An official website of the United States government

การต่อสู้กับโรคโควิด-19: ความท้าทายล่าสุดของความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสหรัฐฯ และไทย
2 นาทีในการอ่าน
7 เมษายน 2563

การต่อสู้กับโรคโควิด-19: ความท้าทายล่าสุดของความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสหรัฐฯ และไทย

โดย นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ในปีนี้ วันอนามัยโลก (7 เมษายน) เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่งในช่วงที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมนุษยชาติกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ในแต่ละวัน มียอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่จีนจนถึงอิตาลี สหรัฐอเมริกาจนถึงไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่ง วันอนามัยโลก ปี 2563 นี้จึงเป็นโอกาสพิเศษในการยกย่องและสรรเสริญบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ช่วยดูแลให้โลกปลอดภัย และผมขอร่วมชื่นชมผู้ที่เสี่ยงชีวิตของตน ณ เวลานี้เพื่อปกป้องพวกเราทุกคนจากโรคร้ายนี้

ท่ามกลางข่าวที่น่าเศร้าใจ เรายังพอเห็นประกายแห่งความหวัง ระบบสาธารณสุขของไทยซึ่งมีความเป็นเลิศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น กำลังระดมบุคลากรที่มีความสามารถและทรัพยากรต่างๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้เชี่ยวชาญจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 20 ของพนักงานสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานทูตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปฏิบัติหน้าที่ด้านสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานภาคีของไทย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ (CDC) สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสำนักงานนอกสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่กรุงเทพฯ มีความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยมานาน 4 ทศวรรษ ทั้งยังตั้งอยู่ภายในกระทรวงสาธารณสุขด้วย CDC ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือกว่า 133 ล้านเหรียญสหรัฐแก่กระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครในหลากหลายโครงการด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี/เอดส์ โรคระบาดไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้ออื่นๆ

ตั้งแต่ปี 2546 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสริมสร้างศักยภาพทางห้องปฏิบัติการให้แก่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขเพื่อตรวจหาโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มีความสำคัญต่อชาวไทย ความร่วมมือระหว่าง CDC และกระทรวงสาธารณสุขนำมาซึ่งการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2557 ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์ควบคุมการรับมือโรคโควิด-19 ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยหลายคนของ EOC ผ่านการฝึกอบรมจากบุคลากรของสหรัฐฯ พวกเขาได้รับการฝึกอบรมที่ทันสมัยในสหรัฐฯ และในไทย เพื่อเพิ่มพูนทักษะการบริหารงานสาธารณสุข

ตั้งแต่ปี 2504 องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล และนักวิจัยชาวไทย เพื่อทำให้คนไทยมีสุขภาพดียิ่งขึ้น ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันมอบความช่วยเหลือผ่าน USAID รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนประเทศไทย รวมถึงเงินช่วยเหลืออีกเกือบ 2 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อช่วยไทยรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (AFRIMS) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐฯ มีต้นกำเนิดย้อนกลับไปกว่า 57 ปี โดยเป็นความร่วมมือทางการแพทย์ทหารระหว่างกองทัพบกสหรัฐฯ และกองทัพบกไทย นอกจากนี้ กองทัพบกสหรัฐฯ และกระทรวงสาธารณสุขไทยได้ร่วมมือกันใน “โครงการวิจัยวัคซีนเอชไอวีครั้งประวัติศาสตร์” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี นั่นคือโครงการ RV144 ในประเทศไทยเมื่อปี 2546 นับเป็นครั้งแรกที่เราเห็นความเป็นไปได้ของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้นำโครงการวิจัยจากกองทัพบกสหรัฐฯ ในครั้งนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในเวลานี้ คือ ดร. เดบอราห์ เบิร์ซ เอกอัครราชทูตกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้ประสานงานของคณะทำงานเฉพาะกิจเชื้อไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว AFRIMS และกองทัพบกไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการค้นคว้าวิจัยโรคติดเชื้อเขตร้อนและพัฒนายารักษา วัคซีน และมาตรการอื่นๆ เพื่อปกป้องทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย ความร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาเหล่านี้ รวมทั้งการวิจัยด้านวิชาการที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ให้การสนับสนุน ช่วยให้จำนวนผู้ป่วยโรคต่างๆ เช่น ไข้สมองอักเสบเจอี ไวรัสตับอักเสบเอ มาลาเรีย และเอชไอวี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสหรัฐฯ และไทยมีประวัติศาสตร์อันแข็งแกร่งย้อนกลับไปเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่ที่นายแพทย์แบรดลีย์ (หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “หมอบรัดเลย์”) เข้ามามีส่วนร่วมในวงการแพทย์ไทยช่วงแรกในทศวรรษที่ 1830 และกว่า 100 ปีก่อน เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน” ของไทยทรงอุทิศพระองค์ต่อการสาธารณสุขขณะทรงกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ พระองค์ทรงเจรจาทำข้อตกลงกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อให้เงินทุนสนับสนุนเริ่มต้นทางด้านการศึกษาในสถาบันการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุขที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วของไทย

ความโดดเด่นด้านสาธารณูปการทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของไทยในวันนี้ถือกำเนิดจากเงินทุนสนับสนุนช่วงแรกที่ได้รับจากความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างรัฐและเอกชนของสหรัฐฯ กับไทย ซึ่งริเริ่มโดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลและนักเรียนไทยในยุคนั้นที่ตามเสด็จพระราชดำเนินไปศึกษายังมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ผ่านมาสหรัฐฯ และไทยยังคงเดินหน้าสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่เข้มแข็งทั่วทั้งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งสามารถป้องกัน ตรวจหา และรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อต่างๆ เราร่วมกันทำให้โลกใบนี้มีสุขภาพที่ดีขึ้น สงบสุข และเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นมาหลายชั่วอายุคน และในเวลานี้เราจะร่วมกันต่อสู้เพื่อเอาชนะศัตรูโรคระบาดที่เราต้องเผชิญและจะผ่านพ้นไปด้วยกันอย่างผู้ชนะที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ในมิติของการทำงานระหว่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนไทยในบทบาทผู้นำของวาระความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (GHSA) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มพหุภาคีของ 67 ประเทศทั่วโลก ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ องค์กรนอกภาครัฐ และบริษัทเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โลกมั่นคงและปลอดภัยจากภัยคุกคามของโรคติดเชื้อต่างๆ

สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตลอดหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2491 โดยในปี 2562 เพียงปีเดียว สหรัฐฯ ให้เงินสนับสนุนมูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ WHO ซึ่งเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของมูลค่าเงินสนับสนุนจากผู้สนับสนุนรายใหญ่อันดับสอง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) อีกด้วย โดยมีส่วนร่วมดำเนินการในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ทั่วโลก ในปี 2562 สหรัฐฯ ให้เงินสนับสนุนมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ UNICEF และในทำนองเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือในรูปของทรัพยากรต่างๆ มูลค่ากว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่โครงการอาหารโลก (WFP) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 42 ของงบประมาณรวมทั้งหมดของ WFP โดย WFP เป็นโครงการที่ได้ส่งอาหารและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) รวมทั้งสิ้น 85 ครั้ง ไปยัง 74 ประเทศ เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้

สหรัฐอเมริกาเข้าใจอยู่เสมอว่าความมั่นคงด้านสุขภาพโลกขึ้นอยู่กับระบบบริการสาธารณสุขที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หนึ่งในสามของงบประมาณความช่วยเหลือต่างประเทศของอเมริกาทั้งหมด หรือเกือบ 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงมุ่งไปที่โครงการด้านสุขภาพระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2544

งบประมาณดังกล่าวยังรวมถึงความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้กับประชาชนจีนในระยะเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฐานะหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่จีนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ ได้ส่งเวชภัณฑ์รวมเกือบ 18 ตัน จากประชาชนอเมริกันไปยังเมืองอู่ฮั่นของจีนบนเครื่องบินลำเดียวกันกับที่นำพลเมืองอเมริกันอพยพกลับสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นั้น สหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบความช่วยเหลือมูลค่าสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐแก่จีนและประเทศที่ได้รับผลกระทบอื่นๆ ผ่านองค์การพหุภาคีและความช่วยเหลือระดับทวิภาคี เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดไปทั่วโลกในเวลาต่อมา ในขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มความช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 274 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากความช่วยเหลือของรัฐบาลแล้ว เราจะต้องไม่ลืมว่า ในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาของภาคเอกชน สหรัฐฯ อาศัยความร่วมมือของพลเมืองอเมริกัน ธุรกิจห้างร้าน องค์การนอกภาครัฐ และองค์กรการกุศลต่างๆ ของสหรัฐฯ ในการมีส่วนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลก เช่นเดียวกับที่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสาธารณสุขของไทย ความร่วมมือดังกล่าวนั้นจะยังคงเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคเอกชนของสหรัฐฯ รวมถึงมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ ได้มอบเงินสนับสนุนมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดนอกสหรัฐฯ ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนผนึกกำลังกันทั้งในสหรัฐฯ และไทย เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุขระหว่างช่วงเวลาที่ท้าทายนี้

(บทความแสดงความคิดเห็นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563)