันยายน แต่ไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล และในวันที่ 25 ตุลาคม คดีดังกล่าวหมดอายุความ จึงทำให้ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้อีกต่อไป เมื่อวันที่ 18 กันยายน สำนักงานอัยการสูงสุดได้ประกาศเสร็จสิ้นการพิจารณาเบื้องต้นและส่งต่อคดีที่สองที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทั้งแปด ซึ่งเป็นนายทหารระดับล่างผู้มีหน้าที่ควบคุมในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ถูกกล่าวหาว่าเจตนาฆ่า โดยนายเฉลิมชัย วิรุฬเพชร อดีตพลตรีกองพลทหารราบที่ 5 ถูกตั้งข้อหาในทั้งสองคดี ทั้งนี้ไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุว่า หลังจากที่ได้ปรึกษากับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า คดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์การออกพระราชกำหนดเพื่อต่ออายุความได้ นายกฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้และแสดงความเห็นใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และกล่าวขอโทษต่อผู้เสียชีวิต “ในนามของรัฐบาลไทย” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บิดาของเธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม สื่อมวลชนรายงานว่าข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกออกหมายจับภายใต้คำสั่งให้ดำเนินคดีของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กลับมาทำงานตามปกติหลังจากที่ลาพักร้อน


ข. การคุ้มครองเด็ก

แรงงานเด็ก

สามารถอ่าน Findings on the Worst Forms of Child Labor (รายงานผลการสำรวจรูปแบบการใช้แรงงานเด็กที่เลวร้ายที่สุด) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้ที่ https://www.dol.gov/agencies/ilab/resources/reports/child-labor/findings/

การแต่งงานในวัยเด็ก

กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะแต่งงานต้องมีอายุอย่างน้อย 17 ปี โดยผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีแต่งงานได้ รัฐบาลสามารถบังคับใช้กฎหมายนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกอนุญาตให้เด็กหญิงแต่งงานได้หลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกหากได้รับการยินยอมจากบิดามารดา แม้ว่ากฎหมายได้กำหนดอายุขั้นต่ำในการสมรสไว้ที่ 17 ปี แต่ชาวมุสลิมที่อายุน้อยกว่า 17 ปีสามารถแต่งงานได้หากมีหนังสืออนุญาตจากศาลหรือหนังสือแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิเศษ 3 คนที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายอิสลาม โดยต้องเป็นสตรีอย่างน้อย 1 คน


ค. การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และองค์กรด้านมนุษยธรรมในการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง บุคคลไร้สัญชาติ และบุคคลในความห่วงใย (Person of Concern) อื่น ๆ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดหลายประการก็ตาม

ประเทศไทยให้ที่พำนักแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงกว่า 95,000 คน และโดยทั่วไปแล้ว ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเพื่อไม่ให้ถูกส่งกลับประเทศ ทางการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงบางคนโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามได้ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบบุคคลบางคนที่เพิ่งจะพลัดถิ่นเนื่องจากการต่อสู้หรือความรุนแรงอื่น ๆ ในพม่า ด้วยเหตุนี้ UNHCR จึงไม่อาจทราบได้ว่ากลุ่มคนที่เดินทางกลับประเทศเหล่านี้เต็มใจหรือไม่

การจัดหาที่พักพิงแห่งแรกให้แก่ผู้ลี้ภัย

กฎหมายไม่มีการให้สถานะผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย และรัฐบาลไม่มีระบบให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย

ในระหว่างปี รัฐบาลได้นำระบบคัดกรองระดับประเทศที่เป็นระบบใหม่มาใช้กับพลเมืองต่างชาติหรือบุคคลไร้สัญญาติที่พำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ซึ่งต้องการความคุ้มครอง ระบบนี้จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยที่ผ่านการคัดกรองเพื่อให้ไม่ต้องถูกผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย แต่ไม่ได้รับรองสถานะทางกฎหมาย ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวสามารถเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ได้หรือไม่

UNHCR ได้คัดกรองผู้แสวงหาที่พักพิง และได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับผู้แสวงหาที่พักพิงในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองซึ่งมีจำนวนหลายร้อยคนโดยประมาณ ในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อสัมภาษณ์พิจารณาสถานภาพและสอดส่องดูแลผู้แสวงหาที่พักพิงที่เพิ่งมาถึง ทั้งนี้การเข้าถึงผู้แสวงหาที่พักพิงแตกต่างกันไปตามความพอใจของหัวหน้าศูนย์กักกันฯ แต่ละแห่ง ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลกลางในการห้ามไม่ให้ UNHCR และองค์กรนอกภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเปราะบางทางการเมืองบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวพม่า

ทางการอนุญาตให้ประเทศที่รับผู้แสวงหาที่พักพิงไปตั้งหลักแหล่งในประเทศของตนดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ที่ศูนย์กักกัน และองค์กรด้านมนุษยธรรมจัดบริการด้านสาธารณสุข อาหาร และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ รัฐบาลอนุญาตเป็นครั้งคราวให้ UNHCR สอดส่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงชาวพม่าประมาณ 88,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งบริเวณชายแดนไทยที่ติดกับพม่า รัฐบาลร่วมกับ UNHCR ดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ขึ้นทะเบียนกับค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งดังกล่าว

รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ตลอดจนผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงอื่น ๆ ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม รวมถึงการได้รับการอุปถัมภ์จากภาคเอกชนไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศ


ง. การต่อต้านชาวยิวและการยุยงปลุกปั่นให้ต่อต้านชาวยิว

ชาวยิวในไทยมีจำนวนประมาณ 200-1,000 คน และไม่มีรายงานที่เป็นทางการเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว อย่างไรก็ตาม สมาชิกชุมชนรายงานว่า พวกเขาเลือกที่จะไม่แจ้งความหลังเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่การแสดงพฤติกรรมหรือคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยาม ไปจนถึงการสะกดรอยตามและทำลายทรัพย์สิน เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านยิวที่เพียงพอจะดำเนินการตอบสนองต่อการแจ้งความดังกล่าวอย่างเหมาะสม


จ. กรณีการกดปราบข้ามชาติ

ในปีนี้ไม่มีรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อน ๆ แต่สื่อมวลชนรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในการอำนวยความสะดวกให้กับการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ

การวิสามัญฆาตกรรม การลักพาตัว หรือการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกรายงานผลการตรวจสอบกรณีผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนไทย 9 รายที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิตในต่างประเทศ ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวไทยดังกล่าวอาศัยอยู่ในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนามในระหว่างปี 2560- 2564 และในรายงานดังกล่าวสรุปว่า บุคคลเหล่านี้ทั้งหมดถือเป็นกรณีของการถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งต่อมาพบว่ามี 2 รายที่เสียชีวิตแล้ว กสม.ระบุว่า ทางหน่วยงานเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว รวมทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการสืบสวนสอบสวนที่ไม่มากพอและขาดการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิด

การให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในการอำนวยความสะดวกให้กับการกระทำเพื่อกดปราบข้ามชาติ

ในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากเวียดนามเดินทางมาเยือนพื้นที่ 2 แห่งในไทยที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ รวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงบางคนที่มาจากเวียดนาม มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาเจ้าหน้าที่ของเวียดนามไปยังที่พักอาศัยของบุคคลเหล่านี้เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาเดินทางกลับเวียดนาม