An official website of the United States government

รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2567: ประเทศไทย
3 นาทีในการอ่าน

ประเทศไทย (กลุ่มที่ 2)

รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่ได้พยายามดำเนินการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ในภาพรวม รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงการรายงานที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้ประเทศไทยคงอยู่ในกลุ่มที่ 2 ความพยายามเหล่านี้ ได้แก่ การเพิ่มจำนวนการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์และการดำเนินคดีค้ามนุษย์ รวมถึงจำนวนการระบุผู้เสียหายและการส่งต่อเพื่อรับบริการต่าง ๆ รัฐบาลเริ่มกระบวนการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 20 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ถูกแสวงประโยชน์ในภาคการประมง ศาลพิพากษาตัดสินเพิ่มการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและจัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายขึ้นอีก 13 แห่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในหลายด้านที่สำคัญ การสัมภาษณ์ที่ไม่เสมอต้นเสมอปลายและไร้ประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงานและการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย ส่งผลให้ไม่สามารถระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากได้ จึงทำให้ผู้เสียหายเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแล โดยเฉพาะผู้ถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน ทางการไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน โดยรวมถึงพลเมืองไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศหลังจากถูกแสวงประโยชน์ และพวกเขามักจะไม่มีสถานะทางกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ระบุว่า บุคคลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือจัดให้ผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และจับกุมผู้เสียหาย (ทั้งชาวต่างชาติและพลเมืองไทย) กรณีกระทำผิดกฎหมายซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ในกิจการผิดกฎหมายเหล่านี้ ด้วยข้อกำหนดตามกฎหมายให้ผู้เสียหายต่างชาติส่วนใหญ่พำนักอยู่ในสถานพักพิงตลอดระยะเวลาพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ จึงมีแนวโน้มทำให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจำนวนมากไม่รายงานเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ หรือไม่ยินยอมที่จะเป็นพยานในคดี ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองพยานโดยรวม การให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้เสียหายโดยรัฐยังคงมีช่องว่างอย่างมาก และคุณภาพการบริการแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดแนวชายแดนทางภาคเหนือ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญ:

ไทยควรสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีในเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ และจัดการให้มีการลงโทษอย่างเหมาะสมต่อนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยบทลงโทษดังกล่าวควรรวมถึงการจำคุกระยะยาว * ไทยควรเพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เดินทางเข้าประเทศไทยหรือเดินทางผ่านประเทศไทยหลังจากถูกแสวงประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนยุติการให้ผู้เสียหายพำนักในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เสียหายจะไม่ถูกลงโทษอย่างไม่เหมาะสมเนื่องจากกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว * ไทยควรใช้แผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ รวมถึงให้ผู้เสียหายในทุกจังหวัดได้มีช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง ตลอดจนเปิดดำเนินการศูนย์คัดแยกผู้เสียหาย * ไทยควรใช้แนวทางการดูแลโดยให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก และคำนึงถึงบาดแผลทางใจ โดยรวมถึงในระหว่างการสัมภาษณ์โดยคณะสหวิชาชีพ และในระหว่างการตรวจแรงงาน และควรมีตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐอยู่ในคณะสหวิชาชีพต่าง ๆ โดยยึดถือเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานเพื่อสนับสนุนความพยายามเหล่านี้ * ไทยควรบังคับใช้การคุ้มครองแรงงานในภาคการประมงและภาคธุรกิจการค้าอื่น ๆ รวมถึงมีตัวเลือกในการจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์และสั่งห้ามการขนถ่ายแรงงานกลางทะเล * ไทยควรแก้ไขความแตกต่างระหว่างแบบฟอร์มการคัดกรองแรงงานที่ถูกบังคับและการค้ามนุษย์ของกระทรวงแรงงาน (รง.) กับของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยรวมเข้าด้วยกันเป็นชุดคำแนะนำเดียวที่ครอบคลุมและมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหน้าทั้งหมด * ไทยควรเพิ่มการใช้บริการจากล่ามและจัดหาล่ามเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงในสถานพักพิงและระหว่างการพิจารณาคดีของศาล * ไทยควรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามมาตรา 6/1 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล * ไทยควรอนุญาตให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ สามารถเดินทางเข้าออกสถานพักพิงโดยเสรีและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้เป็นประจำมากขึ้น * ไทยควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า สถานพักพิงของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจมากเพียงพอและให้การดูแลเฉพาะแต่ละบุคคล เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการดูแลทางจิตใจ ตลอดจนดำเนินการตามนโยบายการให้บริการแก่ผู้เสียหายอย่างมีมาตรฐานสอดคล้องกันในสถานพักพิงทุกแห่ง * ไทยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า มีการสืบสวนสอบสวนการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานและตรวจสอบข้อร้องเรียนของแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เพื่อชี้ถึงอาชญากรรมการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้ขั้นตอนสำหรับเจ้าหน้าที่แรงงานในการส่งต่อกรณีต้องสงสัยค้ามนุษย์ด้านแรงงานไปยังคณะสหวิชาชีพและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย * ไทยควรเสริมสร้างความตระหนักให้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้อบ่งชี้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เช่น การบีบบังคับด้วยหนี้ การใช้ให้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป การยึดเอกสารต่าง ๆ และการไม่จ่ายค่าจ้าง * ไทยควรทบทวนและลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็นสำหรับองค์กรนอกภาครัฐในการก่อตั้งสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ตามพื้นที่ตามแนวชายแดนและนอกกรุงเทพมหานคร

การดำเนินคดี

รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 6 ของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ระบุว่า การค้ามนุษย์ทางเพศและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเป็นความผิดอาญา อีกทั้งยังกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 4-12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000-1,200,000 บาท (11,650-34,950 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่ และกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6-20 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000-2,000,000 บาท (17,480-58,260 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่เป็นเด็ก บทลงโทษดังกล่าวเข้มงวดเพียงพอ และสำหรับกรณีการค้ามนุษย์ทางเพศ บทลงโทษนี้เทียบเท่าได้กับบทลงโทษสำหรับความผิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การข่มขืน พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 แยกบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ “การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” ออกมาให้อยู่ภายใต้มาตรา 6/1 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท (1,460-11,650 เหรียญสหรัฐ) ต่อผู้เสียหายหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ บทบัญญัตินี้กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้านแรงงานไว้น้อยกว่าโทษที่มีอยู่แล้วตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2566 รัฐบาลรายงานว่า มีการสืบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ 312 คดี (เทียบกับ 253 คดีในปี 2565) ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยค้ามนุษย์ 542 ราย (เทียบกับ 308 รายในปี 2565) และพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ 211 ราย (เทียบกับ 249 รายในปี 2565) ศาลพิพากษาลงโทษนักค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด 293 ราย โดยในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 95 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ขณะที่ร้อยละ 37 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ในปีเดียวกัน ศาลออกคำสั่งริบทรัพย์มูลค่าประมาณ 31.84 ล้านบาท (927,470 เหรียญสหรัฐ) ในคดีค้ามนุษย์ที่ฟ้องร้องโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ได้สืบสวนสอบสวนกรณีกระทำความผิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต 99 คดีในปี 2566 (เทียบกับ 41 คดีในปี 2565) เจ้าหน้าที่ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนกรณีต้องสงสัยคดีค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 15 คดี เทียบกับ 47 คดีในปี 2565

รัฐบาลดำเนินงานแผนกคดีค้ามนุษย์เป็นการเฉพาะในศาลอาญา กรุงเทพฯ, สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทางการไทยยังคงแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานกับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งในการสืบสวนสอบสวน 4 คดี ซึ่งยังคงดำเนินอยู่เมื่อสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้ นอกจากนี้ ตร. ยังพบกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและพม่าที่จังหวัดตาก เพื่อพัฒนาความร่วมมือในความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยรวมถึงการบังคับใช้แรงงานและการบังคับให้กระทำผิดกฎหมายในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รัฐบาลไทยร่วมมือกับทางการมาเลเซียเพื่อส่งผู้มีสัญชาติไทยจำนวน 4 คนข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย เนื่องจากถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ในมาเลเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้ริเริ่มการพัฒนากลไกการส่งต่อระหว่างประเทศในโครงการความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค เพื่อปรับปรุงความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ยังมีการใช้กลไกดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ณ เวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้

องค์กรนอกภาครัฐประเมินว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ระบุกรณีค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่น่าจะมาจากการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน การทุจริต และกระบวนการศาลที่ใช้เวลานานในคดีเหล่านี้ ซึ่งบั่นทอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ผู้สังเกตการณ์บางรายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่เห็นว่าการบีบบังคับด้วยหนี้ การบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากเกินไป หรือการไม่ให้เงินค่าจ้าง เป็นข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน นอกจากนี้ ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ยังสนับสนุนให้แรงงานที่อาจเป็นผู้เสียหายไกล่เกลี่ยกับนายจ้างหรือยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดกฎหมายแรงงาน แทนที่จะยอมรับว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และแนะนำให้ดำเนินคดีอาญากับนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายมักจะใช้ผลจากการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย เป็นตัวตัดสินสุดท้ายว่ามีกรณีค้ามนุษย์อยู่จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งการสัมภาษณ์ดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพ ในบางจังหวัดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขาดความสามารถในการสืบสวนสอบสวนกรณีการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิผล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่ต้องการระบุว่าเป็นกรณีค้ามนุษย์ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และเนื่องจากบางจังหวัดดำเนินโยบาย “ไม่ยอมรับต่อปัญหาการค้ามนุษย์” (Zero Tolerance) เจ้าหน้าที่จึงลังเลที่จะสืบสวนสอบสวนและระบุผู้เสียหายในคดีเหล่านี้

พนักงานอัยการทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐในการเตรียมตัวผู้เสียหายเพื่อให้การต่อศาล ศาลอนุญาตให้ทนายความขององค์กรนอกภาครัฐทำหน้าที่โจทก์ร่วมได้ในบางคดี เพื่อสนับสนุนผู้เสียหายในทางกฎหมาย และสถานพักพิงของรัฐช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้ศาลจำลองเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ ในปี 2566 สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้จัดให้มีบริการให้ความช่วยเหลือพยาน เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายและพยานให้มากขึ้นในช่วงก่อนและในระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา มีรายงานว่าได้มีการให้บริการดังกล่าวแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และพยานจำนวน 33 คน และเตรียมตัวผู้เสียหายและพยานอีก 26 คนสำหรับการเข้าร่วมในการพิจารณาคดีในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม องค์กรนอกภาครัฐบางแห่งรายงานว่า ทางการแทบจะไม่ได้ให้การสนับสนุนในการทำความเข้าใจขั้นตอนทางกฎหมายที่ยุ่งยากเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายเลย นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังช่วยเหลือผู้เสียหายที่ไม่สามารถเข้าร่วมในการพิจารณาคดีด้วยตนเอง จัดเตรียมคำแถลงผลกระทบแทนคำให้การ และรายงานว่ามีผู้เสียหาย 2 รายที่ใช้ประโยชน์จากตัวเลือกนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายบางรายลังเลที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินคดี เพราะกลัวถูกกักตัวและต้องอยู่ในสถานพักพิงเป็นเวลานาน ไม่ได้รับบริการที่เพียงพอ รวมทั้งกลัวถูกนักค้ามนุษย์แก้แค้น ในบางคดี ศาลไม่ได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายอย่างเพียงพอเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี ผู้เสียหายต่างชาติบางรายไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีได้อย่างเต็มที่เนื่องจากไม่มีล่าม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า แม้ว่าในช่วงการรายงานนี้ ผู้พิพากษาบางคนได้พยายามปรับปรุงการดำเนินงานโดยการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ และให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลักในระหว่างการพิจารณาคดี แต่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลคนอื่น ๆ ยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การซ้ำเติมทางจิตใจต่อผู้เสียหาย แผนกคดีค้ามนุษย์ของศาลอาญาไม่ได้กำหนดให้ผู้พิพากษาที่เข้าทำงานใหม่ในแผนกต้องเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ได้คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย

ทางการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีประสบการณ์การทำงานในคดีค้ามนุษย์ออกจากตำแหน่ง และนำเจ้าหน้าที่ซึ่งขาดความชำนาญมาปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่บ่อย ๆ ทางการมักจะร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่แรงงานเกี่ยวกับการระบุผู้เสียหาย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เทคนิคการสืบสวนสอบสวนทางออนไลน์ และการสอบปากคำ ในเดือนธันวาคม 2566 รัฐบาลได้เป็นประธานร่วมในการประชุมครั้งแรกกับรัฐบาลต่างชาติที่มอบทุน เพื่อประสานงานในการกำกับดูแลสถานที่ฝึกอบรมแห่งใหม่เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านการสืบสวนสอบสวนกรณีค้ามนุษย์ รัฐบาลยังสอบถามความคิดเห็นจากบรรดาผู้มีส่วนร่วมในการต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อจัดทำหลักสูตร แต่ยังไม่มีการจัดฝึกอบรมในช่วงการรายงานนี้ อส. ได้ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐ จัดการอบรมด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ให้แก่พนักงานอัยการในหัวข้อเกี่ยวกับการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการกับหลายหน่วยงานเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ศาลยุติธรรมร่วมงานกับองค์การระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างชาติ จัดฝึกอบรมให้แก่ผู้พิพากษาที่ดูแลคดีค้ามนุษย์ ศาลยุติธรรมยังร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐจัดฝึกอบรมล่ามที่ทำงานในคดีค้ามนุษย์อีกด้วย สำนักงานคดีค้ามนุษย์ของ อส. ยังคงจัดให้มีทีมพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์ด้านคดีค้ามนุษย์ในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีประสบการณ์น้อยกว่า ทางการรายงานว่า ได้ส่งทีมเหล่านี้ไปให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการจับกุม

การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐในอาชญากรรมค้ามนุษย์และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องยังคงทำให้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ และส่งผลให้ไม่มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นที่ทุจริต อำนวยให้มีการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายและหลีกเลี่ยงการขอวีซ่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงขั้นตอนด้านเอกสารการตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้สังเกตการณ์รายงานว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านมากขึ้น เพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ในบางคดี เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่รับสินบนจากเจ้าของธุรกิจปฏิเสธที่จะระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือไม่ยอมระบุว่าคดีการค้ามนุษย์ด้านแรงงานที่มีเอกสารหลักฐานนั้นเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ทำให้การสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหามีน้อยกว่าความเป็นจริง

รองนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ขณะที่ DSI ยังคงดำเนินงานศูนย์ติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ ซึ่งติดตามและสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิด DSI ยังใช้ระบบฐานข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานด้านการค้ามนุษย์ ซึ่งช่วยให้ DSI ติดตามความคืบหน้าของคดีได้ โดยระบบดังกล่าวเริ่มนำมาใช้ในช่วงการรายงานที่ผ่านมา รัฐบาลรายงานว่า ได้เริ่มการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 20 รายที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมค้ามนุษย์ในปี 2566 (เทียบกับ 35 รายในปี 2565) และยังคงดำเนินการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ 2 รายจากช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ศาลไม่ได้แจ้งถึงการพิพากษาลงโทษการกระทำความผิดคดีอาญาหรือการตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ในปี 2566 รัฐบาลไม่ได้รายงานความคืบหน้าของการฟ้องร้องดำเนินคดีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 107 รายในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ในความผิดที่เกี่ยวกับการออกวีซ่าโดยมิชอบให้แก่ผู้มีสัญชาติจีนที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นกิจการที่บังคับให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน

การคุ้มครอง

รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการระบุและคุ้มครองผู้เสียหาย โดยได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 640 ราย เทียบกับประมาณ 444 รายในปี 2565 ทางการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย 105 รายในปี 2566 (เทียบกับ 92 รายในปี 2565) ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อยหนึ่งรายที่ถูกแสวงประโยชน์ในอุตสาหกรรมประมง รัฐบาลรายงานว่าได้ให้บริการแก่ผู้เสียหายทั้ง 640 ราย (เทียบกับ 444 รายในปี 2565) ซึ่งรวมถึงการจัดให้อยู่ในสถานพักพิง การสนับสนุนเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ การช่วยเหลือด้านกฎหมาย การช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนอื่น ๆ โดยผู้เสียหาย 270 รายได้รับความช่วยเหลือในสถานพักพิงของรัฐ ขณะที่ 22 รายอาศัยอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ และ 348 รายได้รับบริการนอกสถานที่พักพิง ซึ่งส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เป็นคนไทย ในบรรดาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ได้รับความช่วยเหลือ 640 ราย เป็นผู้เสียหายชายและเด็กชาย 248 ราย และผู้เสียหายหญิงและเด็กหญิง 392 ราย ผู้เสียหายเหล่านี้เป็นชาวไทย 489 ราย ชาวลาว 7 ราย ชาวพม่า 39 ราย ชาวอินเดีย 4 ราย ชาวอินโดนีเซีย 33 ราย และชาติอื่น ๆ 25 ราย (บุรุนดี กัมพูชา เอธิโอเปีย กานา เคนยา จีน รวันดา แอฟริกาใต้ ทาจิกิสถาน แทนซาเนีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน) และอีก 43 รายไม่มีการระบุประเทศ ผู้เสียหายเหล่านี้เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศ 314 ราย การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 309 ราย และการแสวงประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด 17 ราย

รัฐบาลยังคงดำเนินตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งได้รับอนุมัติในปี 2565 โดยแนะนำให้เจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลให้ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายพำนักอยู่ในสถานพักพิงชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานได้นานถึง 15 วันก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายโดยคณะสหวิชาชีพ รัฐบาลได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ ที่คอยสนับสนุนการกำกับดูแลในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายและช่องทางในการได้รับค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งตั้งคณะทำงานในช่วงการรายงานนี้ เพื่อตรวจสอบกรณีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกคณะกรรมการสามารถประเมินสิ่งที่ควรปรับปรุง และให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกคณะอนุกรรมการ คณะสหวิชาชีพซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรนอกภาครัฐ จะสัมภาษณ์ผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการและส่งตัวเข้ารับบริการต่าง ๆ คณะสหวิชาชีพจำเป็นต้องระบุว่าบุคคลคนนั้นเป็นผู้เสียหายอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมายเพื่อรับบริการอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเข้าถึงสถานพักพิงของรัฐสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หลังจากคณะสหวิชาชีพระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการแล้ว ทางการจะให้บริการแก่ผู้เสียหายที่ยินยอมเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ หรืออนุญาตให้ผู้เสียหายมีเวลาอีก 30 วันเพื่อตัดสินใจว่าต้องการเข้าร่วมในการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายยังคงใช้แผนปฏิบัติงานเดิม ซึ่งใช้อำนาจของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อนำตัวผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาอยู่ในความคุ้มครองของรัฐได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือสูงสุด 8 วันตามคำอนุญาตของศาล และในช่วงเวลานี้ คณะสหวิชาชีพจะดำเนินกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหาย ขั้นตอนดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับบริการต่าง ๆ ของผู้เสียหายบางรายที่ขาดความพร้อมทางร่างกายหรือจิตใจในการเผชิญกับกระบวนการระบุผู้เสียหายเพื่อให้ได้รับบริการความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนหน้าและเจ้าหน้าที่ประจำจังหวัดที่กังวลว่า จำนวนผู้เสียหายที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนถึงการทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพ จึงหลีกเลี่ยงการระบุผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคแรงงาน

รัฐบาลรายงานการเปิดศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจำนวน 13 แห่ง โดยผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายจะได้รับบริการต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาฟื้นฟูและไตร่ตรอง (Reflection Period) ศูนย์ต่าง ๆ ดังกล่าวได้ช่วยเหลือผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย 759 ราย (เด็ก 132 รายและผู้ใหญ่ 633 ราย โดยเป็นคนไทย 354 รายและคนต่างชาติ 411 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคนพม่า 309 ราย) ทางการได้ร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติให้แก่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ภาคประชาสังคมรายงานว่า ยังไม่มีการนำแผนปฏิบัติการดังกล่าวไปใช้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดบริเวณชายแดนภาคเหนือ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนปฏิบัติการดังกล่าวอย่างไร และรัฐบาลไม่ได้จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้การนำแผนไปใช้นั้นมีประสิทธิผลทั่วประเทศ หรือจัดการฝึกอบรมที่เพียงพอให้แก่พนักงานตรวจแรงงาน รัฐบาลเริ่มใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งเป็นไปตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 (มาตรา 6/1) ทางการรายงานว่า ได้ใช้มาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าวในการดำเนินการคัดกรองมากกว่า 2,130 ครั้ง และระบุผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย 112 รายในปี 2566 ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เข้าสู่กระบวนการของกลไกการส่งต่อระดับชาติ เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหายไปยังคณะสหวิชาชีพใหสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานการปฏิบัติงานดังกล่าว กระทรวงแรงงาน (รง.) ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งเพื่อประเมินและทบทวนแก้ไขมาตรฐานการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอเกี่ยวกับการใช้มาตรฐานนั้น

เจ้าหน้าที่รัฐบางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และไม่ได้ใช้ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิผลโดยสอดคล้องกันทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเห็นว่า หากตั้งแต่แรกแล้ว บุคคลยินยอมเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำงาน รวมถึงโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ หรือเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม บุคคลเหล่านั้นไม่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้ รัฐบาลกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องเข้าร่วมการสัมภาษณ์ที่ดำเนินการโดยคณะสหวิชาชีพด้วยในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งนี่อาจเป็นอุปสรรคให้บางคนไม่เล่าถึงประสบการณ์ของตน เนื่องจากกลัวถูกส่งตัวกลับหรือถูกกักตัว มีรายงานว่า ทางการไม่แนะนำให้คณะสหวิชาชีพเปลี่ยนผลการประเมินหลังจากสัมภาษณ์ผู้เสียหายครั้งที่ 2 แม้ว่าคณะสหวิชาชีพจะมีหน้าที่ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แต่สมาชิกของคณะสหวิชาชีพ ซึ่งบางครั้งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ พม. ระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานในท้องถิ่น อาจขาดประสบการณ์ที่เพียงพอในการทำงานกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทางการจึงยังคงจัดทีมเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนคณะสหวิชาชีพที่ขาดประสบการณ์ในขั้นตอนการระบุผู้เสียหายเพื่อแก้ปัญหาในระดับจังหวัด

DSI ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดกรองหาข้อบ่งชี้และระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมง พนักงานตรวจแรงงานและเจ้าหน้าที่กองทัพเรือคัดกรองแรงงานต่างด้าวเพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในระหว่างการตรวจแรงงาน รวมถึงการตรวจเรือประมง อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ที่ไม่มีมาตรฐานสอดคล้องกันและไม่มีประสิทธิผลในระหว่างการตรวจแรงงาน ส่งผลให้ไม่อาจระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานจำนวนมากได้ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานว่า พนักงานตรวจแรงงานไม่เข้าใจว่า ตนมีบทบาทในการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บนเรือประมงที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจแรงงาน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุว่าพวกเขาเป็นผู้เสียหาย

แม้ว่ากฎหมายจะคุ้มครองไม่ให้ผู้เสียหายต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ แต่ทางการมีแนวโน้มที่จะลงโทษผู้เสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ที่กระทำ อันเป็นผลโดยตรงจากการถูกค้ามนุษย์ เนื่องจากไม่ได้ดำเนินขั้นตอนการระบุผู้เสียหายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างเสมอต้นเสมอปลายในการคัดกรองผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารประจำตัว เพื่อระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในพม่า ผู้ที่อยู่ในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้ที่หลบหนีจากกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียหายที่ไม่ได้รับการระบุตัวจำนวนมากถูกกักขังและไม่ได้รับบริการต่าง ๆ ผู้เสียหายต่างชาติที่ไม่มีเอกสารประจำตัวบางคน มีแนวโน้มที่จะไม่รายงานกับเจ้าหน้าที่ว่าตนถูกแสวงประโยชน์ เนื่องจากกลัวถูกจับกุมและส่งตัวกลับ ขณะที่บางคนยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการส่งกลับประเทศ มากกว่าจะเข้าสู่กลไกการส่งต่อระดับชาติ เนื่องจากอย่างหลังต้องใช้เวลารอนานกว่าจะได้กลับประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่บางคนขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และกล่าวว่าผู้ที่ถูกแสวงประโยชน์ไม่ใช่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้ในหลายพื้นที่จะมีรายงานที่บ่งชี้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในกิจการเหล่านี้เผชิญกับสภาพที่แสดงถึงการบังคับใช้แรงงาน แม้ว่า ตร. และสถานทูตไทยในพม่า กัมพูชา และฟิลิปปินส์ จะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้เสียหายชาวไทยที่ถูกบังคับใช้แรงงานในกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตกลับสู่ประเทศไทย แต่ทางการกลับกล่าวหาผู้เสียหายว่าละเมิดกฎหมายอาญาเนื่องจากผู้เสียหายหลอกลวงผู้อื่นตามที่นักค้ามนุษย์บังคับ

รัฐบาลยังคงส่งต่อผู้เสียหายที่คณะสหวิชาชีพระบุสถานะอย่างเป็นทางการแล้วไปยังสถานพักพิงของรัฐ เพื่อรับการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย การดูแลทางการแพทย์ ค่าสินไหมทดแทน ความช่วยเหลือทางการเงิน การคุ้มครองพยาน การศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ตลอดจนโอกาสการจ้างงาน แม้ว่า พม. จะรายงานว่า ได้จัดบริการบางอย่างให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมในขั้นตอนการดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะให้บริการหลายอย่างเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนโดยผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น พม. บริหารจัดการสถานพักพิงระยะสั้น 77 แห่ง และสถานพักพิงระยะยาว 9 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายชายและครอบครัว 4 แห่ง สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายหญิงและเด็กหญิง 4 แห่ง และสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชาย 1 แห่ง โดยทั่วไปแล้ว เฉพาะผู้เสียหายต่างชาติที่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุ ณ เวลาที่ระบุสถานะอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐได้ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์ สถานพักพิงยังคงร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้โอกาสในการทำงานนอกสถานพักพิงแก่ผู้เสียหาย และ พม. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท 13 แห่งในปี 2566 เพื่อจ้างงานผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และต้องการหางานทำ รัฐบาลไม่ได้รายงานว่ามีผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนกี่คนที่ได้รับการจ้างงานจากภายนอก บางครั้งทางการกำหนดให้ผู้เสียหายต่างชาติที่ไม่มีเอกสารประจำตัว ต้องพักอยู่ในสถานพักพิงของรัฐในระหว่างที่รัฐบาลดำเนินการออกใบอนุญาตให้พำนักและทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว

สถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ของ พม. ไม่อนุญาตให้ผู้เสียหายบางราย ซึ่งรวมไปถึงผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่และผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ออกนอกสถานพักพิงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปเท่านั้น เฉพาะผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกสถานพักพิงเท่านั้นจึงจะสามารถออกนอกสถานพักพิงเป็นประจำเพื่อไปทำงานได้ ผู้เสียหายมักต้องพำนักในสถานพักพิงจนกว่าการพิจารณาคดีของศาลหรือการให้การล่วงหน้าเกี่ยวกับนักค้ามนุษย์จะสิ้นสุดลง แม้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะออกจากระบบสถานพักพิงแล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่สถานพักพิงยังจำกัดการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแรกเข้ามาในสถานพักพิง อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้เสียหายต้องขออนุญาตก่อนจะโทรศัพท์พูดคุยเรื่องส่วนตัว และมักจะคอยฟังบทสนทนาของผู้เสียหายด้วย พม. ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่เจ้าหน้าที่ในสถานพักพิง เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับสถานพักพิงแต่ละแห่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินทาง ตลอดจนการเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ และได้จัดทำแนวทางดังกล่าวเสร็จสิ้น พม. ได้พัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานใหม่สำหรับผู้ให้บริการในการจัดหาบริการให้แก่ผู้เสียหายที่ไม่ต้องการจะพักอยู่ในสถานพักพิง และมาตรฐานการดูแลใหม่สำหรับสถานพักพิงสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยคำนึงถึงข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้เสียหาย ในทางปฏิบัติ พม. ใช้นโยบายที่แตกต่างกันไปตามสถานพักพิงและกลุ่มประชากรในเรื่องการสื่อสารและเสรีภาพในการเดินทางของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นผู้เสียหายอีก อย่างไรก็ตาม การกำหนดให้ผู้เสียหายอยู่ในสถานพักพิงนานเกินจำเป็น ประกอบกับการจำกัดการเดินทางและการสื่อสารของผู้เสียหายระหว่างอยู่ในสถานพักพิง อาจทำให้ผู้เสียหายบางรายได้รับความกระทบกระเทือนซ้ำและยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหารายได้ของพวกเขาด้วย สถานพักพิงแบบที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าออกได้อย่างอิสระและเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารได้ในระยะสั้น ๆ ซึ่งจัดตั้งขึ้นร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐแห่งหนึ่งในปี 2564 ได้เปิดทำการและขึ้นทะเบียนกับรัฐ

รัฐบาลไม่ได้มอบโอกาสการจ้างงานที่เหมาะสมให้แก่ผู้เสียหายต่างชาติบางราย และเจ้าหน้าที่สถานพักพิงบางรายกังวลว่า ผู้เสียหายจะ “หนี” ออกจากสถานพักพิง จึงเป็นเหตุผลให้จำกัดเสรีภาพในการเดินทางของพวกเขา การพำนักในสถานพักพิงในลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายต่างชาติในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยผู้เสียหายบางรายต้องการให้รัฐส่งกลับประเทศภูมิลำเนามากกว่า รัฐบาลรายงานว่าได้อนุญาตให้ผู้เสียหายสามารถเลือกได้ว่าต้องการจะอาศัยอยู่ในสถานพักพิงของรัฐ หรือสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐแห่งใดแห่งหนึ่งจากทั้งหมด 3 แห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับรัฐ ผู้เสียหายมักต้องการพักอยู่ในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐมากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเสรีภาพในการเดินทางมากกว่า ผู้เสียหายที่พำนักในสถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐยังคงมีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนของรัฐเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานพักพิงเหล่านี้ สถานพักพิงขององค์กรนอกภาครัฐจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เคร่งครัด เพื่อให้ได้รับอนุญาตช่วยเหลือผู้เสียหายที่ผ่านการระบุสถานะอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายสำหรับองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ ที่ต้องการดำเนินงานศูนย์พักพิง แม้ว่าทางการรายงานว่าได้ปรับปรุงความร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ดำเนินการที่สำคัญในการทำงานกับองค์กรเหล่านี้เพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย หรือสนับสนุนความพยายามอื่น ๆ ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาล

สถานพักพิงของ พม. แต่ละแห่งใช้นโยบายและให้การดูแลผู้เสียหายที่แตกต่างกัน สถานพักพิงของรัฐบาลมักจะมีนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจในจำนวนที่ไม่เพียงพอ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เสียหายในการรับการดูแลด้านจิตสังคม พม. รายงานว่า สถานพักพิงทุกแห่งสามารถรองรับผู้เสียหายที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ได้เป็นการชั่วคราว โดยมี 1 แห่งให้ที่พักอาศัยกับประชากรกลุ่มนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สถานพักพิงดังกล่าวไม่มีห้องนอนและห้องน้ำแยกสำหรับผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ นอกจากนี้ ขั้นตอนการระบุผู้เสียหายยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้เสียหายกลุ่ม LGBTQI+ เปิดเผยเพศสภาพของตน และเจ้าหน้าที่มักไม่ถามผู้เสียหายเกี่ยวกับสถานพักพิงที่พวกเขาต้องการ พม. ไม่ได้เตรียมสถานพักพิงที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายที่พิการได้อย่างเพียงพอ แม้ว่า พม. จะรายงานว่าได้ทำงานร่วมกับสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีล่ามที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่สถานพักพิงเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น แต่สถานพักพิงมักจะขาดแคลนล่าม ทำให้ไม่สามารถให้บริการผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ล่ามที่มีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์เพื่อระบุผู้เสียหายและในการพิจารณาคดีของศาล ไม่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ พม. ร่วมมือกับองค์กรนอกภาครัฐพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกระทรวง เกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ และฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และพนักงานอัยการเกี่ยวกับการดูแลผู้เสียหายโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ กฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานซึ่งเป็นบุคคลต่างชาติ พำนักและทำงานในไทยได้นานถึง 2 ปีนับจากการพิจารณาคดีค้ามนุษย์เสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่า รัฐบาลได้ให้อนุญาตแก่ผู้เสียหายคนใด องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า การไม่สามารถพำนักในประเทศไทยได้เกิน 2 ปี ทำให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวนมากไม่ต้องการให้ทางการระบุว่าตนเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากจะทำให้พวกเขาถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากเข้าร่วมในการพิจารณาคดีต่อนักค้ามนุษย์

ในปี 2566 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือ 2.67 ล้านบาท (77,780 เหรียญสหรัฐ) แก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ผ่านกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (เทียบกับ 4.96 ล้านบาท หรือ 144,480 เหรียญสหรัฐ ในปี 2565) โดยจำนวนนี้รวมถึงเงิน 1.49 ล้านบาท (43,400 เหรียญสหรัฐ) ที่จัดสรรให้แก่ผู้เสียหายที่พำนักนอกสถานพักพิงของรัฐหรือสถานพักพิงที่ดำเนินงานโดยองค์กรนอกภาครัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าจ้างสำหรับการทำงานภายในสถานพักพิง การศึกษา การดูแลรักษาทางการแพทย์ การส่งกลับประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ขั้นตอนการเข้าถึงกองทุนนี้มีความซับซ้อน ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายบางรายได้รับการสนับสนุนทางการเงินตามที่จำเป็น รัฐบาลได้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถส่งคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนฯ ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดของรัฐบาลที่ให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสถานพักพิงระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้เสียหายบางส่วน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ทางเพศ เลือกที่จะสละสิทธิ์ในการรับค่าสินไหมทดแทน เพื่อลดเวลาที่ต้องพำนักในสถานพักพิงให้เหลือน้อยที่สุด กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการต้องยื่นเรียกร้องเงินชดเชยให้แก่ผู้เสียหายที่แสดงความประสงค์จะเรียกร้องเงินชดเชย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้อำนาจผู้พิพากษาในการให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเงินชดเชยแก่ผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอให้มีการชดเชยด้วย กฎหมายอนุญาตให้รัฐบาลจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโดยใช้ทรัพย์สินที่ริบมาได้จากนักค้ามนุษย์ รัฐบาลรายงานว่า ศาลสั่งให้ชำระเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายใน 100 คดี คิดเป็นเงิน 76.68 ล้านบาท (2.23 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 66.6 ล้านบาท (1.94 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2565 พม. ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหายในการยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม มีคดีเพียง 2 คดีเท่านั้นที่ปฏิบัติตามคำสั่งจ่ายเงินชดเชยสำเร็จ

กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาทของไทยยังคงเปิดช่องให้บริษัทฟ้องร้องคดีอาญาต่อผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย กลุ่มผู้สนับสนุน และเจ้าหน้าที่รัฐที่สืบสวนสอบสวนคดี (บางครั้งโดยการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน) ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนต้องเผชิญกับการถูกคุกคามทางกฎหมายเป็นเวลาหลายปี ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การฟ้องร้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทนั้นสามารถทำได้ แม้ว่ากรณีการค้ามนุษย์ดังกล่าวถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงก็ตาม คดีประเภทนี้จึงขัดขวางกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้เสียหายไม่ให้รายงานเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์

การป้องกัน

รัฐบาลยังคงดำเนินการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ โดยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับชาติ และคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งได้ประชุมกันมาแล้ว 3 ครั้ง ทางการยังคงติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วยการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานประจำปีต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยได้สรุปรายงานของปี 2567 เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่จนถึงเวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้ ยังไม่มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าวสู่สาธารณะ ในปี 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประมาณ 110.1 ล้านบาท (3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) เทียบกับยอดประมาณ 441.7 ล้านบาท (12.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2565 หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมรณรงค์จำนวนมากเพื่อสร้างความตระหนักและป้องกันการค้ามนุษย์ รวมถึงการฝึกอบรมสร้างความตระหนักที่มุ่งป้องกันการค้ามนุษย์ที่ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์ รัฐบาลดำเนินการขอข้อมูลจากผู้เสียหาย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ดำเนินการเพื่อลดความต้องการแสวงประโยชน์และล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในธุรกิจท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2566 กก. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการในโรงแรมต่าง ๆ เพื่อบ่งชี้และป้องกันการแสวงประโยชน์ทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทั้งในประเทศและต่างประเทศในภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลไม่ได้แจ้งความคืบหน้าของร่างกฎหมายที่มีการรายงานไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งที่จะเพิ่มข้อบังคับในการควบคุมองค์กรนอกภาครัฐในประเทศ โดยหากร่างกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ก็จะส่งผลกระทบแง่ลบต่อความสามารถขององค์กรนอกภาครัฐในการดำเนินงานต่อต้านการค้ามนุษย์ในไทย

พม. ยังคงใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และพยานได้รายงานการถูกแสวงประโยชน์และสามารถขอรับบริการการคุ้มครองต่าง ๆ รวมไปถึงบริการล่าม ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในภาษาต่าง ๆ ทั้งหมด 7 ภาษา ทั้งนี้ ในปี 2566 ทางการไม่ได้รายงานจำนวนกรณีที่อาจเป็นการค้ามนุษย์ซึ่งมีการรายงานผ่านแอปพลิเคชันนี้ เทียบกับที่เคยแจ้งไว้ว่ามี 19 กรณีในปี 2565 พม. และ รง. ได้จัดให้มีบริการสายด่วนโดยมีเจ้าหน้าที่คอยรับสายและสามารถให้บริการในภาษาต่าง ๆ ถึง 19 ภาษาด้วยกัน ในปี 2565 บริการสายด่วนของพม. ได้รับโทรศัพท์ 71 สายที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และส่งต่อกรณีเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบสวนสอบสวนและการระบุผู้เสียหาย (เทียบกับ 331 สายในปี 2565) ทางการไม่ได้รายงานว่าสายที่โทรมาเหล่านี้นำไปสู่การระบุผู้เสียหายหรือไม่ กฎหมายอนุญาตให้สำนักงานจัดหางานคิดค่าธรรมเนียมจากคนไทยสำหรับการหางานในต่างประเทศ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในจำนวนที่มากเกินควรของสำนักงานจัดหางานทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ ในปีงบประมาณ 2566 กรมการจัดหางานได้ตรวจสอบสำนักงานจัดหางาน 181 แห่งที่ช่วยให้คนไทยได้งานในต่างประเทศ แต่ไม่พบการดำเนินงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมการจัดหางานได้ดำเนินคดีกับบุคคล 301 รายใน 341 คดีที่เป็นการจัดหางานโดยไม่มีใบอนุญาตและฉ้อโกงแรงงาน ทั้งนี้ รง. และ ตร. ร่วมกันตรวจสอบโฆษณารับสมัครงานคนไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเป็นโฆษณาทางออนไลน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตและเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การหลอกจ้างงาน การลักลอบขนคนเข้าเมือง และการขายบริการทางเพศ

รัฐบาลยังคงมีบันทึกความเข้าใจแบบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย ทางการยังคงใช้มาตรการจัดหาแรงงานต่างด้าวฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้นโดยคณะทำงานคณะหนึ่งในช่วงการรายงานก่อนหน้า ลักษณะที่ซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกับทางการ รวมถึงขั้นตอนของบันทึกความเข้าใจ มักทำให้แรงงานและนายจ้างต้องพึ่งพานายหน้าซึ่งคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากที่ทางการคิด หรือใช้ช่องทางนอกระบบในการนำแรงงานเข้าประเทศไทย แรงงานจึงเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกบีบบังคับเพราะตกเป็นหนี้ รัฐบาลดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้แรงงานยังคงสามารถอยู่ในประเทศต่อไปได้หลังจากที่เลยกำหนดเวลาของการลงทะเบียนครั้งแรก และออกหนังสืออนุญาตทำงานให้แก่แรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งอยู่ในประเทศอยู่แล้ว พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2561 กำหนดให้นายจ้างมอบสำเนาสัญญาจ้างงานให้แก่ลูกจ้าง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดหางาน และค่าเดินทาง และห้ามมิให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างเกินกว่าร้อยละ 10 สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว และห้ามมิให้ยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอื่น ๆ ของลูกจ้าง หากนายจ้างฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท (291-2,910 เหรียญสหรัฐ) และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ แม้ว่าทางการได้ตรวจสอบสำนักงานจัดหาแรงงานต่างด้าว 288 แห่ง แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด ๆ รง. รายงานว่าได้ปรับนายจ้าง 360 ราย ซึ่งละเมิดกฎหมายในช่วงการรายงานก่อนหน้านี้ คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 2.59 ล้านบาท (75,440 เหรียญสหรัฐ) โดยไม่มีโทษจำคุก รง. ยังระบุว่าได้ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการ 1,101 แห่ง ที่มีความเสี่ยงในการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ และได้ดำเนินคดีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 3 คดี นอกจากนี้ รง. ยังเปิดเผยว่าได้ตรวจสอบแรงงานตามฤดูกาล รวมถึงแรงงานภาคเกษตรกรรมและแรงงานรับใช้ตามบ้าน โดยจากการตรวจสอบดังกล่าว ไม่มีการระบุผู้เสียหายใด ๆ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามนายจ้างและผู้จัดหางานคิดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางานกับแรงงานต่างด้าว เช่น ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าธรรมเนียมในการขอใบอนุญาตทำงาน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า ทางการไม่ได้ให้คำจำกัดความและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมการจัดหางานอย่างเพียงพอ และสำนักงานจัดหางาน รวมถึงนายหน้า ยังคงเรียกค่าธรรมเนียมการจัดหางานและค่าเดินทางจากแรงงาน กฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้นายจ้างยึดเอกสารของแรงงานไว้ได้หากแรงงานยินยอม และสามารถเข้าถึงเอกสารของพวกเขาที่อยู่กับนายจ้างได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า เนื่องจากไม่มีการบังคับใช้พระราชกำหนดนี้อย่างเพียงพอ ในบางกรณีนายจ้างที่ขาดศีลธรรมอาจยึดเอกสารของแรงงานไว้ โดยเฉพาะในกรณีที่แรงงานไม่เข้าใจสิทธิของตนภายใต้กฎหมายไทย องค์กรนอกภาครัฐกล่าวว่า ระเบียบข้อบังคับที่ไม่เข้มงวดเพียงพอกับนายหน้าและสำนักงานจัดหางาน ส่งผลให้มีการดำเนินการซึ่งส่งเสริมการค้ามนุษย์ แม้ว่าข้อบังคับของทางการจะอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกแสวงประโยชน์เปลี่ยนนายจ้างได้ แต่นโยบายบางข้อกลับทำให้การทำเช่นนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานต่างด้าวในทางปฏิบัติ และบางครั้งส่งผลให้แรงงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนนายจ้าง นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวยังรายงานการถูกแสวงประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐได้ยาก เนื่องจากไม่มีล่าม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานยังไม่เปิดโอกาสให้แรงงานในภาคเกษตรกรรมและการรับใช้ตามบ้าน ได้รับผลประโยชน์และการคุ้มครองต่าง ๆ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ มีรายงานจากองค์กรภาคประชาสังคมว่า กฎหมายแรงงานขัดขวางไม่ให้แรงงานต่างด้าวรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งอาจมีส่วนทำให้แรงงานต่างด้าวเสี่ยงที่จะถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น ร่างกฎหมายในการทำให้การเจรจาต่อรองแบบรวมกลุ่มเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในช่วงของการรายงานนี้

การไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐในการนับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อนของแรงงานบนเรือประมง เพิ่มความเสี่ยงการค้ามนุษย์ในแรงงานกลุ่มนี้ กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลกำหนดให้นายจ้างจัดทำสัญญาเป็นภาษาที่แรงงานประมงต่างด้าวสามารถเข้าใจได้ จัดทำบันทึกข้อมูลการจ่ายเงินให้แก่แรงงาน และจัดให้มีอาหารและน้ำดื่มที่เพียงพอสำหรับแรงงานบนเรือประมง นอกจากนี้ กฎข้อบังคับดังกล่าวยังกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานเดือนละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และจ่ายเงินส่วนแบ่งจากการจับปลาได้ให้แก่แรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจว่า แรงงานบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดหรือไม่สามารถเบิกค่าแรงของตนได้ เนื่องจากท่าเรือบางแห่งไม่มีตู้เอทีเอ็มอยู่ใกล้ ๆ หรือแรงงานไม่ได้รับคำแนะนำอย่างเพียงพอในการใช้ตู้เอทีเอ็ม ตลอดจนบัตรเอทีเอ็มและรหัสบัตรของแรงงานอาจถูกเจ้าของเรือ ไต้ก๋ง หรือนายหน้ายึดไว้ ในช่วงการรายงานนี้ ภาคประชาสังคมได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อร่างกฎหมายที่จะลดการคุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรมประมง รวมถึงการอนุญาตให้มีการขนถ่ายแรงงานกลางทะเลและการนำวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นเงินสดกลับมาใช้ ดังนั้น จึงเพิ่มความเสี่ยงในการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ณ เวลาสิ้นสุดช่วงการรายงานนี้

รง. ยังทำงานร่วมกับองค์กรนอกภาครัฐเพื่อให้บริการต่าง ๆ ในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว 10แห่ง อาทิ การรับเรื่องร้องเรียนกรณีละเมิดแรงงาน การช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนนายจ้าง และการปรับปรุงแก้ไขเอกสารขึ้นทะเบียนของแรงงานให้เป็นปัจจุบัน รัฐบาลรายงานว่า คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงานที่ รง. จัดตั้งขึ้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงในการค้ามนุษย์สูง อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดีค้ามนุษย์ใด ๆ ในช่วงการรายงานนี้ รง. ได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูง โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และเรือประมง และพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน 6,795 ครั้ง รง. ได้ตรวจสอบสถานประกอบกิจการ 55,028 แห่งเพื่อระบุการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และพบว่านายจ้าง 1,093 รายฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน โดยทาง รง. ได้ส่งต่อคดี 733 คดีเพื่อสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า บางครั้งพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบจนเสร็จสิ้นหากเจ้าของบริษัทเป็นผู้มีอิทธิพล และพนักงานตรวจแรงงานมีปฏิสัมพันธ์กับแรงงานเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักเป็นเพราะอุปสรรคด้านภาษา ส่งผลให้ไม่สามารถระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์ได้ เจ้าหน้าที่รัฐได้รายงานการคัดกรองเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 33,563 ลำที่มีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน แต่ไม่สามารถระบุผู้เสียหายใด ๆ ทางการมีศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือเพื่อตรวจสอบยืนยันว่าเรือประมงดำเนินงานโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีรายงานว่าเรือประมง 30 ลำฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ และการตรวจแรงงานที่ท่าเรือยังคงขาดความสม่ำเสมอและไม่มีประสิทธิผลในการระบุกรณีต้องสงสัยการบังคับใช้แรงงานบนเรือประมง ซึ่งบ่อยครั้งเนื่องมาจากไม่ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า เจ้าของเรือประมงบางรายและสถานประกอบกิจการบางแห่งได้รับการเตือนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจแรงงาน อีกทั้งยังระบุว่า ไม่มีล่ามให้ความช่วยเหลือแรงงานขณะตรวจแรงงาน และมีนายจ้าง รวมทั้งไต้ก๋งอยู่ด้วยขณะตรวจสอบแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มทำให้แรงงานไม่กล้ารายงานต่อทางการเกี่ยวกับการถูกแสวงประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานอีกว่า พนักงานตรวจแรงงานสั่งไม่ให้ล่ามแปลรายงานที่ได้รับจากแรงงาน ซึ่งเป็นรายงานที่มีข้อบ่งชี้ถึงการบังคับใช้แรงงาน เช่น การให้ทำงานยาวนานเกินไปหรือการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ล่ามที่ทำงานในกรณีต่าง ๆ เปิดเผยว่า บางครั้งพวกเขาไม่ทราบถึงข้อบ่งชี้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในระหว่างที่พูดคุยในครั้งแรก กับบุคคล ที่อาจเป็นผู้เสียหาย และถูกสั่งห้ามไม่ให้ช่วยเหลือในการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง จึงทำให้ไม่มีการระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ องค์กรนอกภาครัฐหลายแห่งระบุว่า ผู้เสียหายบางรายไม่สามารถติดต่อล่ามที่พูดภาษาแม่หรือภาษาถิ่นของพวกเขาได้ จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับการระบุว่าเป็นผู้เสียหาย รัฐบาลได้สรุปการแก้ไขปรับปรุงคู่มือของศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก ซึ่งรวมถึงแนวทางการดำเนินงานกรณีแรงงานประมงสูญหายและรายละเอียดการตรวจสอบแรงงานที่มีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ศูนย์ตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือไม่ได้ใช้ขั้นตอนการส่งต่อกรณีแรงงานประมงสูญหายระหว่างออกทะเลโดยมีมาตรฐานเดียวกันในทุกกรณี รวมถึงการระบุข้อบ่งชี้ถึงการค้ามนุษย์บนเรือประมงก่อนที่พวกเขาจะสูญหาย ทางการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง 258 ลำ แต่ไม่พบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายใด ๆ การตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่งยังไม่ได้มีการตรวจหาการละเมิดด้านแรงงานอย่างเพียงพอ หรือไม่ได้มีการจัดหาล่ามเพื่อสัมภาษณ์ลูกเรือต่างด้าวอย่างสม่ำเสมอ ทางการไม่เคยรายงานว่า ได้ระบุผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอันเป็นผลมาจากการตรวจสอบเรือประมง รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อลดความต้องการซื้อขายบริการทางเพศ เช่น การร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศเพื่อปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศเดินทางเข้าประเทศ และเพิ่มการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กโดยให้ค้าประเวณีและการค้ามนุษย์ (มีการจับกุมบุคคล 197 รายในปี 2566 เทียบกับ 67 รายในปี 2565)

ประวัติข้อมูลการค้ามนุษย์:

รายงานตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระบุว่า นักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศไทย และจากผู้เสียหายชาวไทยในต่างประเทศ นักค้ามนุษย์ด้านแรงงานและทางเพศแสวงประโยชน์จากผู้หญิง ผู้ชาย บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และเด็กจากประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศรีลังกา รัสเซีย อุซเบกิสถาน และประเทศในแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้สะฮารา รวมถึงเคนยา แทนซาเนีย และยูกันดา ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา และบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทย ยังประสบกับการถูกกระทำมิชอบหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์ มีเด็กจากประเทศไทย พม่า กัมพูชา และลาวเป็นผู้เสียหายจากค้ามนุษย์ทางเพศเพิ่มขึ้นในสถานค้าประเวณี สถานอาบอบนวด บาร์ ร้านคาราโอเกะ โรงแรม และบ้านพักส่วนบุคคล นักค้ามนุษย์ชักจูงเด็ก ๆ ชาวไทยให้แสดงท่าทางที่ส่อในทางเพศผ่านสื่อวีดิทัศน์และภาพถ่ายบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งก็ใช้วิธีการข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพลามกของเด็ก นักค้ามนุษย์ใช้อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชันสำหรับการสนทนาหรือหาคู่ ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ล่อลวงเด็กให้ค้าประเวณี เด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ เด็กที่ครอบครัวตกงานเพราะผลกระทบจากโรคระบาด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวชาวต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็ก ๆ ที่หนีมาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะถูกแสวงประโยชน์ในสถานการณ์ด้านแรงงานที่อันตรายและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดและพื้นที่แถบชายแดนที่มักมีการจ้างงานตามฤดูกาลและไม่เป็นทางการ เด็กไทยประมาณ 158,000 คนในช่วงอายุ 15-18 ปี ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำงานได้ มักใช้แรงงานอยู่ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคเกษตรกรรม บริการร้านรับซ่อมยานยนต์และบริการอื่น ๆ การก่อสร้าง การผลิต และธุรกิจโรงแรม เด็กเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงาน แรงงานเด็กเหล่านี้มากกว่ากึ่งหนึ่งไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียน หลายคนต้องเผชิญสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายและมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและนอกเวลาทำงานปกติ และส่วนใหญ่แล้วเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์ นายหน้าหรือบิดามารดาบางส่วนบังคับเด็กชาวไทย กัมพูชา และพม่าให้ขายดอกไม้หรือสินค้าอื่นตามท้องถนน ตลอดจนให้เด็กขอทานหรือทำงานรับใช้ตามบ้านในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้สูงอายุและผู้พิการจากกัมพูชาถูกบังคับให้ขอทานในไทยด้วย มีรายงานว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทยสรรหาและใช้เด็กในกิจกรรมก่อความไม่สงบ

นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ทางเพศคนไทยในประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ หญิงไทยและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ถูกแสวงประโยชน์ในการค้ามนุษย์ทางเพศในสวิตเซอร์แลนด์ พลเมืองไทยที่เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อเยี่ยมครอบครัว มีความเสี่ยงที่จะถูกค้ามนุษย์ทางเพศและด้านแรงงาน นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานหญิงและชายชาวไทยในภาคเกษตรกรรมของอิสราเอล และกำหนดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยไม่มีช่วงหยุดพักหรือวันหยุด มีการยึดหนังสือเดินทางของแรงงานไว้ และแรงงานยังต้องประสบความยุ่งยากในการเปลี่ยนนายจ้างเนื่องจากข้อจำกัดเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน มีแรงงานไทยมากกว่า 100,000 คนในสาธารณรัฐเกาหลี ที่ซึ่งนักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ทางเพศหญิงและชายชาวไทยซึ่งรวมถึงบังคับผู้เสียหายให้ค้าประเวณีเพราะเป็นหนี้เจ้าของสถานบันเทิงหรือเจ้าหนี้นอกระบบ นักค้ามนุษย์ในสวีเดนและฟินแลนด์แสวงประโยชน์จากชาวไทยด้วยการบังคับใช้แรงงานในการเก็บเบอร์รี่

องค์กรอาชญากรรมและนักค้ามนุษย์ดำเนินกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตหรือส่งเสริมการดำเนินงานนี้ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์เป็นหลัก และบ่อยครั้งก็พบในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีการแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกบังคับให้กระทำความผิด และถูกค้ามนุษย์ทางเพศ นักค้ามนุษย์มักใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อสรรหาแรงงานจากหลายประเทศ โดยหลอกลวงว่าเป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงในไทย จากนั้นจึงขนส่งแรงงานเหล่านี้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีหน่วยปฏิบัติงานของกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตดังกล่าว และบังคับให้พวกเขาทำการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย และมักข่มขู่บังคับด้วยการทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ ผู้เสียหายชาวไทยยังถูกแสวงประโยชน์จากกิจการเหล่านี้ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เด็กไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับใช้แรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการก่ออาชญากรรมอย่างกว้างขวาง

นักลักลอบขนคนเข้าเมือง นายหน้า นายจ้าง และบุคคลอื่นแสวงประโยชน์จากแรงงานชาวไทยและชาวต่างด้าวด้วยการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในภาคการประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อุตสาหกรรมสัตว์ปีก อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ภาคเกษตรกรรม งานรับใช้ตามบ้าน และการขอทานริมถนน องค์กรนอกภาครัฐรายงานว่า มีการบังคับใช้แรงงานอย่างแพร่หลายมากในอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล อ้อย น้ำมันปาล์ม และยาง ชาวพม่ามีความเปราะบางมากขึ้นที่จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในไทย สถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจนความเป็นไปได้ที่จะมีการนำกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารมาใช้ในพม่า ส่งผลให้พลเมืองในพม่าอพยพเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้อพยพเหล่านี้ ตลอดจนแรงงานต่างด้าวจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการทำงานในประเทศไทย เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ในไทย การอพยพที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของเครือข่ายนายหน้านอกระบบที่ทำงานในไทยและในพม่า โดยเครือข่ายดังกล่าวจัดหางานให้แก่ผู้อพยพในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มและบนเรือประมง

แรงงานจำนวนมากจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่นายหน้า สำนักงานจัดหางาน และบุคคลอื่น ๆ ทั้งก่อนและหลังเดินทางถึงประเทศไทย บ่อยครั้งที่นักค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานผู้เสียหายเพราะติดหนี้อยู่ ตลอดจนใช้กระบวนการจ้างงานที่หลอกหลวงแรงงาน ยึดเอกสารประจำตัวและบัตรเอทีเอ็ม หักค่าจ้างอย่างผิดกฎหมาย ทำร้ายร่างกาย และใช้วิธีการอื่น ๆ เพื่อบังคับใช้แรงงาน นายจ้างยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานเพื่อบังคับให้พวกเขาไม่เปลี่ยนงาน และบ่อยครั้งมักจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำและไม่ให้แรงงานมีวันหยุด คนงานในภาคการแปรรูปอาหารทะเลและภาคการประมงต้องเผชิญกับการบังคับให้ทำงานล่วงเวลามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารทะเลที่สามารถเก็บรักษาได้นานเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วงการเกิดโรคระบาดใหญ่โควิด-19 อีกทั้งคนงานยังต้องเผชิญสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยอีกด้วย

เจ้าของเรือประมง นายหน้า และลูกเรืออาวุโสบังคับใช้แรงงานชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย บนเรือจับปลาที่มีคนไทยและชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ แรงงานบางส่วนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ บางครั้งน้อยถึงปีละครั้ง พวกเขาต้องเป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ต้องทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด และไม่มีอาหาร น้ำ หรือเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางรายข่มขู่ เฆี่ยนตี และวางยาแรงงานประมงเพื่อให้พวกเขาทำงานได้นานขึ้น รวมทั้งขายยาเสพติดให้แก่แรงงานประมงเพื่อให้พวกเขาเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าของเรือประมงยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์บางรายในภาคการประมงประสบปัญหาในการเดินทางกลับบ้านเกิด เนื่องจากสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกล ไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีเอกสารประจำตัวที่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีวิธีการเดินทางกลับบ้านของตนได้อย่างปลอดภัย นายจ้างในภาคการประมงและการแปรรูปอาหารทะเลมักจะหักค่าจ้างด้วยวิธีการที่สร้างความสับสน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมเอกสาร เงินจ่ายล่วงหน้า และค่าดำเนินการอื่น ๆ ทำให้เป็นเรื่องยากที่แรงงานจะทราบจำนวนค่าจ้างที่ถูกต้องของตน งานวิจัยหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในปี 2562 และ 2563 ระบุว่า ร้อยละ 14-18 ของแรงงานประมงต่างด้าวถูกแสวงประโยชน์โดยการบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงของไทย ซึ่งบ่งชี้ว่านักค้ามนุษย์แสวงประโยชน์จากแรงงานจำนวนหลายพันคนบนเรือประมง

การทุจริตยังคงเป็นเหตุบ่อนทำลายความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการรับสินบนหรือกู้ยืมเงินจากเจ้าของกิจการและสถานค้าประเวณีที่แสวงประโยชน์จากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตเอื้ออำนวยให้มีการค้ามนุษย์ โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนไทย ผู้สังเกตการณ์รายงานว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลให้นักค้ามนุษย์ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพิ่มขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์จากผู้เสียหายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและกิจการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเพื่อนบ้าน รายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่น ๆ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการดำเนินคดี อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์อีกด้วย มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นบางรายปิดบังข้อมูลจากพนักงานอัยการเพื่อปกป้องนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการขู่กรรโชกและแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ